เจ้าสัว...บริหารเวลา

หลังจากผมร่วมลงทุนธุรกิจกับเจ้าสัวมากว่าครึ่งปี แกได้มอบหมายให้ผมเป็น กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) และมอบหมายให้คนของแกมาเป็นรองกรรมการผู้จัดการดูแลเรื่องการเงินและบัญชีและเซ็นเอกสารสำคัญบริษัทคู่กับผม  

ผมจึงบอกกับแกว่า ต้องการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เพื่อจะมาแบ่งเบาภาระงานของผม ซึ่งต้องดูแลเรื่องผลิต การตลาด และบุคคล

แกถามกลับว่าผมทำงานอาทิตย์ละกี่วัน ผมตอบกลับ 5 วันต่ออาทิตย์ โดยมาทำงานตั้งแต่ 8.00 - 17.00 น. และหยุดตามวันหยุดของบริษัทซึ่งจะตรงตามวันหยุดในปฏิทิน

แกบอกผมว่าเท่าที่ได้ข้อมูลจากผม แกไม่เห็นด้วยการหาผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เนื่องจากผมยังสามารถทำงานได้อยู่ โดยอ้างอิงจาก ผมควรทำงานอย่างน้อย 6 วันต่ออาทิตย์ และควรยืดเวลาทำงานแต่ละวันโดยให้เลิกทำงาน 4 ทุ่ม ดังนั้นจะเห็นว่ามีเวลาทำงานเพิ่มขึ้นถึงอย่างน้อย 80%

แกอธิบายต่อว่า เวลาทำงานของผมต่อเดือนเท่ากับ 160 ชั่วโมง (5 วัน x 8 ชั่วโมง x 4 อาทิตย์) หากผมทำงานตามที่แกบอกเวลาจะเพิ่มขึ้นเป็น 128 ชั่วโมง (5 วัน x 4 ชั่วโมง (ตั้งแต่ 6 โมงถึง 4 ทุ่ม)  x 4 อาทิตย์) + (4 วัน x 12 ชั่วโมง (ทำงานทุกวันเสาร์ตั้งแต่ 8.00 - 22.00 น. หักให้กินข้าว 2 ชั่วโมงแล้ว) จะเห็นว่าเวลาทำงานเพิ่มขึ้นจาก 160 ชั่วโมง เป็น 288 ชั่วโมง หรือ เพิ่มขึ้น 128 ชั่วโมง คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 80% (128x100%/160) หรือคิดเป็นวันเท่ากับ 16 วันต่อเดือน หรือ 192 วันต่อปี (16 x 12)

แกเสริมต่อว่า เวลาที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยผมทำงานได้มากขึ้น และที่สำคัญผมจะเก่งขึ้นอย่างมากในอนาคต ในขณะที่จ้างผู้ช่วยทำให้ผมสบายขึ้น แต่จะทำให้ผมร่ำรวยช้าลง เพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นมันทำให้ผมมีประสบการณ์การทำงานลดลง

แกเล่าให้ฟังว่า แกทำงานหนักกว่าที่แนะนำผม เพราะแกทำงานไม่เคยมีวันหยุดเลย แม้แต่เวลาป่วยก็ยังทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะงานมันทำให้ยารักษาโรคของทุกอย่าง รักษาทั้งโรคทรัพย์จาง รักษาทั้งโรคทางกาย รักษาทั้งโรคทางใจ

ผมพยักหน้าเห็นด้วยกับแก และมองเห็นแววตาของแก มันทำให้ผมเข้าใจยิ่งขึ้นว่า ความร่ำรวยที่แกมีอยู่มันมาจากการทำงานหนักมายาวนานกว่า 50 ปี แต่แววตาของแกนั้นยังเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นราวกับเด็กที่เพิ่งกำลังเกิดและอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกใบนี้

 

เจ้าสัว...สอนทำธุรกิจ

หลังจากที่เจ้าสัวสอนผมแล้ว แกถามว่า "โครงการของคุณต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่"

ผมตอบกลับทันควัน "ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 10 ล้านบาทครับ"

