EV / EBITDA

ลูกศิษย์

ผมได้อ่านบทวิจัยหุ้นของนักวิเคราะห์แล้วพบคำว่า EV / EBITDA มันหามาได้อย่างไรครับ

อาจารย์

EV / EBITDA คือ มูลค่ากิจการ (EV) หารด้วย กำไรจากการดำเนินงานบวกกลับด้วยค่าเสื่อมและตัดจำหน่าย (EBITDA) โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) มูลค่ากิจการ (EV)

EV = หนี้สินที่มีดอกเบี้ย (VD) - เงินสด + ส่วนของผู้ถือหุ้น (VS)

โดยที่:

  • หนี้สินที่มีดอกเบี้ย: เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินทั้งที่เป็นหนี้ระยะสั้นและยาว
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: ราคาหุ้นในตลาด x จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว

ตัวอย่างเช่น: บริษัท A มีงบดุลประจำปีล่าสุด แสดงรายการเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเท่ากับ 110 ล้านบาท และมีเงินสดเท่ากับ 10 ล้านบาท โดยเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีราคาหุ้นเท่ากับ 20 บาท และมีหุ้นที่ชำระแล้ว 10 ล้านหุ้น

มูลค่ากิจการ = 110 - 10 + (20 x 10) = 300 ล้านบาท

2) EBITDA

EBITDA = ยอดขาย - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย

ปกติค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายจะอยู่ในต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ซึ่งค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายสามารถหาได้จากงบกระแสเงินสดในรายการ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน เราอาจจะอนุโลมได้ว่า EBITDA เท่ากับ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow)

ตัวอย่างเช่น: บริษัท A มีงบกำไรขาดทุนประจำปีล่าสุดดังนี้

รายได้ 300 ล้านบาท
ต้นทุนขาย 240 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 30 ล้านบาท
กำไร (ขาดทุน) จากการดำเนินงาน 30 ล้านบาท

แต่หากไปดูในรายละเอียดพบว่า ต้นทุนขาย มีค่าเสื่อมราคาฯ = 20 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารมีค่าเสื่อมราคาฯ = 10 ล้านบาท ดังนั้น ค่าเสื่อมราคารวม = 20 + 10 = 30 ล้านบาท

จากสมการ:

EBITDA = 300 - 240 - 30 + 30 = 60 ล้านบาท

ตามข้อ 1) และ 2) สามารถคำนวณหา EV / EBITDA ได้ดังนี้

EV / EBITDA = 300 / 60 = 5 เท่า
ลูกศิษย์

กว่าจะได้ EV / EBITDA เท่ากับ 5 เท่า ยากน่าดูเลยนะครับ

อาจารย์

ยากไม่ยากไม่รู้ แต่รู้มาว่านักวิเคราะห์แก่เกินวัย

ลูกศิษย์

ไม่ต้องบอกก็รู้ดูอาจารย์เป็นตัวอย่าง (คิดในใจ)

มูลค่ากิจการ (Enterprise Value)

ลมหนาวได้เริ่มพัดมาอีกครั้ง... ผู้คนเริ่มออกมาเฉลิมฉลองกัน... วันลอยกระทงบอกถึงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้... แต่ชีวิตท่านยังคงเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า เทียบกับวันลอยกระทงปีก่อน...

ความคิดของผมล่องลอยไปไกลสุดขอบฟ้า... สายตาเหม่อมองออกไปที่สายน้ำที่ไหลไปแล้วไม่เคยไหลย้อนกลับ... ใจรับรู้ถึงการเกิดขึ้นและดับไปของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย เมื่อมีสิ่งนี้ จึงเกิดสิ่งนี้ตามมา ต่อเนื่องไปอย่างไม่มีสิ้นสุด เหมือนงูกินหางไม่มีผิด


เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น มีคำถามจากปลายสาย

ชายนิรนาม: "มีเรื่องจะปรึกษาครับ คือว่ามีนักลงทุนหลายรายสนใจจะซื้อกิจการของผมและหุ้นส่วน ผมจึงอยากรู้ว่ากิจการของผมมีมูลค่าเท่าใด"

ผมตอบกลับไปว่า "การหามูลค่าของกิจการ (Enterprise Value) ต้องอ้างอิงจากผลการดำเนินงานในอดีตซึ่งดูได้จากงบการเงินในอดีต และกระแสเงินสดในอนาคตของกิจการ"

ชายนิรนาม: "แล้วผมจะคำนวณหามันได้อย่างไรครับ"

ผมอธิบายต่อ "มูลค่ากิจการ (EV) = หนี้สินที่มีดอกเบี้ย (VD) − เงินสด + ส่วนของผู้ถือหุ้น (VS)"

EV = VD − เงินสด + VS

  • หนี้สินที่มีดอกเบี้ย คือ เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินทั้งที่เป็นหนี้ระยะสั้นและยาว
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น คือ ราคาหุ้นในตลาด × จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว

ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีงบการเงินล่าสุด แสดงรายการเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเท่ากับ 110 ล้านบาท และมีเงินสดเท่ากับ 10 ล้านบาท โดยเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีราคาหุ้นเท่ากับ 20 บาท และมีหุ้นที่ชำระแล้ว 10 ล้านหุ้น

มูลค่ากิจการ = 110 − 10 + (20 × 10) = 300 ล้านบาท

ชายนิรนาม: "แต่บริษัทของผมไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วจะคำนวณหาส่วนของผู้ถือหุ้นได้อย่างไร"

ผมตอบทันควัน "ก็ต้องคำนวณหาส่วนของผู้ถือหุ้นโดยใช้ Discounted Cash Flow Model"

ชายนิรนาม: "มันคืออะไรครับ"


ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยเสียงประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหว หันไปมองรอบตัวไม่มีใครซักคน แต่ยังคงจดจำเสียงปลายสายนั้นได้อย่างแม่นยำ เหมือนรสส้มตำปลาร้าที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น...

กำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา (EBITDA)

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว... เวลาเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย... จากวินาทีเป็นนาที จากหลายนาทีเป็นชั่วโมง จากหลายชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน.... เป็นหนึ่งเดือน... เป็นหนึ่งปี...

หลวงพ่อเคยสอนว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อค้นหาทางที่จะไม่ต้องมาเกิดอีก แต่เมื่อเกิดมาแล้วก็หลงลืมเจตนาเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ขอมาเกิดอีก เพราะโลกนี้มีสิ่งยั่วยวนมากมายที่ทำให้คนนั้นหลงระเริงไป คอยชักจูงให้ออกไปไกลจากเป้าหมายเสมอ

หนทางที่จะไม่ต้องมาเกิดอีกมีทางสายเอกเพียงสายเดียวเท่านั้น คือ การรู้จักตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ การรู้จักตนเองนั้น เริ่มจากการมีสติขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก แล้วตามติดด้วยการรู้ลงไปในกายในใจของตนเอง จนพบว่าความจริงที่ว่า กายและใจไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับได้

เมื่อรู้ความจริงเกี่ยวกับกายกับใจอย่างเต็มที่แล้ว จิตจะพบกับทางที่ไม่ต้องมาเกิดอีกต่อไปด้วยตัวมันเอง

🔔 เสียงระฆังดังขึ้นเตือนให้รู้ว่าถึงเวลาที่พระต้องฉันเพลแล้ว 🔔

ผมก้มลงกราบหลวงพ่อเสมือนว่าเราคงไม่ได้เจอะกันอีกแล้ว เสียงโทรศัพท์ผมดังขึ้น เสียงจากปลายสายถามว่า "อี บิท ดา" คืออะไร

ความหมายและที่มาของ EBITDA

ผมตอบกลับอย่างทันควันว่า อี บิท ดา (EBITDA) คือ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย โดยมีสมการดังนี้:

EBITDA = ยอดขาย - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย

โดยปรกติค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายจะอยู่ในต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ซึ่งค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายสามารถหาได้จากงบกระแสเงินสดในรายการ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน

เราอาจจะอนุโลมได้ว่า EBITDA เท่ากับ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow)

บางกิจการจะพบว่ากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ติดลบ แต่พบว่ากิจการกลับมีสภาพคล่อง ทั้งนี้เนื่องจากกิจการนั้นมีสินทรัพย์ถาวรเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีค่าเสื่อมและตัดจำหน่ายเป็นจำนวนมากเช่นกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

รายได้100 ล้านบาท
ต้นทุนขาย80 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร30 ล้านบาท
กำไร (ขาดทุน) จากการดำเนินงาน(10) ล้านบาท

กำไร (ขาดทุน) จากการดำเนินงาน = รายได้ - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร
กำไร (ขาดทุน) จากการดำเนินงาน = 100 - 80 - 30 = -10 ล้านบาท

แต่หากไปดูในรายละเอียดพบว่า ต้นทุนขาย มีค่าเสื่อมราคาฯ = 10 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารมีค่าเสื่อมราคาฯ = 10 ล้านบาท ดังนั้น ค่าเสื่อมราคารวม = 10 + 10 = 20 ล้านบาท

จากสมการข้างต้น:

EBITDA = 100 - 80 - 30 + 20 = 10 ล้านบาท

หมายถึงกิจการมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานคงเหลือ 10 ล้านบาท ทั้งที่กิจการขาดทุนจากการดำเนินงาน 10 ล้านบาท ดังนั้นกิจการจึงมีสภาพคล่อง

เสียงจากปลายสาย "ขอบคุณมากครับ"

ลมพัดกระโชกอย่างแรง... ใบไม้ปลิวว่อนไปทั่ว...

หุ้นค้าปลีกระดับโลก (Global Retail Stock)

ท่ามกลางสายฝนและลมพายุที่กระหน่ำซ้ำไปซ้ำมา ราวกับว่าจะมีภัยพิบัติรออยู่ข้างหน้า รถผมนิ่งสนิทติดอยู่บนทางด่วน ผมหันไปมาเพื่อสำรวจรอบๆว่าผู้คนที่มีชะตากรรมเดียวกันกำลังทำอะไรอยู่ ส่วนใหญ่ที่เห็นทุกคนจ้องมองโทรศัพท์มือถือของตนเอง เหมือนกับว่าได้สิ้นสุดการเดินทางแล้ว คงมีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่จดจ่ออยู่กับว่าเมื่อไหร่รถจะเคลื่อนตัวซะที

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "หนึ่งนาทีของคนเราไม่เท่ากัน"

ดังนั้นหากผมต้องการให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วคงต้องหากิจกรรมสักอย่างหนึ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ผมเอื้อมมือไปหยิบงบการเงินของบริษัทค้าปลีกระดับโลกที่เก็บไว้มาเกือบ 1 ปี เพื่อวิเคราะห์ว่าบริษัทระดับโลกเขามีอัตราส่วนทางการเงินเป็นอย่างไร

จากการวิเคราะห์พบว่าบริษัทแห่งนี้มีอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญดังนี้

1) ยอดขายเติบโตเฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 10% ต่อปี

2) กำไรจากการดำเนินงานเติบโตเฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 9% ต่อปี

3) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 50%

4) อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 15% ต่อปี

5) ROIC เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 30% ต่อปี

6) ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) มากกว่า 200 เท่า

7) หนี้สินต่อทุน (D/E) เท่ากับ 0.5 เท่า

8)  อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 2 เท่า

9) รอบหมุนเวียนเงินสด (Cash Conversion Cycle) เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 10 วัน

จากอัตราส่วนทางการเงินข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า บริษัทมีการเติบโตปานกลาง ดูได้จากข้อ 1) - 2) แต่ความสามารถในการทำกำไรสูงมาก ดูได้จาก ข้อ 3) - 5) มีความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) ต่ำ ดูได้จาก ข้อ 6) - 7) และมีสภาพคล่องสูงมาก ดูได้จาก ข้อ 8) - 9)

สรุปอีกครั้งได้ว่า สุดยอดจริงๆ งบสวยแบบไม่มีที่ติส่งประกวดได้เลยครับ เกิดความสุขโชยขึ้นมาเป็นระยะๆ มโนต่อได้ว่าเจอะหุ้นทองคำอีกแล้วครับท่าน

เสียงแตรดังลั่นจากรถคันหลัง....ผมยกมือขึ้นขอโทษแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 3

จากสมการ ROIC ในตอนที่ 1 และ 2 ซึ่งแสดงไว้ดังนี้

ROIC = EBIT (1-T) x 100% / Invested Capital

ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100%

หากวันใดมีที่ท่านต้องการจะสร้างธุรกิจด้วยตนเองท่านอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้ามีเงินลงทุน 100 ล้านบาท ท่านจะต้องสร้างยอดขายต่อปีเท่ากับเท่าไหร่ จึงจะมีผลตอบแทนเท่ากับอุตสาหกรรมที่จะลงทุน

ท่านต้องเริ่มหาข้อมูลก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งสามารถค้นหาและอ้างอิงได้จากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าท่านจะทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

1) หาข้อมูลของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2) คำนวณหา ROIC ของแต่ละบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในหมวดอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงสมการได้จากอัตราผลตอบแทนข้างต้น หรือ บทความอัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 1

3) หาค่าเฉลี่ยของ ROIC ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด เพื่อนำมาเป็นค่าเฉลี่ย ROIC ของอุตสาหกรรม

4) คำนวณหา Operating Profit Margin (OPM) ของแต่ละบริษัทจดทะเบียนฯ อ้างอิงได้จากสมการดังนี้

              Operating Profit Margin = EBIT / Sales

5) หาค่าเฉลี่ยของ  OPM ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด เพื่อนำมาเป็นค่าเฉลี่ย OPM ของอุตสาหกรรม

สมมติว่า หาค่า ROIC ตามข้อ 3) ได้เท่ากับ 15% และ OPM ในข้อ 5) เท่ากับ 0.1 ดังนั้นยอดขายต้องเท่ากับ 187.5 ล้านบาท โดยมีรายการคำนวณดังนี้

 ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100%

เขียนสมการใหม่ได้เป็น

Sales =  (ROIC / (OPM x (1-T) x 100%)) x IC

โดยที่ IC = เงินลงทุน , T เท่ากับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

Sales = (15% / (0.1 x (1 - 20%) x 100%)) x 100 = 187.5 ล้านบาท

กล่าวโดยสรุปได้ว่า หากท่านต้องใช้เงินลงทุน 100 ล้านบาท ต้องการผลตอบแทน 15% ต่อปี มีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) เท่ากับ 0.1 หรือ 10% ท่านต้องสร้างยอดขายให้ได้เท่ากับ 187.5 ล้านบาทต่อปี 

วันเวลาไม่เคยหยุดเดิน...ส่วนตัวท่านหยุดเดินตามฝันแล้วหรือ ??? ...  

อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 2

จากบทความก่อนหน้านี้ได้ปรับสมการ ROIC ใหม่ได้ดังต่อไปนี้

ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100% ....สมการประยุกต์

จากสมการจะเห็นได้ว่า เราสามารถเพิ่ม ROIC ของกิจการได้ ด้วย 2 วิธี คือ

1) เพิ่ม Operating Profit Margin (OPM)

การเพิ่ม OPM คือ การเพิ่มความสามารถในการทำกำไรเทียบกับยอดขาย อันประกอบด้วย การปรับราคาขาย และ/หรือ การลดต้นทุนขาย และการลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

2) เพิ่ม Capital Turnover (CT)

การเพิ่ม CT คือ การลดเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์สุทธิ สามารถทำได้ดังนี้

  • ลดเงินสดส่วนเกินที่มีอยู่ในกิจการ กระทำได้โดยการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือ การจ่ายคืนหนี้เงินกู้ยืมที่มีดอกเบี้ย

  • การลดระยะเวลาในการเก็บเงินจากลูกค้า กล่าวคือ พยายามหาช่องทางในการขายสินค้าที่เป็นเงินสดเพิ่มขึ้น จากที่เคยขายทั้งหมดเป็นการให้เครดิต อาจทำได้โดยการออกงานแสดงสินค้าเพื่อขายตรงให้กับลูกค้ารายย่อย ทดแทนรายใหญ่ที่ขายให้เครดิต

  • การลดระยะเวลาในการขายสินค้า กล่าวคือ พยายามขายสินค้าคงเหลือให้เร็วขึ้น ซึ่งสามารถกระทำได้โดยการขายลดราคาสินค้าคงเหลือเป็นประจำทุกปี หรือ ขายสินค้าให้ผ่านช่องทางที่หลากหลาย หรือ ลดระยะเวลาในการผลิตสินค้า  

  •  ขายสินทรัพย์ถาวรที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับกิจการ เช่น ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือเลิกผลิตสินค้าด้วยตนเอง แต่ว่าจ้างผู้อื่นผลิตให้ (Outsourcing) หรือ ใช้วิธีเช่าแทนที่จะลงทุนสินทรัพย์ถาวรด้วยตนเอง

