สอนหุ้นแบบปัจจัยพื้นฐาน และกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง รวมทั้งช่วงเวลาในการลงทุน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนพร้อมกับลดความเสี่ยงในการซื้อขายหุ้น #Fundamental Analysis , Strategy of Risk Diversification , Right Timing , and Low Risk High Return#
หลักการลงทุนหุ้นแบบนักธุรกิจ
หุ้นเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าในตัวมันเอง เหมือนกับสินทรัพย์ประเภทอื่นในโลกที่มีมูลค่าในตัวมันเอง ดังท่านจะเห็นได้จาก ที่ดิน พันธบัตร ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง อาทิ ทองคำ เงิน และโลหะมีค่าอื่นๆ
แต่หุ้นอาจมีความแตกต่างจากทรัพย์สินประเภทอื่นตรงที่มูลค่าหุ้น หรือ มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value : V) ถูกกำหนดโดยกำไรในอนาคต หรือ เรียกว่าให้ชัดเจนไปเลยก็คือ กำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคต (EPS1)
เมื่อมูลค่าหุ้น (V) มีความเกียวข้องโดยตรงกับกำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคต (EPS1) ดังนั้นเมื่อเราคาดการณ์กำไรสุทธิในอนาคต (EPS1) ได้ เราก็ทราบมูลค่าหุ้น (V) ได้ทันที ซึ่งการคาดการณ์ EPS1 ได้อย่างแม่นยำนั้น ต้องมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจเป็นอย่างดี
การจะเข้าใจธุรกิจได้เป็นอย่างดีนั้น ต้องอาศัยการศึกษาลงไปในตัวธุรกิจซึ่งสามารถทำได้อย่างง่ายดายในปัจจุบัน เพราะบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในประเทศไทยต้องเผยแพร่ข้อมูลการประกอบธุรกิจกับตลาดหลักทรัพย์ ที่ www.set.or.th มีรายละเอียดประกอบด้วย รายงานประจำปี (Annual Report) และแบบ 56-1
การอ่าน อ่าน และอ่าน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่จะทำให้ท่านเข้าใจธุรกิจอย่างรวดเร็ว
ขอสรุปเป็นแผนภาพอย่างง่ายดังนี้
อ่
านรายงานประจำปี และ 56-1 ------> ความเข้าใจธุรกิจทั้งด้านความสามารถในการแข่งขันและความเสี่ยง ----> การเห็นอนาคตของกิจการ -------> การกำหนด EPS1 ---------> มูลค่าหุ้น (V) ----------> การตัดสินใจซื้อหุ้นหรือขายหุ้น ------> การทำกำไรซ้ำซาก ---------> การมีอิสรภาพทางการเงิน
การตัดสินใจซื้อหุ้นหรือขายหุ้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อว่าเราทราบว่าราคาหุ้นนั้นหุ้นถูกหรือแพง สามารถวัดได้จากมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (V) นั้นเทียบกับราคาตลาด (P) ในขณะนั้น หาก V มากกว่า P แสดงว่าราคาหุ้นถูก ในทางกลับกันหาก V ต่ำกว่า P แสดงว่าราคาหุ้นแพง แสดงเป็นสมการได้ดังนี้
หาก X เป็นบวก แสดงว่าหุ้นถูก หรือ หุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Undervalued) ควร “ซื้อ”
หาก X เป็นลบ แสดงว่าหุ้นราคาแพง หรือ หุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Overvalued) ควร “ขาย”
ตัวอย่างเช่น หุ้น ABCD มี V เท่ากับ 10 บาท และ P เท่ากับ 5 บาท ดังนั้น กรณีนี้หุ้น ABCD เป็นหุ้นราคาถูก เพราะ V มากกว่า P เท่ากับ 5 บาท (10 – 5) ดังนั้นสรุปได้ว่าหุ้น ABCD ควรซื้อ เพราะ Undervalued
ต่อมามีการไล่ซื้อหุ้น ABCD ทำราคาเพิ่มขึ้นจาก 5 บาท เป็น 15 บาท ดังนั้นกรณีหุ้น ABCD เป็นหุ้นราคาแพง เพราะ V ต่ำกว่า P เท่ากับ 5 บาท (10 - 15) สรุปได้ว่าหุ้น ABCD หากมีก็ควรขาย เพราะ Overvalued
ปรากฎการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำในตลาดหุ้น ดังนั้นหากเราเป็นนักลงทุนที่มีเหตุผลและมีวินัยในการลงทุน เราต้องซื้อหุ้นตอน Undervalued และเราจะขายหุ้นตอน Overvalued ดังเช่น กรณีของหุ้น ABCD เราซื้อหุ้นที่ราคา 5 บาท และเราขายหุ้นตอน 15 บาท ทำให้เรามีกำไร คือ 10 บาท หรือ คิดเป็นผลตอบแทนถึง 200% จะเห็นว่าเมื่อมันเกิดขึ้นเป็นประจำมันก็นำไปสู่การทำกำไรซ้ำซากได้
เราลองคำนวณหาค่า V โดยวิธีการที่นิยมใช้กัน คือ P/E Ratio ดังนี้
1. เลือกค่า P/E ของอุตสาหกรรมที่เราจะประเมินราคาหุ้น เช่น หุ้น A อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สมมติว่าเราตรวจสอบแล้วพบว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มีค่า P/E เท่ากับ 10 เท่า
2. คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคต (EPS1) ของหุ้น A โดยใช้ กำไรสุทธิ / จำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว สมมติว่าคำนวณ EPS1 ได้เท่ากับ 5 บาทต่อหุ้น
3. นำค่า P/E ของอุตสาหกรรม x EPS1 ค่าที่ได้คือ V = P/E x EPS1 = 10 x 5 = 50 บาท