แกถามต่อ "คุณลงทุนเท่าไหร่ และให้ผมลงทุนเท่าไหร่"

ผมตอบกลับอย่างกระอักกระอ่วนใจ "ผมลงทุน 5 ล้านบาท และท่านลงทุนอีก 5 ล้านบาท แต่ตอนนี้ผมยังไม่มีเงินลงทุนครับ แต่ผมจะชำระให้ครบจำนวนในภายหลัง"

แกจ้องหน้าและเสนอกลับมาว่า "ผมเห็นตัวผมในตัวคุณเมื่อหลาย 10 ปีก่อน ผมขอเสนอว่าจะลงทุน 5.1 ล้านบาท และอีก 4.9 ล้านบาท ผมจะให้คุณกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี"

ผมเข้าใจแกดีว่าเหตุผลที่แกถึงหุ้น 5.1 ล้านบาท เพราะแกต้องการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ควบคุมกิจการได้ เพราะสัดส่วนหุ้นของแกจะเป็น 51% ส่วนของผมจะเท่ากับ 49%

แกเสริมต่อ "ผมจะให้คุณเขียนเช็คส่วนตัวให้ผมล่วงหน้าทั้งหมด 5 ใบ ใบที่ 1-4 ยอดเงิน 1.0 ล้านบาท และใบสุดท้าย 2,125,000 บาท (900,000 + 5,000,000 x 5% x 5) แต่ละใบลงวันที่ห่างกัน 1 ปี โดยใบแรกลงวันที่ 1 ปีให้หลังจากตั้งโครงการนี้"

แกหยุดหายใจและพูดต่อ "ผมจะเตือนคุณว่าเช็คแต่ละใบเป็นคดีอาญาซึ่งผมจับคุณติดคุกได้ และอีกอย่างหนึ่งคุณไม่ต้องกังวัลว่าจะจ่ายคืนหนี้ผมไม่ได้ เพราะโครงการของคุณที่ทำในแผนธุรกิจมีกำไรขั้นต่ำปีละ 3 ล้านบาท ซึ่งคุณสามารถได้เงินปันผลอยู่แล้วตามสัดส่วนหุ้นของคุณ คือ 1.47 ล้านบาท (3.0x49%)  ดังนั้นผมให้คุณจ่ายปีละแค่ 1 ล้านบาท คุณจ่ายได้อยู่แล้ว ไม่ติดคุกแน่ๆ นอกเสียจากว่าแผนธุรกิจของคุณหลอกผม ดังนั้นหากเป็นอย่างนั้นจริง คุณก็สมควรติดคุก เพราะผมชอบดัดสันดานคนเลว"

"อีกอย่างหนึ่ง บริษัทฯที่คุณตั้งใหม่นี้จะต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจ 2 คน คือ คุณกับคนที่ผมมอบหมาย โดยทั้งสองคนต้องเซ็นลงนามรวมกัน และบริษัทฯนี้ต้องเช่าสำนักงานจากบริษัทฯของผมซึ่งจะคิดค่าเช่าในอัตราเดียวกันกับตลาด คุณเห็นด้วยกับข้อเสนอของผมไหม?"

ผมตอบกลับอย่างไม่มีทางเลือก "ได้ครับ" ผมเดินกลับออกมาด้วยความรู้สึกว่าสับสนทั้งรู้สึกดีใจและหดหู่ ที่รู้สึกดีใจเพราะได้เงินมาทำตามความฝันแล้ว ส่วนที่รู้สึกหดหู่นั้นมาจากการเป็นหนี้เงินกู้และโอกาสที่จะติดคุก หรือคำนิยามสั้นๆ คือ ทุกข์ลาภ

ผมคิดย้อนกลับว่าเหตุผลที่แกให้เช่าสำนักงานของแกเพราะต้องการเก็บค่าเช่าส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งหากผมคิดจะทิ้งธุรกิจ ผมก็ไม่มีสิทธิแม้แต่จะขนทรัพย์สินหนีไปไหนได้