  • ขอเครดิตเพิ่มขึ้นจากเจ้าหนี้การค้า กระทำได้โดยการรวบรวมการสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือ สินค้า เป็นปริมาณมากๆในคราวดียว เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองเพื่อขอขยายระยะเวลาการได้รับเครดิตที่ยาวขึ้น

หากดำเนินการตามข้อ 1) และ 2) ข้างต้น ROIC จะดีขึ้น ซึ่งส่งผลการกู้เงินกับแบงก์จะง่ายขึ้น และได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกลง แต่หากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ย่อมทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นร่ำรวยขึ้นไปตามๆกัน อีกทั้งหากต้องจะขายหุ้นเพิ่มทุนย่อมทำให้ขายหุ้นแล้วได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ในขณะที่เสียสัดส่วนหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นรายใหม่ในจำนวนน้อย

แสงดาว...สายลม...ละอองฝน...นอนหลับฝันดีแล้วเจอะกันใหม่ครับ

อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 1

หากท่านเป็นเจ้าของกิจการ และ/หรือ นักลงทุนในหุ้นประเภทถือหุ้นยาวโดยอ้างอิงจากผลประกอบการของบริษัทที่ลงทุน ท่านจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักและเข้าใจ "อัตราผลตอบแทนของกิจการ (Return on Invested Capital : ROIC)" เนื่องจาก ROIC จะบอกให้ท่านทราบว่าที่ผ่านมากิจการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเท่าไหร่ต่อปี และหากท่านต้องการเพิ่มผลตอบแทนต้องปรับปรุงรายการใดบ้างในกิจการ สมการของ ROIC แสดงได้ดังนี้

ROIC = EBIT (1-T) x 100% / Invested Capital     .... สมการ 0.

สามารถเขียนสมการในอีกรูปแบบได้ดังนี้:

ROIC = EBIT (1-T)/Sales x Sales / Invested Capital x 100%

ROIC = Operating Profit Margin x (1-T) x Capital Turnover x 100%

หรือจัดสมการใหม่ให้มีรูปแบบง่ายๆ ดังนี้:

ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100%     ....สมการประยุกต์

โดยที่:

EBIT = ยอดขาย - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร     ......สมการ 1.

T = อัตราภาษีนิติบุคคล

Invested Capital (IC) = สินทรัพย์ - หนี้สินที่ไม่มีดอกเบี้ย     ........สมการ 2.

จากสมการข้างต้นทำให้ท่านสามารถคำนวณหาอัตราผลตอบแทนของกิจการได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างการคำนวณ:

บริษัทพี่รักทุกคน มียอดขาย 100 ล้านบาท มีต้นทุนขาย 80 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 10 ล้านบาท มีสินทรัพย์ 100 ล้านบาท มีหนี้สินที่ไม่มีดอกเบี้ยอันได้แก่ เจ้าหนี้การค้า หนี้สินหมุนเวียนอื่น จำนวน 10 ล้านบาท

จากข้อมูลข้างต้นสามารถคำนวณ ROIC ได้เท่ากับ 8.89% โดยมีรายการคำนวณดังนี้

  • จากสมการ 1.   EBIT = 100 - 80 - 10 = 10 ล้านบาท
  • จากสมการ 2.   IC = 100 - 10 = 90 ล้านบาท
  • จากสมการ 0.   ROIC = 10 x (1-20%) x 100% / 90 = 8.89% ต่อปี

โดยที่ T = 20% ตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทย แต่ถ้าบริษัทนี้จดทะเบียนในต่างประเทศก็ให้ใช้อัตราภาษีนิติบุคคลของประเทศที่ไปจดทะเบียนทำธุรกิจ

ROIC เท่ากับ 8.89% หมายถึง บริษัทนี้สร้างผลตอบแทนเท่ากับ 8.89% ต่อปี กล่าวคือ หากมีเงิน 100 บาท จะให้ผลตอบแทนเท่ากับ 8.89 บาท

ส่วนสมการประยุกต์ข้างต้นจะอธิบายต่อไปในบทความหน้า...ขอให้ดูบอลโลกให้สนุกครับ ระหว่างยุโรป กับละตินอเมริกา ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา

กู้เงินทำธุรกิจ

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์
 
หนังสือ E Book "คู่มือ กู้เงินทำธุรกิจ SMEs ด้วยตนเอง"
 
 
สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebmarket.com
 

คู่มือ…กู้เงินทำธุรกิจ SMEs ด้วยตนเอง เล่มนี้ เป็นเรื่องราวของนายปานเทพ ชายคนหนึ่งที่ทุ่มเทชีวิตให้กับการทำงานเป็นลูกจ้างมากว่า 10 ปี แต่ผลตอบแทนที่ได้รับจากบริษัทกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาได้ทำให้ ปานเทพทำใจไม่ได้กับความจริงที่ได้รับ เขาจึงทิ้งโลกไปโดยมีเหล้าเป็นเพื่อนคอยปลอบประโลมใจ 

แต่แล้วเสียงของหญิงที่รักปานเทพมากที่สุดก็ปลุกให้เขาตื่นจากความผิดหวัง ปานเทพกลับมาในโลกได้เพราะความรักที่แม่มีต่อเขา…รักที่มีแต่ให้…รักที่ไม่มีเงื่อนไข…รักจนลมหายใจสุดท้าย
ส่วนความดีของพ่อที่เคยสร้างไว้กับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ก็ตอบแทนปานเทพด้วยข้อเสนอทางธุรกิจที่ยากจะปฏิเสธ ทำให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะเจ้าของธุรกิจ SMEs แต่เขาต้องประสบปัญหาเดิมๆที่ผู้ประกอบการแทบทุกคนต้องเจอ คือ การขาดแคลนเงินทุน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับปานเทพ และต้องการใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเดียวกับเขา คือ “ต้องการกู้เงินจากแบงก์” โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกู้ให้ได้เพียงอย่างเดียว หากคุณมีเงื่อนไขเช่นนี้แล้ว คุณจำเป็นต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ด้วยตนเอง 

คำถามที่ 1  คุณรู้หรือเปล่า…เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร ?