ข้อควรระวัง การประเมินโดยใช้ P/E มีข้อด้อยที่ว่าการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นอ้างอิงจากกำไรสุทธิต่อหุ้นเพียงปีเดียว ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการประเมินมูลค่าหุ้นจึงมีสูงมาก แตกต่างจาก DCF การประเมินมูลค่าหุ้นจะประเมินจากกำไรหลายปีข้างหน้า ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้
การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใช้สมองทั้งสองด้าน ทั้งด้านเหตุและผล คือ สมองด้านซ้าย และด้านจินตนาการ คือ สมองด้านขวา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แต่หุ้นอาจมีความแตกต่างจากทรัพย์สินประเภทอื่นตรงที่มูลค่าหุ้น หรือ มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value : V) ถูกกำหนดโดยกำไรในอนาคต หรือ เรียกว่าให้ชัดเจนไปเลยก็คือ กำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคต (EPS1)
เมื่อมูลค่าหุ้น (V) มีความเกียวข้องโดยตรงกับกำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคต (EPS1) ดังนั้นเมื่อเราคาดการณ์กำไรสุทธิในอนาคต (EPS1) ได้ เราก็ทราบมูลค่าหุ้น (V) ได้ทันที ซึ่งการคาดการณ์ EPS1 ได้อย่างแม่นยำนั้น ต้องมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจเป็นอย่างดี
การจะเข้าใจธุรกิจได้เป็นอย่างดีนั้น ต้องอาศัยการศึกษาลงไปในตัวธุรกิจซึ่งสามารถทำได้อย่างง่ายดายในปัจจุบัน เพราะบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในประเทศไทยต้องเผยแพร่ข้อมูลการประกอบธุรกิจกับตลาดหลักทรัพย์ ที่ www.set.or.th มีรายละเอียดประกอบด้วย รายงานประจำปี (Annual Report) และแบบ 56-1
การอ่าน อ่าน และอ่าน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่จะทำให้ท่านเข้าใจธุรกิจอย่างรวดเร็ว
ขอสรุปเป็นแผนภาพอย่างง่ายดังนี้
อ่
านรายงานประจำปี และ 56-1 ------> ความเข้าใจธุรกิจทั้งด้านความสามารถในการแข่งขันและความเสี่ยง ----> การเห็นอนาคตของกิจการ -------> การกำหนด EPS1 ---------> มูลค่าหุ้น (V) ----------> การตัดสินใจซื้อหุ้นหรือขายหุ้น ------> การทำกำไรซ้ำซาก ---------> การมีอิสรภาพทางการเงิน
การตัดสินใจซื้อหุ้นหรือขายหุ้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อว่าเราทราบว่าราคาหุ้นนั้นหุ้นถูกหรือแพง สามารถวัดได้จากมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (V) นั้นเทียบกับราคาตลาด (P) ในขณะนั้น หาก V มากกว่า P แสดงว่าราคาหุ้นถูก ในทางกลับกันหาก V ต่ำกว่า P แสดงว่าราคาหุ้นแพง แสดงเป็นสมการได้ดังนี้
X = V – P
หาก X เป็นบวก แสดงว่าหุ้นถูก หรือ หุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Undervalued) ควร “ซื้อ”
หาก X เป็นลบ แสดงว่าหุ้นราคาแพง หรือ หุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Overvalued) ควร “ขาย”
ตัวอย่างเช่น หุ้น ABCD มี V เท่ากับ 10 บาท และ P เท่ากับ 5 บาท ดังนั้น กรณีนี้หุ้น ABCD เป็นหุ้นราคาถูก เพราะ V มากกว่า P เท่ากับ 5 บาท (10 – 5) ดังนั้นสรุปได้ว่าหุ้น ABCD ควรซื้อ เพราะ Undervalued
ต่อมามีการไล่ซื้อหุ้น ABCD ทำราคาเพิ่มขึ้นจาก 5 บาท เป็น 15 บาท ดังนั้นกรณีหุ้น ABCD เป็นหุ้นราคาแพง เพราะ V ต่ำกว่า P เท่ากับ 5 บาท (10 - 15) สรุปได้ว่าหุ้น ABCD หากมีก็ควรขาย เพราะ Overvalued
ปรากฎการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำในตลาดหุ้น ดังนั้นหากเราเป็นนักลงทุนที่มีเหตุผลและมีวินัยในการลงทุน เราต้องซื้อหุ้นตอน Undervalued และเราจะขายหุ้นตอน Overvalued ดังเช่น กรณีของหุ้น ABCD เราซื้อหุ้นที่ราคา 5 บาท และเราขายหุ้นตอน 15 บาท ทำให้เรามีกำไร คือ 10 บาท หรือ คิดเป็นผลตอบแทนถึง 200% จะเห็นว่าเมื่อมันเกิดขึ้นเป็นประจำมันก็นำไปสู่การทำกำไรซ้ำซากได้
เราลองคำนวณหาค่า V โดยวิธีการที่นิยมใช้กัน คือ P/E Ratio ดังนี้
1. เลือกค่า P/E ของอุตสาหกรรมที่เราจะประเมินราคาหุ้น เช่น หุ้น A อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สมมติว่าเราตรวจสอบแล้วพบว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มีค่า P/E เท่ากับ 10 เท่า
2. คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคต (EPS1) ของหุ้น A โดยใช้ กำไรสุทธิ / จำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว สมมติว่าคำนวณ EPS1 ได้เท่ากับ 5 บาทต่อหุ้น
3. นำค่า P/E ของอุตสาหกรรม x EPS1 ค่าที่ได้คือ V = P/E x EPS1 = 10 x 5 = 50 บาท
ข้อควรระวัง การประเมินโดยใช้ P/E มีข้อด้อยที่ว่าการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นอ้างอิงจากกำไรสุทธิต่อหุ้นเพียงปีเดียว ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการประเมินมูลค่าหุ้นจึงมีสูงมาก แตกต่างจาก DCF การประเมินมูลค่าหุ้นจะประเมินจากกำไรหลายปีข้างหน้า ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้
การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใช้สมองทั้งสองด้าน ทั้งด้านเหตุและผล คือ สมองด้านซ้าย และด้านจินตนาการ คือ สมองด้านขวา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น แต่ให้เชื่อสิ่งที่นึกคิดในอนาคตภายใต้สิ่งที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน”
ช่วงเวลาในการซื้อขายหุ้น (Investment Timing)
ราคาหุ้นในตลาดหุ้น (Market Price) ถูกกำหนดมาจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยมีรายละเอียดดังนี้
ปัจจัยภายนอก (External Factor) คือ ปัจจัยที่ไม่ได้มาจากกิจการโดยตรงซึ่งเป็นปัจจัยที่กิจการไม่สามารถควบคุมได้ เช่น กระแสเงินเงินทุนไหลออกและไหลเข้า (Fund Flow) วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ การอัดฉีดเงินของธนาคารกลางของสหรัฐฯและยุโรป การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ การปรับลดค่าเงินหยวน สงครามระหว่างประเทศและการก่อการร้ายในกลุ่มประเทศยุโรป จนถึง ตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรุนแรง การปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล การปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาน้ำมัน การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของธนาคาร การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น
ปัจจัยภายใน (Internal Factor) คือ ปัจจัยที่มาจากกิจการโดยตรง เช่น การขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ การขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ การขายหุ้นเพิ่มทุน การควบรวมกิจการ การซื้อและขายกิจการ การเพิ่มอัตราการก่อหนี้ในกิจการ การปิดบริษัทย่อยที่สร้างผลขาดทุนอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ การได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีเพราะขยายงานไปในนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น
ปัจจัยภายนอก + ปัจจัยภายใน นำไปสู่ผลประกอบการของกิจการในอนาคต นำไปสู่ ราคาหุ้น
กรณีที่ 1 : ปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มเป็น + และ ปัจจัยภายในเป็น + มีแนวโน้มจะนำไปสู่ผลประกอบการในอนาคตออกมาดีมาก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
กรณีที่ 2 : ปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มเป็น + และ ปัจจัยภายในเป็น - มีแนวโน้มจะนำไปสู่ผลประกอบการในอนาคตออกมาแย่มาก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ
กรณีที่ 3 : ปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มเป็น - และ ปัจจัยภายในเป็น + มีแนวโน้มจะนำไปสู่ผลประกอบการในอนาคตออกมาดีมาก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ
กรณีที่ 4 : ปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มเป็น - และ ปัจจัยภายในเป็น - มีแนวโน้มจะนำไปสู่ผลประกอบการในอนาคตออกมาแย่มาก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับสองสามปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเข้าสู่กรณีที่ 4 จึงส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนและปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แต่อย่าลืมว่าในภาวะการณ์แบบนี้กลับเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวเพราะมันจะให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ในระดับที่ยอดเยี่ยมเทียบกับกรณีที่ 1 – 3
เมื่อซื้อหุ้นแล้วในกรณีที่ 4 ก็เฝ้ารอคอยให้กรณีที่ 1 มาถึง เมื่อมันมาถึงแล้วก็ขายหุ้นออกมาทำกำไร เพราะตอนที่ซื้อหุ้นกรณีที่ 4 เราจะซื้อหุ้นได้ราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม หรือที่เรียกว่า Undervalue แต่ตอนกรณีที่ 1 เราจะขายหุ้นได้ราคาสูงกว่ามูลค่ายุติธรรม หรือที่เรียกว่า Overvalue
ตลาดหุ้นจะกำหนดราคาหุ้นโดยอาศัยปัจจัยภายในและภายนอกที่เป็นระยะสั้นเท่านั้นคือไม่เกิน 1 ปี จึงเป็นผลให้มองผลประกอบการไม่เกิน 1 ปี ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากท่านจินตนาการไปเกินกว่า 1 ปี อาจเป็น 5 ปีข้างหน้าท่านจะเห็นว่าภาพที่แตกต่างจากปัจจุบันเป็นอย่างมาก ท่านจะเห็นเส้นทางสู่การเป็นคนรวยไม่อยากอย่างที่คิด…
ลองนึกย้อนกลับดูนะครับ ว่า 20 ปีที่แล้ว เคยเห็นรถไฟฟ้าหรือไม่ เคยเห็นคอนโดมิเนียมผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหรือไม่ เคยเห็นห้างสรรพสินค้าที่มีทุกถนนในกรุงเทพหรือไม่ เคยเห็นคนไทยมีรถยนต์ของตนเองมากขนาดนี้หรือไม่ เคยเห็นปั๊มน้ำมันที่มีทำอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าหรือไม่ เคยเห็นที่ไหนๆก็มีโรงแรมและรีสอร์ทให้พักหรือไม่