แกทำให้ผมเข้าใจโลกมากขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง สมกับที่แกบอกว่า "การทำธุรกิจคือกระบวนการเปลี่ยนคนในเชิงลึก" จากนี้ไปผมคงได้เรียนรู้สิ่งต่างๆอีกมากมาย เรียนรู้ที่จะอยู่รอด...เติบโตต่อไป

คำสอน...เจ้าสัว

ผมนั่งมองนาฬิกาที่ติดผนังห้องอย่างตั้งใจเพื่่อรอคอยการได้เข้าพบกับคนสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตไปตลอดกาล สายตาเหลือบไปมองซองสีน้ำตาลที่บรรจุแผนธุรกิจที่เตรียมไว้อย่างดี ซึ่งผมใช้เวลาเขียนพร้อมหาข้อมูลมาประกอบเป็นเวลาเกือบสองเดือน สองเดือนที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย และยาวนานกว่าครั้งใดๆในชีวิต แต่ละนาทีที่ผ่านไปเดินไปอย่างช้าๆทำให้เข้าใจเรื่องเวลา 1 นาทีของแต่ละชีวิตไม่เท่ากัน "เมื่อชีวิตมีความสุข หนึ่งนาทีนั้นแสนสั้น แต่เมื่อชีวิตมีความทุกข์ หนึ่งนาทีนั้นแสนยาวนาน"


เลขาฯของเจ้าสัวบอกว่าท่านให้เข้าไปพบในห้องได้แล้ว ผมเดินเข้าไปในขณะที่แกยังก้มหน้าเซ็นเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะทำงาน แกเชิญให้นั่งและให้ผมช่วยอธิบายโครงการในแผนธุรกิจให้ฟังอย่างย่อเพราะแกบอกว่าคงไม่มีเวลาได้อ่านแผนธุรกิจทั้งเล่ม เนื่องจากในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาการเตรียมตัวขยายการลงทุนจะมีขึ้นในปี 2558 ซึ่งเข้าสู่ยุคของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งมีตลาดที่ใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 10 เท่า ในทำนองกลับกัน หมายถึงการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าเช่นเดียวกัน

ผมใช้เวลา 15 นาทีในการอธิบายโครงการทั้งหมดเป็นครั้งแรกที่แกเงยหน้าขึ้นมาสบตากันนับตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้ พร้อมด้วยคำถาม "คุณยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อโครงการนี้หรือเปล่า"

ผมทันควันด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่นว่า "ผมจะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อโครงการนี้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น"

แกพูดอย่างไม่ลังเลว่า "เส้นทางนี้เดินไปแล้วจะไม่สามารถเดินกลับได้ เป็นเส้นทางของผู้ประกอบการ เป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ หรือหายนะ นั่นขึ้นอยู่กับผู้เดินทาง"

แกพูดเสริมต่อ "ความสำเร็จของการเดินทางนำมาซึ่งความร่ำรวยและความสุข ส่วนความหายนะของการเดินทางนำมาซึ่งความอับจนและความเจ็บปวดอย่างทุกข์ทรมาน น่ากลัวกว่าความตายเป็นไหนๆ"

"กว่าจะได้ความสำเร็จมานั้น ต้องแลกกับหลายสิ่งหลายอย่าง แลกกับการทำงานหนักและขยันแบบทะลุโลก แลกกับการไม่มีชีวิตส่วนตัวอีกต่อไปเพราะชีวิตมีแต่คิด...คิด..และคิดเกี่ยวกับธุรกิจ อยู่กับธุรกิจ จนไม่อาจมีเวลาเข้ากับร่วมสังคมใดๆ ชีวิตนี้จะไม่มีงานอดิเรกอีกต่อไป งานอดิเรกก็คือธุรกิจ ชีวิตนี้ไม่มีเวลาดูละครน้ำเน่าอีกต่อไป ชีวิตนี้คงต้องเลิกเล่นไลน์กับเฟชบุ๊คหรือสังคมออนไลน์อื่นทุกอย่าง"