คำถามที่ 2  คุณรู้หรือเปล่า…ว่าแหล่งที่มาของเงินทุนมาจากไหนบ้าง ?

คำถามที่ 3  คุณรู้หรือเปล่า…ว่าแบงก์จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการปล่อยกู้ ?

คำถามที่ 4  คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการเปลี่ยนงบกำไรขาดทุน เป็นงบกระแสเงินสด ?

คำถามที่ 5  คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการประเมินความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย ?

คำถามที่ 6  คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการประเมินความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ ?

คำถามที่ 7  คุณรู้หรือเปล่า…วิธีกู้เงินจากแบงก์โดยไม่ใช้หลักประกัน ?

คำถามที่ 8  คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการบริหารวงเงินกู้ทำอย่างไร ?

คำถามที่ 9  คุณรู้หรือเปล่า…ว่าแบงก์ให้วงเงินกู้สูงสุดเทียบจากอะไร ?

คำถามที่ 10  คุณรู้หรือเปล่า…ว่าควรกู้เงินเท่าไรดี ?

คำถามที่ 11  คุณรู้หรือเปล่า…ว่าจะกู้ระยะสั้น และระยะยาวจำนวนเท่าไรดี ?

หากคุณไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ด้วยตนเองแล้ว อย่าเพิ่งตกใจ! เพราะเรื่องราวของปานเทพจะทำให้ท่านทราบคำตอบเหล่านี้ทั้งหมดได้เมื่ออ่านจนจบบทสุดท้าย 

คู่มือหาเงินทำธุรกิจ

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์
 
หนังสือ E Book "คู่มือ...หาเงินทำธุรกิจ"
   

สามารถดูรายละเอียดได้ที่
 

 
 
หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาดำเนินชีวิตเหมือนกับคนทั่วไปในสังคม เรียนจบมาก็เริ่มต้นจากทำงานเป็นลูกจ้างประจำในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนกระทั่งได้รับการส่งเสริมให้มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการของบริษัทฯ และโชคชะตาก็ยังคงเป็นใจทำให้เขาได้พบรักกับแฟนสาว ที่สวย แถมยังฉลาดอีกด้วย เมื่อเขาเป็นคนสำคัญของบริษัท ใครๆก็ให้เกียรติและเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง เขาหลงระเริงกับสิ่งเหล่านี้ จนลืมเอาใจใส่ครอบครัวของเขาที่คอยมอบความรักให้เสมอมา
 
 แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผัน เมื่อเขาเริ่มสูญเสียสิ่งที่มีค่าไปทีละอย่างสองอย่าง มันสร้างความเจ็บปวดให้เขาเป็นอย่างมาก เขาจึงเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และรู้ว่าสิ่งที่เขาลุ่มหลงอยู่นั้น แท้จริงเป็นเพียงเงาที่ปรากฎอยู่ในน้ำซึ่งจับต้องไม่ได้ และยังคงไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปตามแรงกระเพื่อมของน้ำอยู่ตลอดเวลา
 
เขาเริ่มเข้าใจความจริงของชีวิตที่ว่า สิ่งที่เห็นนั้นมันยังไม่จริง แต่สิ่งที่จริงเรายังไม่ได้เห็น นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าครั้งไหนๆในชีวิตที่ผ่านมาของเขา โดยเขาต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยสติปัญญาของตนเท่านั้นจึงจะผ่านบททดสอบที่หฤโหดเหล่านี้ไปได้
 
บททดสอบที่ 1 เขาควรจะลาออกจากการเป็นผู้จัดการ และผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการ ดีหรือเปล่า ?
 
บททดสอบที่ 2 เมื่อตัดสินใจที่จะเป็น “ผู้ประกอบการ” แล้ว ควรจะเลือกทำธุรกิจที่มีลักษณะอย่างไร ?
 
บททดสอบที่ 3 เงินลงทุนทำธุรกิจ เราควรจะกู้เงินธนาคาร หรือ ระดมทุนจากนายทุน วิธีไหนจะดีกว่ากัน ?
 
            บททดสอบที่ 4 หากตัดสินใจจะ “ระดมทุน” แล้ว เราต้องการเงินทุนจำนวนใด ?
 
บททดสอบที่ 5 มูลค่าหุ้นที่จะขายควรจะมีราคาเท่าไหร่ ?
 
บททดสอบที่ 6 มีวิธีโน้มน้าวนายทุนมาร่วมลงทุนได้อย่างไร ?