ลองจินตนาการดูครับว่า 20 ปีข้างหน้า ท่านจะเห็นอะไร….
การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใช้สมองทั้งสองด้าน ทั้งด้านเหตุและผล คือ สมองด้านซ้าย และด้านจินตนาการ คือ สมองด้านขวา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น แต่ให้เชื่อสิ่งที่นึกคิดในอนาคตภายใต้สิ่งที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน”
ปัจจัยภายนอก (External Factor) คือ ปัจจัยที่ไม่ได้มาจากกิจการโดยตรงซึ่งเป็นปัจจัยที่กิจการไม่สามารถควบคุมได้ เช่น กระแสเงินเงินทุนไหลออกและไหลเข้า (Fund Flow) วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ การอัดฉีดเงินของธนาคารกลางของสหรัฐฯและยุโรป การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ การปรับลดค่าเงินหยวน สงครามระหว่างประเทศและการก่อการร้ายในกลุ่มประเทศยุโรป จนถึง ตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรุนแรง การปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล การปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาน้ำมัน การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของธนาคาร การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น
ปัจจัยภายใน (Internal Factor) คือ ปัจจัยที่มาจากกิจการโดยตรง เช่น การขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ การขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ การขายหุ้นเพิ่มทุน การควบรวมกิจการ การซื้อและขายกิจการ การเพิ่มอัตราการก่อหนี้ในกิจการ การปิดบริษัทย่อยที่สร้างผลขาดทุนอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ การได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีเพราะขยายงานไปในนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น
ปัจจัยภายนอก + ปัจจัยภายใน นำไปสู่ผลประกอบการของกิจการในอนาคต นำไปสู่ ราคาหุ้น
กรณีที่ 1 : ปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มเป็น + และ ปัจจัยภายในเป็น + มีแนวโน้มจะนำไปสู่ผลประกอบการในอนาคตออกมาดีมาก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
กรณีที่ 2 : ปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มเป็น + และ ปัจจัยภายในเป็น - มีแนวโน้มจะนำไปสู่ผลประกอบการในอนาคตออกมาแย่มาก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ
กรณีที่ 3 : ปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มเป็น - และ ปัจจัยภายในเป็น + มีแนวโน้มจะนำไปสู่ผลประกอบการในอนาคตออกมาดีมาก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ
กรณีที่ 4 : ปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มเป็น - และ ปัจจัยภายในเป็น - มีแนวโน้มจะนำไปสู่ผลประกอบการในอนาคตออกมาแย่มาก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับสองสามปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเข้าสู่กรณีที่ 4 จึงส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนและปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แต่อย่าลืมว่าในภาวะการณ์แบบนี้กลับเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวเพราะมันจะให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ในระดับที่ยอดเยี่ยมเทียบกับกรณีที่ 1 – 3
เมื่อซื้อหุ้นแล้วในกรณีที่ 4 ก็เฝ้ารอคอยให้กรณีที่ 1 มาถึง เมื่อมันมาถึงแล้วก็ขายหุ้นออกมาทำกำไร เพราะตอนที่ซื้อหุ้นกรณีที่ 4 เราจะซื้อหุ้นได้ราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม หรือที่เรียกว่า Undervalue แต่ตอนกรณีที่ 1 เราจะขายหุ้นได้ราคาสูงกว่ามูลค่ายุติธรรม หรือที่เรียกว่า Overvalue
ตลาดหุ้นจะกำหนดราคาหุ้นโดยอาศัยปัจจัยภายในและภายนอกที่เป็นระยะสั้นเท่านั้นคือไม่เกิน 1 ปี จึงเป็นผลให้มองผลประกอบการไม่เกิน 1 ปี ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากท่านจินตนาการไปเกินกว่า 1 ปี อาจเป็น 5 ปีข้างหน้าท่านจะเห็นว่าภาพที่แตกต่างจากปัจจุบันเป็นอย่างมาก ท่านจะเห็นเส้นทางสู่การเป็นคนรวยไม่อยากอย่างที่คิด…
ลองนึกย้อนกลับดูนะครับ ว่า 20 ปีที่แล้ว เคยเห็นรถไฟฟ้าหรือไม่ เคยเห็นคอนโดมิเนียมผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหรือไม่ เคยเห็นห้างสรรพสินค้าที่มีทุกถนนในกรุงเทพหรือไม่ เคยเห็นคนไทยมีรถยนต์ของตนเองมากขนาดนี้หรือไม่ เคยเห็นปั๊มน้ำมันที่มีทำอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าหรือไม่ เคยเห็นที่ไหนๆก็มีโรงแรมและรีสอร์ทให้พักหรือไม่
ลองจินตนาการดูครับว่า 20 ปีข้างหน้า ท่านจะเห็นอะไร….
การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใช้สมองทั้งสองด้าน ทั้งด้านเหตุและผล คือ สมองด้านซ้าย และด้านจินตนาการ คือ สมองด้านขวา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น แต่ให้เชื่อสิ่งที่นึกคิดในอนาคตภายใต้สิ่งที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน”
ราคาหุ้น VS กำไรสุทธิต่อหุ้น
การลงทุนในหุ้นแบบใช้วิธีการวิเคราะห์กิจการ หรือ ที่เราเรียกนักลงทุนประเภทนี้ว่า “นักลงทุนปัจจัยพื้นฐาน” มีปรัชญาในการลงทุนก็คือต้องการรักษาเงินต้นให้ได้ตลอดระยะเวลาการลงทุน โดยเขามีแนวคิดว่า หากรักษาเงินต้น หรือ เงินลงทุนได้ จะมีกำไรจากจาการลงทุนเอง ซึ่งจะเห็นว่า การลงทุนแบบนี้มีความระมัดระวังสูง (Conservative) มากในการลงทุน
เครื่องมือในการป้องกันการขาดทุน จะใช้ การอ่านค่าและวิเคราะห์งบการเงินเป็นหลัก ซึ่งสามารถจะหาข้อมูลงบการเงินได้จากเว็บไซด์ตลาดหลักทรัพย์ www.set.or.th โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะมีการเผยแพร่งบการเงินของตนเอง ประกอบด้วย งบกำไรขาดทุน (Income Statement) งบแสดงฐานะการเงิน (Financial Position Statement) และงบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) เป็นประจำทั้งรายไตรมาส รายครึ่งปี ราย 9 เดือน และรายปี
งบกำไรขาดทุน ประกอบด้วย รายได้ และค่าใช้จ่าย เมื่อ รายได้ มากกว่า ค่าใช้จ่าย ก็จะเป็นกำไร (Net Profit) ในทางกลับกัน เมื่อ รายได้ น้อยกว่า ค่าใช้จ่าย ก็จะเป็นขาดทุน (Net Loss)
การที่บริษัทมีกำไรจะทำให้ ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน บริษัทมีผลขาดทุนจะทำให้ ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ซึ่งสามารถเขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้
กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) = กำไรสุทธิ
จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว
เนื่องจากราคาหุ้นมีความสอดคล้องกับกำไรสุทธิต่อหุ้น จึงทำให้เกิดอัตราส่วนทางการเงินที่เราเรียกกันว่า P/E Ratio ขึ้นมา ซึ่งอัตราส่วนนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่นักลงทุนทั่วโลก โดยมีสมการดังนี้
PE = ราคาหุ้น
กำไรสุทธิต่อหุ้น
ราคาหุ้นใช้ ณ ราคาปิดล่าสุด ส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้น เป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นรอบ 12 เดือนล่าสุด และควรปรับกำไรสุทธิต่อหุ้น นี้ให้เป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นตามปรกติ (Normalized Net Profit) นั่นคือ ให้ปรับรายการพิเศษที่เป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวออกให้หมด เช่น กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ กำไรจากการขายทรัพย์สินในกิจการ ขาดทุนจากการตั้งด้อยค่าทรัพย์สิน เป็นต้น
ตัวอย่าง หุ้น A มี ราคาปิดล่าสุด ณ วันที่ 5 เมษายน 2558 เท่ากับ 20 บาท และมีผลกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ไตรมาสที่ 1 ปี 2558 เท่ากับ 0.4 บาท และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ไตรมาสที่ 2 – 4 ปี 2557 เท่ากับ 1.6 บาท
ดังนั้นกำไรสุทธิต่อหุ้นรอบ 12 เดือนล่าสุดจะเท่ากับ 2.0 บาท มาจาก ไตรมาสที่ 2-4 ปี 2557 คือ 1.6 บาท รวมกับ ไตรมาสที่ 1 ปี 2558 คือ 0.4 บาท
PE = ราคาหุ้น = 20 = 10
กำไรสุทธิต่อหุ้น 2.0
โดยปรกตินักลงทุนทั่วโลกมองแทบเหมือนกันว่าหุ้นที่มี PE สูง จะมีราคาแพงกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ ทั้งนี้เพราะหากเทียบที่กำไรสุทธิต่อหุ้น 1 บาท เท่ากัน พบว่าหุ้นที่มี PE สูงนักลงทุนต้องจ่ายมากกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ
หากมองตามหลักคณิตศาสตร์หุ้น PE สูงย่อมแพงกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามหากมองอย่างลึกซึ้งอาจจะพบคำตอบที่เปลี่ยนไปอย่างมาก เช่นมองข้ามไปยังอนาคตในอีกหลายปีข้างหน้าอาจจะพบว่า หุ้นที่มี PE สูงอาจจะถูกกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ ได้ เนื่องจากหุ้น PE สูงมีการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ค่า PE ของหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่หุ้น PE ต่ำไม่มีการเติบโตเลย ทำให้ค่า PE เท่าเดิม ซึ่งสุดท้ายแล้วจะพบว่า
การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใช้สมองทั้งสองด้าน ทั้งด้านเหตุและผล คือ สมองด้านซ้าย และด้านจินตนาการ คือ สมองด้านขวา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น แต่ให้เชื่อสิ่งที่นึกคิดในอนาคตภายใต้สิ่งที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน”
เครื่องมือในการป้องกันการขาดทุน จะใช้ การอ่านค่าและวิเคราะห์งบการเงินเป็นหลัก ซึ่งสามารถจะหาข้อมูลงบการเงินได้จากเว็บไซด์ตลาดหลักทรัพย์ www.set.or.th โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะมีการเผยแพร่งบการเงินของตนเอง ประกอบด้วย งบกำไรขาดทุน (Income Statement) งบแสดงฐานะการเงิน (Financial Position Statement) และงบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) เป็นประจำทั้งรายไตรมาส รายครึ่งปี ราย 9 เดือน และรายปี
งบกำไรขาดทุน ประกอบด้วย รายได้ และค่าใช้จ่าย เมื่อ รายได้ มากกว่า ค่าใช้จ่าย ก็จะเป็นกำไร (Net Profit) ในทางกลับกัน เมื่อ รายได้ น้อยกว่า ค่าใช้จ่าย ก็จะเป็นขาดทุน (Net Loss)
การที่บริษัทมีกำไรจะทำให้ ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน บริษัทมีผลขาดทุนจะทำให้ ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ซึ่งสามารถเขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้
ราคาหุ้น (P) แปรผันโดยตรง กำไรต่อหุ้น (EPS)
กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) = กำไรสุทธิ
จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว
เนื่องจากราคาหุ้นมีความสอดคล้องกับกำไรสุทธิต่อหุ้น จึงทำให้เกิดอัตราส่วนทางการเงินที่เราเรียกกันว่า P/E Ratio ขึ้นมา ซึ่งอัตราส่วนนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่นักลงทุนทั่วโลก โดยมีสมการดังนี้
PE = ราคาหุ้น
กำไรสุทธิต่อหุ้น
ราคาหุ้นใช้ ณ ราคาปิดล่าสุด ส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้น เป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นรอบ 12 เดือนล่าสุด และควรปรับกำไรสุทธิต่อหุ้น นี้ให้เป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นตามปรกติ (Normalized Net Profit) นั่นคือ ให้ปรับรายการพิเศษที่เป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวออกให้หมด เช่น กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ กำไรจากการขายทรัพย์สินในกิจการ ขาดทุนจากการตั้งด้อยค่าทรัพย์สิน เป็นต้น
ตัวอย่าง หุ้น A มี ราคาปิดล่าสุด ณ วันที่ 5 เมษายน 2558 เท่ากับ 20 บาท และมีผลกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ไตรมาสที่ 1 ปี 2558 เท่ากับ 0.4 บาท และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ไตรมาสที่ 2 – 4 ปี 2557 เท่ากับ 1.6 บาท
ดังนั้นกำไรสุทธิต่อหุ้นรอบ 12 เดือนล่าสุดจะเท่ากับ 2.0 บาท มาจาก ไตรมาสที่ 2-4 ปี 2557 คือ 1.6 บาท รวมกับ ไตรมาสที่ 1 ปี 2558 คือ 0.4 บาท
PE = ราคาหุ้น = 20 = 10
กำไรสุทธิต่อหุ้น 2.0
โดยปรกตินักลงทุนทั่วโลกมองแทบเหมือนกันว่าหุ้นที่มี PE สูง จะมีราคาแพงกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ ทั้งนี้เพราะหากเทียบที่กำไรสุทธิต่อหุ้น 1 บาท เท่ากัน พบว่าหุ้นที่มี PE สูงนักลงทุนต้องจ่ายมากกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ
หากมองตามหลักคณิตศาสตร์หุ้น PE สูงย่อมแพงกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามหากมองอย่างลึกซึ้งอาจจะพบคำตอบที่เปลี่ยนไปอย่างมาก เช่นมองข้ามไปยังอนาคตในอีกหลายปีข้างหน้าอาจจะพบว่า หุ้นที่มี PE สูงอาจจะถูกกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ ได้ เนื่องจากหุ้น PE สูงมีการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ค่า PE ของหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่หุ้น PE ต่ำไม่มีการเติบโตเลย ทำให้ค่า PE เท่าเดิม ซึ่งสุดท้ายแล้วจะพบว่า
หุ้น PE สูง จะกลับเป็น PE ต่ำ ในขณะที่ PE ต่ำจะกลับเป็น PE สูง
การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใช้สมองทั้งสองด้าน ทั้งด้านเหตุและผล คือ สมองด้านซ้าย และด้านจินตนาการ คือ สมองด้านขวา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น แต่ให้เชื่อสิ่งที่นึกคิดในอนาคตภายใต้สิ่งที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน”
P/BV สูง ควรลงทุน ? ตอนที่ 1
ลูกศิษย์ : หุ้นบางตัว P/BV สูงมาก เพราะอะไรครับ
อาจารย์ : ก่อนไปถึง P/BV อยากให้ทำความเข้าใจ BV หรือ มูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value) ก่อน เป็นอันดับแรกโดยสมการของ BV แสดงได้ดังต่อไปนี้
BV = ส่วนของผู้ถือหุ้น / จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว
ตัวอย่าง หุ้น XZY มีสินทรัพย์เท่ากับ 2,000 ล้านบาท และหนี้สินเท่ากับ 1,000 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นตามที่ปรากฎในงบดุล คือ 1,000 ล้านบาท และมีจำนวนหุ้นที่ชำระแล้วเท่ากับ 100 ล้านหุ้น ดังนั้น BV จะเท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น โดยมีรายการคำนวนดังนี้
BV = ส่วนของผู้ถือหุ้น / จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว = 1,000 / 100 = 10 บาทต่อหุ้น
หากเราไปดูสมการบัญชีก็คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น
เราจะพบว่างบการเงินจะบันทึกสินทรัพย์เฉพาะที่ประเมินมูลค่าได้อย่างชัดเจนเท่านั้น ที่วัดค่าไม่ได้จะไม่บันทึก เช่น เทคนิคพิเศษในการผลิตสินค้า เครือข่ายในการขายสินค้า และแบรนด์สินค้า เป็นต้น
ดังนั้น สินทรัพย์ที่แสดงในงบการเงินอาจจะถูกบันทึกแบบปลอดภัยไว้ก่อน (Conservative) ทำให้สินทรัพย์ถูกบันทึกไว้ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นก็ได้
สมมติต่อว่าหุ้น XZY มีแบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักและยอมรับจากผู้บริโภค นั่นหมายความว่า สินทรัพย์ที่แสดงไว้ 2,000 ล้านบาท ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นเพราะยังไม่ได้บันทึกมูลค่าของแบรนด์เข้าไป และต่อมาบริษัทได้จ้างผู้ประเมินอิสระทำการประเมินมูลค่าแบรนด์ของตนเองพบว่ามีมูลค่า 2,000 ล้านบาท
ดังนั้นงบการเงินใหม่จะเป็น สินทรัพย์เท่ากับ 4,000 ล้านบาท ประกอบด้วย สินทรัพย์เดิม 2,000 ล้านบาท และมูลค่าของแบรนด์เท่ากับ 2,000 ล้านบาท มูลค่าของแบรนด์นี้จะถูกบันทึกลงไปในส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งจำนวน ดังนั้นจะพบว่าส่วนของผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 3,000 ล้านบาท (1,000 + 2,000) หากคำนวน BV จะเพิ่มขึ้นจาก 10 บาทต่อหุ้น เป็น 30 บาทต่อหุ้น (3,000/100)
ลูกศิษย์ : อาจารย์กำลังจะบอกผมว่าหุ้นที่ P/BV สูง จริงแล้วอาจจะไม่สูงอย่างที่เห็นใช่ไหมครับ
อาจารย์ยิ้มที่มุมปากแล้วตอบกลับว่า “สิ่งที่เห็นอาจจะไม่จริง สิ่งที่จริงอาจจะมองไม่เห็น ดังนั้นคุณต้องใช้ใจในการมองไม่ใช่ใช้ตามอง”
เหมือนกรณีหุ้น XZY หากดู P/BV ก่อนปรับมูลค่าแบรนด์เข้าไป สมมติว่ามี P/BV เท่ากับ 2 เท่า หรือตีความหมายง่ายๆว่าราคาหุ้น (P) เท่ากับ 20 บาท และ BV เท่ากับ 10 บาท นักลงทุนอาจจะคิดว่าหุ้นแพงกว่า BV แต่พอประเมินมูลค่าแบรนด์เข้าไปจะพบว่า P/BV ลดลงจาก 2 เท่า เหลือแค่ 0.66 เท่า (20/30) กลับกลายเป็นหุ้นถูกว่า BV
ลูกศิษย์คิดในใจต่อไปผมจะเป็นคนรวย…
อาจารย์ : ก่อนไปถึง P/BV อยากให้ทำความเข้าใจ BV หรือ มูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value) ก่อน เป็นอันดับแรกโดยสมการของ BV แสดงได้ดังต่อไปนี้