"ความสำเร็จในธุรกิจมีโอกาสเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น เหตุที่เป็นแบบนั้น เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถทนฝืนทำงานหามรุ่งหามค่ำได้ ไม่สามารถทนฝืนกับความผิดพลาดของตนเองได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยสติปัญญาได้ในภาวะคับขัน ไม่สามารถรักษาความดีของตนเองไว้ได้เมื่อความโลภเข้ามาเยือน ไม่สามารถแบ่งปันให้ผู้อื่นได้แม้ตัวเองขัดสน"

ในขณะนั้นความคิดของผมได้เปลี่ยนไปอย่างมากหลังจากฟังความเห็นของแก แกกระตุกทำให้ผมรู้ว่าการทำธุรกิจเป็นบางสิ่งบางอย่างที่มากกว่า กำไรหรือขาดทุน หรือสิ่งที่จับต้องได้เช่นทรัพย์สิน

การทำธุรกิจเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงคนในเชิงลึก เป็นการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกของคน เป็นการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของคน ดังนั้นในโลกนี้จะแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีวิญญานของความเป็นเจ้าของ เป็นวิญญานของผู้ที่มีแต่ให้กับให้ กับ กลุ่มที่มีไร้จิตวิญญานของความเป็นเจ้าของ เป็นวิญญานที่อยู่ในฐานะของผู้รับเท่านั้น

มีแต่ได้กับได้ ... หุ้นปันผล

หุ้นปันผล คือ หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลามากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงธุรกิจมีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอจึงสามารถนำกำไรส่วนหนึ่งมาจ่ายปันผล และเหลือกำไรอีกส่วนหนึ่งเอาไว้ขยายกิจการเพื่อสร้างการเติบโตของรายได้และกำไร และส่งผลให้การปันผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

สมการต่อไปนี้จะนำไปใช้อ้างอิงในตัวอย่างข้างล่าง

              กำไรสุทธิ = เงินปันผล + กำไรสุทธิคงเหลือ

              มูลค่าหุ้นตามบัญชี = ทุนที่ชำระแล้ว + กำไรสะสม + กำไรสุทธิคงเหลือ

              อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล = เงินปันผล x 100% / ราคาหุ้น

ตัวอย่าง บริษัท A มีรายได้จากการขายต่อปี 1,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิต่อปี เท่ากับ 100  ล้านบาท และมีจำนวนหุ้น 100 ล้านหุ้น ดังนั้น บริษัท A จะมีกำไรสุทธิต่อหุ้น  (EPS) เท่ากับ 1.0 บาท (100/100) และบริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลเท่ากับ 50% ของกำไรสุทธิ จึงทำให้บริษัทฯจ่ายเงินปันผลเท่ากับ 50 ล้านบาท (100x50%) หรือ 0.5 บาทต่อหุ้น ดังนั้นบริษัทฯจะมีเงินคงเหลือหลังจ่ายปันผลเท่ากับ 50 ล้านบาท (100-50) หรือ 0.5 บาทต่อหุ้น ซึ่งบริษัทฯจะนำเงินคงเหลือ 50 ล้านบาท นั้นไปสร้างยอดขายให้เติบโตเป็น 1,100 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 110 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้มีกำไรสุทธิต่อหุ้นเป็น 1.1 บาท (110/100) และทำให้จ่ายปันผลเท่ากับ 55 ล้านบาท (110x55%) หรือคิดเป็นจ่ายเงินปันผล่อหุ้นเท่ากับ 0.55 บาทต่อหุ้น

หากเราซื้อหุ้น A ที่ราคาหุ้น 10 บาท ดังนั้นในปีแรก เราจะมีผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เท่ากับ 5% ต่อปี (0.5x100%/10) และหากเรายังถือครองหุ้นอยู่ปีต่อมาเราจะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเท่ากับ 5.5% ต่อปี (0.55x100%/10) และปีต่อๆไป