หากผู้อ่านมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจ และสามารถตอบคำถามได้ด้วยตนเองแล้ว ย่อมเป็นการพิสูจน์ได้ว่าท่านมีความรู้ทางด้านบริหารการเงินพร้อมแล้วที่จะเดินทางไปสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
 
 
ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้กล้าตัดสินใจที่จะออกมาประกอบธุรกิจส่วนตัว เพื่อให้เมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจชีวิตได้เติบโตอย่างสมบูรณ์เท่าที่จะเป็นได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “มองโลกตามความเป็นจริง ย่อมดีกว่า มองโลกในแง่ดี”



4 Vs ของหุ้น

คิดจะรวยจากหุ้นต้องเข้าใจมูลค่าเรื่องมูลค่าหุ้นก่อนเป็นอันดับแรก หุ้นนั้นประกอบด้วยมูลค่าทั้งหมด 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

1) มูลหุ้นที่ตราไว้ หรือที่เรียกว่า "Par Value" เป็นราคาหุ้นที่กำหนดไว้นับตั้งแต่ตั้งกิจการ เช่น บริษัท A เปิดกิจการต้องการระดมทุนจากผู้ถือหุ้นเพื่อใช้ทำธุรกิจจำนวน 100 ล้านบาท กำหนดให้มีหุ้นทั้งหมด 10 ล้านหุ้น ดังนั้นราคาหุ้นที่ตราไว้เท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น (100/10)

มูลค่าหุ้นที่ตราไว้สามารถดูได้จากงบการเงินที่เป็นส่วนงบดุล (งบแสดงฐานะการเงิน) ในรายการส่วนของผู้ถือหุ้น

2) มูลค่าหุ้นตามบัญชี หรือที่เรียกว่า "Book Value" เป็นราคาหุ้นที่เกิดจากการทำธุรกิจที่ผ่านมา โดยมีสมการอย่างง่ายๆ

                         มูลค่าหุ้นตามบัญชี = มูลค่าที่ตราไว้ + กำไรสะสม

ตัวอย่าง สมมติว่าบริษัท A มีมูลค่าที่ตราไว้ 10 บาทต่อหุ้น ต่อมาทำธุรกิจจนมีกำไรสะสมต่อหุ้นเท่ากับ 20 บาท ดังนั้น มูลค่าหุ้นตามบัญชีเท่ากับ 30 โดยมาจากการแทนสมการดังนี้

                       มูลค่าหุ้นตามบัญชี = 10 + 20 = 30 บาทต่อหุ้น

มูลค่าหุ้นตามบัญชีสามารถคำนวณได้จากงบการเงินล่าสุดทีประกาศในเว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์

3)  มูลค่าหุ้นในตลาด หรือเรียกว่า "Market Value" เป็นราคาหุ้นที่มีการซื้อขายกันทุกวันทำการที่ตลาดหุ้นเปิด ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกวันที่มีการเปิดตลาดหุ้น โดยราคาหุ้นนี้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามผลประกอบการของธุรกิจ ตามอารมณ์ของนักลงทุนในตลาดซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยแวดล้อมมากมาย อาทิ ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ประกาศออกมา ข่าวการเกิดภาวะสงครามระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศ เป็นต้น

มูลค่าหุ้นในตลาดนี้สามารถดูได้ตามสื่อต่างๆทั้งใน โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และเว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์

4) มูลค่าหุ้นที่แท้จริง หรือเรียกว่า "Intrinsic Value" เป็นราคาหุ้นที่คำนวณได้จากการคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของธุรกิจ หากธุรกิจมีกำไรเติบโตต่อเนื่องไปเรื่อยๆ มูลค่าที่แท้จริงก็จะสูง เปรียบเทียบกับธุรกิจที่ไม่มีการเติบโตของกำไร ซึ่งท่านสามารถสนใจศึกษาเพิ่มเติมอ่านได้ในหัวข้อ "มูลค่าที่แท้จริง" ที่ได้อธิบายอย่างละเอียดใน Blog นี้ หรือสามารถอ่านจากหนังสือ "เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง"  ตามภาพข้างล่างนี้ ซึ่งสอนรายละเอียดการคำนวณทั้งหมดรวมทั้งสูตรโดยใช้ตัวอย่างกรณีศึกษาบริษัท ได้ที่ www.mebmarket.com


มูลค่าหุ้นที่แท้จริงคำนวณได้จากสูตร Discounted Cash Flow ดังต่อไปนี้




กล่าวโดยสรุปได้ว่ามูลค่าหุ้นในข้อ 1) - 3) ทุกคนจะรู้มูลค่าหุ้นเหมือนกันหมด แต่จะมีเพียงมูลค่าที่แท้จริงเท่านั้นที่ทุกคนจะรู้แตกต่างกัน และมูลค่าหุ้นที่แท้จริงนี้เป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสามารถประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ในการลงทุน เพราะเมื่อคุณรู้มูลค่าที่แท้จริง คุณจะตัดสินใจได้ว่าควรจะซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้น

อยากรวยหุ้น...ตอนนี้คุณสามารถคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงได้ด้วยตัวคุณเองหรือยัง ???






เขียนแผนธุรกิจ

หากท่านสนใจจะทำธุรกิจส่วนตัวด้วยตนเอง หรือ ต้องการเขียนแผนธุรกิจเพื่อใช้ในงานของตนเอง โดยยังคงต้องการรู้การจัดทำประมาณการงบการเงิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้แผนธุรกิจนั้นสมบูรณ์ครบถ้วน ท่านสามารถอ่านหนังสือ “เขียนแผนธุรกิจ  สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง”
 
หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนเรียบเรียงจากประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับความคิดความเข้าใจเรื่องการวิเคราะห์งบการเงิน การบริหารงบการเงิน และการจัดทำแผนธุรกิจ (Business Plan) ในช่วงระยะเวลาหลายปี ดังนั้นเทคนิคที่ใช้ในการสร้างแบบจำลองทางการเงิน (Financial Model) จึงเป็นรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งนำมาพัฒนาและดัดแปลงให้ง่ายในการเรียนรู้ โดยใช้เพียงฟังก์ชันพื้นฐานของโปรแกรม EXCEL และการสร้างแผนธุรกิจนี้ได้มีการอ้างถึงหลักการบัญชีและการเงินพื้นฐาน ซึ่งสรุปเนื้อหาเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายในการจดจำและทำความเข้าใจ ตลอดระยะเวลาการเขียนหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะถ่ายทอดความรู้เชิงปฏิบัติให้แก่ผู้อ่านมากที่สุดเสมือนเป็นการสนทนาร่วมกันระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียน โดยที่ผู้อ่านควรทดลองปฏิบัติการสร้างแบบจำลองในระหว่างการอ่านด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในงานและเผยแพร่ต่อไป
 
