ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ทางแก้ปัญหาของบริษัท คือ การลดค่าใช้จ่าย การขายทรัพย์สิน การเรียกเก็บหนึ้การค้า การขอขยายหนี้กับสถาบันการเงิน ทั้งหมดนี้ทำเพื่อเหตุผลเดียวเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัท ในช่วงเวลานั้น ผมได้ทำงานปรับโครงสร้างหนี้ และต่อเนื่องมาจนถึงการขายหุ้นเพิ่มทุน ในระหว่างการขายหุ้นเพิ่มทุน ผมเกิดอาการตาสว่างในเรื่องการลงทุนในหุ้น เพราะกองทุนทั้งหมดที่บริษัทไป roadshow สนใจพื้นฐานของกิจการมากกว่าราคาที่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุน หมายความว่า หากกิจการพื้นฐานไม่ดี เขาก็เลิกสนใจเลยแม้จะเสนอราคาถูกเท่าไหร่ก็ตาม แต่หากพื้นฐานกิจการดี เขาก็ยินดีซื้อที่ราคายุติธรรม อาการตาสว่างนั้น ทำให้มองเห็นว่าเบื้องหลังของราคาหุ้นนั้นถูกกำหนดมาจากพื้นฐานกิจการ ราคาหุ้นไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆแบบไร้เหตุผล ดังนั้นราคาหุ้นจึงเป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ได้ มีหลักเกณฑ์ที่มีเหตุผลและพยากรณ์ได้ ผมทุ่มเวลาศึกษาเรื่องเหล่านี้หลายปี ทั้งลองผิดลองถูกในการลงทุนในตลาดหุ้น ลงทุนในหุ้นหลากหลายตัว หลากหลายธุรก...
ทุ่ม: "เอ... พี่เท ช่วงนี้ผมกำลังจะเริ่มตั้งบริษัทกับเพื่อนๆ ครับ เห็นข้อมูลเรื่อง 'ทุนจดทะเบียน' กับ 'ทุนชำระแล้ว' แล้วยังงงๆ อยู่เลย มันต่างกันยังไงเหรอครับ แล้วทำไมเขาถึงบอกว่าต้องจ่ายให้ครบ?" เท: "อ๋อ เป็นคำถามที่ดีมากทุ่ม เรื่องนี้สำคัญนะ! เอาแบบเข้าใจง่ายๆ เลยนะ... ทุนจดทะเบียน ก็เหมือนเป้าหมายหรือตัวเลขที่เราตั้งไว้บนกระดาษตอนจดบริษัท ส่วน ทุนชำระแล้ว คือเงินสดจริงๆ ที่ผู้ถือหุ้นควักกระเป๋าจ่ายค่าหุ้นเข้ามาในบริษัทจริงๆ" ทุ่ม: "อ๋อ แล้วกฎหมายเขากำหนดไว้ยังไงบ้างครับพี่?" เท: "กฎหมายบอกว่า ทุนที่ชำระแล้วเนี่ย จะต้องไม่ต่ำกว่า 25% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด แต่รู้ไหม... หลายคนชอบจดไว้สูงๆ แต่ทยอยจ่ายแค่ 25% เพราะคิดว่าค่อยจ่ายส่วนที่เหลือทีหลัง" ทุ่ม: "เอ้า! มันไม่ดีเหรอครับพี่? ก็ประหยัดเงินในกระเป๋าเราไปก่อน ไม่ต้องเอาเงินสดมาจมไว้เยอะๆ" เท: "อันนี้แหละที่อันตราย! ถือเป็นความเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม เพราะเงินส่วนต่างที่ค้างชำระเนี่ย ในทางกฎหมายและบัญชีมันจะถูกมองว่าเป็น 'หนี้สินที่รอการชำระจากผู...