หากบริษัทฯยังคงใช้นโยบายจ่ายเงินปันผลเหมือนเดิม ในขณะที่ยังคงกำไรได้เพิ่มขึ้นเหมือนเดิมจะส่งผลให้อัตราเงินปันผลของหุ้น A เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นเมื่อเราถือหุ้นยาวนานขึ้นเท่าไหร่ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

นอกจากเงินปันผลที่ได้รับแล้ว เราจะได้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้เพราะเงินที่คงเหลือจากการจ่ายปันผลจะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง มูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะสะท้อนไปให้ราคาหุ้นในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นในที่สุด

ดังนั้นการลงทุนในหุ้นปันผลมีแต่ได้กับได้เท่านั้น โดยไม่ต้องไปสนใจว่าอาทิตย์นี้ เดือนหน้า ปีหน้า ตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง เพราะสิ่งที่ได้คือ เงินปันผลรับที่สม่ำเสมอและเพิ่มขึ้นทุกปี ชีวิตนี้ไม่ต้องลุ้น เอาไว้ลุ้นบอลอย่างเดียวก็พอแล้วครับ

หุ้นถูก VS. แพง

คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น มักจะสับสนระหว่าง คำว่า "หุ้นราคาแพง" กับ "หุ้นราคาสูง"

หุ้นราคาแพงของคนส่วนใหญ่ หมายถึง ราคาหุ้นเกิน 100 บาท ยิ่งถ้าราคาหุ้น 1,000 บาท ก็ยิ่งแพงกว่าหุ้นราคา 100 บาท ซึ่งความเข้าใจนี้ผิดอย่างมหันต์

ที่ถูกต้อง ก็คือ หุ้นราคา 1,000 บาท ราคาสูงกว่าหุ้นราคา 100 บาท แต่จะแพงกว่าหรือไม่นั้นยังตอบไม่ได้จากการดูจากราคาหุ้น

การจะพิจารณาว่าหุ้นใดราคาแพงได้นั้น นักลงทุนต้องเทียบราคาหุ้น (Market Price) กับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value) ถ้า ราคาหุ้น สูงกว่า มูลค่าหุ้น แสดงว่าหุ้นนั้น "แพง" ในทางกลับกัน หากราคาหุ้น ต่ำกว่า มูลค่าหุ้น แสดงว่าหุ้นนั้น "ถูก"

ตัวอย่าง หุ้น A มีราคาหุ้น 500 บาท แต่มีมูลค่าที่แท้จริงเท่ากับ 1,000 บาท แสดงว่าหุ้น A มีราคาถูก หรือจะเรียกหุ้น A ว่า Undervalued

ส่วนหุ้น B มีราคาหุ้น 100 บาท แต่มีมูลค่าที่แท้จริงเท่ากับ 50 บาท แสดงว่าหุ้น B มีราคาแพง หรือจะเรียกหุ้น B ว่า Overvalued

จากกรณีตัวอย่างพบว่า หุ้น A มีราคาหุ้น 500 บาท ราคาสูงกว่า หุ้น B ที่มีราคา 100 บาท แต่ หุ้น A ถูกกว่าหุ้น B เพราะหุ้น A มีลักษณะ undervalued เทียบกับหุ้น B ที่มีลักษณะ overvalued

ดังนั้นกรณีเช่นนี้หากเราเป็นนักลงทุนที่มีเหตุมีผล เราจะเลือกลงทุนหุ้น A ทั้งที่หุ้น A ราคาสูงกว่าหุ้น B จำไว้เสมอว่า สิ่งที่เห็นอาจจะไม่จริง สิ่งที่จริงอาจจะไม่เห็น เช่นเดียวกับกรณีของหุ้น A และ B

ปรัชญาในการลงทุนที่ถูกต้องนำมาซึ่งความสำเร็จในการลงทุน หากยังค้นหาปรัชญาการลงทุนที่ถูกต้องไม่เจอะจงอย่ารีบลงทุน เพราะการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในการลงทุนต้องใช้ความพยายามหลายเท่าเทียบกับการลงทุนที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น


** มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value) ท่านสามารถอ่านแนวทางได้จากบทความก่อนหน้านี้

งานที่ปรึกษาทางการเงิน

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 จนถึงปัจจุบัน มันทำให้ผมได้รับประสบการณ์ที่รอบด้าน นับตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การฟื้นฟูกิจการ การ Refiance หนี้จากเจ้าหนี้รายหลายให้เหลือเพียงเจ้าหนี้รายเดียว การระดมทุนผ่านกองทุนต่างประเทศในรูปแบบ Private Placement  การทำประชาสัมพันธ์กิจการต่อผู้ลงทุน (Investor Relations Activities) จนกระทั่งถึงการขยายกิจการ

กล่าวโดยย่อคือ ได้รับประสบการณ์อันมีค่านับเริ่มตั้งแต่กิจการกำลังจะตาย จนกิจการฟื้นคืนชีพ และกลับมาเติบโตอีกครั้ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจการในประเทศไทยจะไม่วนกลับไปใกล้ตายอีก  

จากความรู้ความเข้าใจในการทำงานมาอย่างต่อเนื่องมาแล้วในหลายอุตสาหกรรม ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตงานของที่ปรึกษาทางการเงินให้กับผู้ที่สนใจจะก้าวเดินในเส้นทางนี้ได้โดยย่อดังนี้

1) การวางแผนทางการเงินระยะเร่งด่วนสำหรับกิจการ
    (Ad-Hoc Financial Planning for the Enterprise)

ประกอบด้วย การประเมินสภาพคล่องของกิจการ และวงเงินกู้เดิม การกำหนดวงเงินกู้ที่เหมาะสมสำหรับกิจการ การจัดทำแผนการเงินสำหรับขอวงเงินกู้จากธนาคาร


2) การวางแผนทางการเงินระยะสั้น กลาง และยาวสำหรับกิจการ
    (Short, Medium & Long-term Financial Planning)

ประกอบด้วย การวางระบบรายงานประจำเดือน ประจำไตรมาส และการจัดทำงบประมาณ การจัดทำประมาณการทางการเงินระยะเวลา 3 - 5 ปี (Pro-forma Fiancial Statements) การกำหนดความต้องการเงินทุนในอนาคต การจัดโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสม และการประเมินความเสี่ยงทางการเงิน

3) การประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนสำหรับโครงการ
    (Project Feasibility Study)

ประกอบด้วย การจัดทำประมาณการทางการเงินระยะเวลา 3-5 ปี สำหรับโครงการ การกำหนดเป้าหมายการขายและกำไรของโครงการ และการประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนสำหรับโครงการ (Capital Budgeting)


4) การประเมินความอยู่รอดของการลงทุนสำหรับโครงการ
     (Project Viability Review)

ประกอบด้วย การจัดทำงบการเงินย้อนหลังเปรียบเทียบสำหรับโครงการ การจัดทำงบลงทุนย้อนหลังและประเมินมูลค่าเพิ่มของโครงการ และการวัดความแปรปรวนของโครงการ และความน่าจะเป็นของโครงการ (Sensitivity and Scenario Analysis)

5) การประเมินมูลค่ากิจการและมูลค่าหุ้น
    (Enterprise & Share Valuation)

ประกอบด้วย การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของกิจการและหุ้น ด้วยแบบจำลองทางการเงิน ได้แก่ กระแสเงินสดส่วนลดสำหรับกิจการ และผู้ถือหุ้น (Discounted Cash Flow) การใช้วิธีผลคูณ (Multiple Approach)

สำหรับผู้ที่สนใจเดินเส้นทางนี้ อ่านแล้วอย่างท้อนะครับ เพราะทุกเรื่องยิ่งได้ทำจะยิ่งรักงาน เพราะจะทำให้คุณค้นพบเคล็ดลับของธุรกิจ ซึ่งนำไปสู่เคล็ดลับของความร่ำรวยที่เปิดเผยตัวตนของมันออกมาให้ท่านได้สัมผัส "มันช่างมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นไหนๆ"


โพสต์แนะนำ

เลือกหุ้น เล่นหุ้น

ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก  ทางแก้ปัญหาข...