BV = ส่วนของผู้ถือหุ้น / จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว
ตัวอย่าง หุ้น XZY มีสินทรัพย์เท่ากับ 2,000 ล้านบาท และหนี้สินเท่ากับ 1,000 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นตามที่ปรากฎในงบดุล คือ 1,000 ล้านบาท และมีจำนวนหุ้นที่ชำระแล้วเท่ากับ 100 ล้านหุ้น ดังนั้น BV จะเท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น โดยมีรายการคำนวนดังนี้
BV = ส่วนของผู้ถือหุ้น / จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว = 1,000 / 100 = 10 บาทต่อหุ้น
หากเราไปดูสมการบัญชีก็คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น
เราจะพบว่างบการเงินจะบันทึกสินทรัพย์เฉพาะที่ประเมินมูลค่าได้อย่างชัดเจนเท่านั้น ที่วัดค่าไม่ได้จะไม่บันทึก เช่น เทคนิคพิเศษในการผลิตสินค้า เครือข่ายในการขายสินค้า และแบรนด์สินค้า เป็นต้น
ดังนั้น สินทรัพย์ที่แสดงในงบการเงินอาจจะถูกบันทึกแบบปลอดภัยไว้ก่อน (Conservative) ทำให้สินทรัพย์ถูกบันทึกไว้ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นก็ได้
สมมติต่อว่าหุ้น XZY มีแบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักและยอมรับจากผู้บริโภค นั่นหมายความว่า สินทรัพย์ที่แสดงไว้ 2,000 ล้านบาท ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นเพราะยังไม่ได้บันทึกมูลค่าของแบรนด์เข้าไป และต่อมาบริษัทได้จ้างผู้ประเมินอิสระทำการประเมินมูลค่าแบรนด์ของตนเองพบว่ามีมูลค่า 2,000 ล้านบาท
ดังนั้นงบการเงินใหม่จะเป็น สินทรัพย์เท่ากับ 4,000 ล้านบาท ประกอบด้วย สินทรัพย์เดิม 2,000 ล้านบาท และมูลค่าของแบรนด์เท่ากับ 2,000 ล้านบาท มูลค่าของแบรนด์นี้จะถูกบันทึกลงไปในส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งจำนวน ดังนั้นจะพบว่าส่วนของผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 3,000 ล้านบาท (1,000 + 2,000) หากคำนวน BV จะเพิ่มขึ้นจาก 10 บาทต่อหุ้น เป็น 30 บาทต่อหุ้น (3,000/100)
ลูกศิษย์ : อาจารย์กำลังจะบอกผมว่าหุ้นที่ P/BV สูง จริงแล้วอาจจะไม่สูงอย่างที่เห็นใช่ไหมครับ
อาจารย์ยิ้มที่มุมปากแล้วตอบกลับว่า “สิ่งที่เห็นอาจจะไม่จริง สิ่งที่จริงอาจจะมองไม่เห็น ดังนั้นคุณต้องใช้ใจในการมองไม่ใช่ใช้ตามอง”
เหมือนกรณีหุ้น XZY หากดู P/BV ก่อนปรับมูลค่าแบรนด์เข้าไป สมมติว่ามี P/BV เท่ากับ 2 เท่า หรือตีความหมายง่ายๆว่าราคาหุ้น (P) เท่ากับ 20 บาท และ BV เท่ากับ 10 บาท นักลงทุนอาจจะคิดว่าหุ้นแพงกว่า BV แต่พอประเมินมูลค่าแบรนด์เข้าไปจะพบว่า P/BV ลดลงจาก 2 เท่า เหลือแค่ 0.66 เท่า (20/30) กลับกลายเป็นหุ้นถูกว่า BV
ลูกศิษย์คิดในใจต่อไปผมจะเป็นคนรวย…
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
โพสต์แนะนำ
เลือกหุ้น เล่นหุ้น
ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ทางแก้ปัญหาข...
-
ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) และ WACC คืออะไร? ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปคือ WACC (Weighted...
-
ค่าเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety : MOS) มีไว้เพื่อป้องกันการประเมินมูลค่าหุ้นผิดพลาด เพราะการผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอสืบเนื่องจากมีปัจจัย...
-
ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ หนังสือ E Book "เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง" สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebma...
-
มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value per Share : IVPS ) ประกอบด้วยมูลค่าหลัก 3 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้ [การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได...
-
ถาม : ตอนนี้ผมทำธุรกิจส่วนตัว และต้องการตั้งเป้าหมายการขายให้กับฝ่ายขาย อาจารย์พอจะมีวิธีที่ใช้ประมาณการขายหรือเปล่าครับ ตอบ : การตั้งเป...