วัตถุประสงค์ที่จัดทำหนังสือเล่มนี้ คือเพื่อต้องการเผยแพร่ความรู้เชิงปฏิบัติ ตั้งแต่การสร้างงบการเงินล่วงหน้า (Pro Forma Financial Statements) การวิเคราะห์งบการเงิน การบริหารงบการเงิน ตลอดจนการตัดสินใจในการลงทุนทำธุรกิจ  เพื่อเป็นแนวทางให้กับบุคคลที่สนใจประกอบธุรกิจได้มองเห็นแต่ละขั้นตอน อันจะนำไปสู่การตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานทางการตลาดและการเงิน ซึ่งได้แก่ การประมาณการยอดขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ระยะเวลาการเก็บหนี้ และเงินที่ต้องกู้ยืมเพื่อใช้ในการดำเนินงาน เป็นต้น จากความรู้ดังกล่าวยังสามารถเป็นแนวทางในการจัดทำแผนธุรกิจได้ด้วยตนเอง เพื่อตอบคำถามของการตัดสินใจลงทุนว่า “ธุรกิจนี้ควรลงทุนหรือไม่ ?”  , “ผลตอบแทนที่แท้จริงของโครงการมีค่าเท่าใด ?” รวมทั้ง “ระยะเวลาในการคืนทุนกี่ปี ?” หากคำตอบดังกล่าวเห็นเหมาะสมว่าควรตัดสินใจลงทุน เรายังสามารถนำแผนธุรกิจดังกล่าวไปเจรจาขอสินเชื่อจากทางธนาคารและหาผู้ร่วมลงทุนได้ อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในการจัดทำงบการเงินล่วงหน้าเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้กับทางธนาคารและสถาบันการเงินได้อีกด้วย
 
เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 กล่าวถึงพื้นฐานทางด้านบัญชีและการเงิน เพื่อสร้างความรู้พื้นฐานที่ใช้ในการจัดทำงบการเงิน ส่วนที่ 2 กล่าวถึงวิธีการสร้างแบบจำลองทางการเงิน เพื่อจัดทำงบการเงินล่วงหน้าได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด อันจะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจที่สนใจจะลงทุน ส่วนที่ 3 กล่าวถึงการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยใช้เครื่องมือทางการเงิน อันได้แก่ อัตราส่วนทางการเงิน มูลค่าสุทธิของโครงการ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของโครงการ ระยะเวลาคืนทุนปัจจุบัน รวมทั้งคำนวณหาจุดคุ้มทุนขาย เพื่อช่วยในการประเมินโครงการว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่



หากท่านสนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.mebmarket.com

ทำธุรกิจส่วนตัว ใครว่ายาก…

จากการที่ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือหลากหลายประเภท โดยเฉพาะหนังสือที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ คือ หนังสือที่มีเนื้อหาอ่านแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้ เพราะคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปในการอ่าน เนื่องจาก “เวลา คือ ชีวิต นั่นเอง” 

สำหรับหนังสือเล่มหนึ่งที่อ่านแล้วรู้สึกประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนชีวิตจากลูกจ้างมาเป็นเจ้าของธุรกิจ คือ หนังสือ “ทำธุรกิจส่วนตัว ใครว่ายาก….” เป็นผลงานของ บริษัท เอฟ พี เอ็ม คอนซัลแท้นท์ จำกัด ซึ่งผู้เขียนเองเป็นเจ้าของบริษัทฯ และสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาจากสองมือเปล่า อีกทั้งเนื้อหาของหนังสือแทบทั้งหมดกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ทำธุรกิจล้วนๆ มันจึงมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งที่ผมควรจะแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้แก่สังคม

เนื้อเรื่องของหนังสือเป็นการถามและตอบ ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ โดยลูกศิษย์ตั้งใจจะลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งการที่ลูกศิษย์ต้องการจะทำธุรกิจส่วนตัวจึงเกิดคำถามมากมาย ส่วนอาจารย์เองก็สามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ และอ้างอิงประสบการณ์ในการทำธุรกิจของตนเองที่ผ่านมาโชกโชน

อาจารย์สอน….วิธีค้นหาธุรกิจด้วยตนเอง…อุบายในการเอาชนะจิตใจที่หวาดกลัวว่าจะเจ๊งจากการทำธุรกิจ…หากเจ๊งแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง งานนี้มีแต่ได้กับได้เท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ “ทุนทางปัญญา” ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ 5 อย่างรวมกัน เมื่อเกิดทุนทางปัญญาแล้วความสำเร็จในการทำธุรกิจจะตามมาเอง
การจัดทำ Cash Flow แบบใครๆก็ทำได้เพื่อหาเงินลงทุนทั้งแบบเงินของเจ้าของและเงินจากการกู้ธนาคารโดยใช้กรณีศึกษาธุรกิจของลูกศิษย์…สอนการวิเคราะห์ Cash Flow และระยะเวลาการคืนทุน รวมทั้งการแนะนำการหุ้นส่วนธุรกิจและคุณสมบัติของหุ้นส่วนที่ดี

เรียนรู้จากปัญหาธุรกิจที่เกิดขึ้น เพื่อหาตลาดใหม่….สังคมเดิมหายไป สังคมใหม่เกิดขึ้น…เสกหุ้นจากเครื่องหมายการค้าด้วยวิธีตีมูลค่าเครื่องหมายการค้า…เสกเงินจากแผนธุรกิจที่มี Cash Flow …เสกหุ้นจากสิทธิบัตร

เพราะมีทุนทางปัญญา จึงกลายเป็นคนรวยในพริบตา แถมยังมีความสุขจากการทำธุรกิจ….






Beta หุ้น

ค่า Beta หุ้น เป็นการวัดความเสี่ยงของหุ้นเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ ขอขยายความดังนี้

หุ้น A ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยมีค่า Beta เท่ากับ 1.0 หมายถึง ราคาหุ้น A จะเคลื่อนไหวเท่ากับการเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย หรือ เท่ากับ SET INDEX

ตัวอย่างเช่น หุ้น A มี Beta เท่ากับ 1.0 ดังนั้นหาก SET INDEX เพิ่มขึ้น 10% ราคาหุ้นต้องเพิ่มขึ้น 10% เท่ากัน เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน หาก SET INDEX ลดลง 10% ราคาหุ้นต้องลดลง 10% เท่ากัน

หุ้น B ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยมีค่า Beta เท่ากับ 2.0 หมายถึง ราคาหุ้น B จะเคลื่อนไหวเป็น 2 เท่าของการเคลื่อนไหว SET INDEX

ตัวอย่างเช่น หุ้น B มี Beta เท่ากับ 2.0 ดังนั้นหาก SET INDEX เพิ่มขึ้น 10% ราคาหุ้นต้องเพิ่มขึ้น 20% เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน หาก SET INDEX ลดลง 10% ราคาหุ้นต้องลดลง 20%

หุ้น C ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยมีค่า Beta เท่ากับ 0.5 หมายถึง ราคาหุ้น B จะเคลื่อนไหวเป็นครึ่งหนึ่งของการเคลื่อนไหว SET INDEX

ตัวอย่างเช่น หุ้น C  มี Beta เท่ากับ 0.5 ดังนั้นหาก SET INDEX เพิ่มขึ้น 10% ราคาหุ้นต้องเพิ่มขึ้น 5% เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน หาก SET INDEX ลดลง 10% ราคาหุ้นต้องลดลง 5%

จากตัวอย่างข้างต้นทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนในหุ้นได้ คือ หากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและภาวะตลาดเป็นบวก เราต้องเลือกหุ้นที่มี  Beta สูง เพราะตลาดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นสูงกว่า ในทำนองเดียวกัน หากสภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดเป็นลบ เราต้องต้องเลือกหุ้นที่มี Beta ต่ำ เพราะตลาดมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ในขณะที่หุ้นจะปรับตัวลงต่ำกว่า

เหตุผลที่ยังคงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นแม้ในภาวะที่ตลาดเป็นลบเนื่องจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ซึ่งท่านสามารถหาข้อมูลอ้างอิงได้จากผลงานวิจัยที่เผยแพร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อีกนัยหนึ่งการทึ่ตลาดเป็นลบสิ่งที่จะได้จากหุ้นก็คืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่เพิ่มสูงขึ้น และกำไรจากราคาหุ้น (Capital Gain) จากการฟิ้นตัวของตลาดในเวลาต่อมา หลังจากฝนตกหนักฟ้าจะกลับสดใสอีกครั้ง และคงเป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปตลอดกาล

หลักเกณฑ์การวัดหุ้นถูก...แพง

📊 วิธีวัดว่าหุ้นถูกหรือแพง

การวัดว่าหุ้นถูกหรือแพง สามารถวัดได้จาก มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value : IV) เทียบกับ ราคาตลาด (Market Price : MP) ในขณะนั้น หาก IV มากกว่า MP แสดงว่าราคาหุ้นถูก ในทางกลับกันหาก IV ต่ำกว่า MP แสดงว่าราคาหุ้นแพง เขียนเป็นสมการได้ดังนี้

X = IV − MP
✅ หาก X เป็นบวก
แสดงว่าหุ้นถูก หรือหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Undervalued)
ควร "ซื้อ"
❌ หาก X เป็นลบ
แสดงว่าหุ้นแพง หรือหุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Overvalued)
ควร "ขาย"

📌 ตัวอย่างประกอบ

หุ้น ABC มี IV เท่ากับ 10 บาท และ MP เท่ากับ 5 บาท
กรณีนี้หุ้น ABC เป็น หุ้นราคาถูก เพราะ IV มากกว่า MP เท่ากับ 5 บาท (10 − 5)
สรุปได้ว่าหุ้น ABC ควรซื้อ

แต่สมมติว่าต่อมาหุ้น ABC ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 15 บาท
กรณีนี้หุ้น ABC เป็น หุ้นราคาแพง เพราะ IV ต่ำกว่า MP เท่ากับ 5 บาท (5 − 10)
สรุปได้ว่าหุ้น ABC หากมี ควรขาย แต่หากเป็นนักเก็งกำไรก็ยืมหุ้นมาขาย (Short) และรอให้หุ้นตกลงมาแล้วซื้อหุ้นคืน

🧮 วิธีคำนวณหา IV

การคำนวณหา IV สามารถทำได้โดยใช้แบบจำลอง กระแสเงินสดส่วนลด (Discounted Cash Flow : DCF) โดยรายละเอียดท่านสามารถอ่านได้ในหนังสือ "เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้น ด้วยตนเอง"
ส่วนแบบ ตัวคูณ (Multiple Approach) สามารถคำนวณได้ดังนี้

  1. เลือกค่า P/E ของอุตสาหกรรมที่เราจะประเมินราคาหุ้น เช่น หุ้น A อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สมมติว่าเราตรวจสอบแล้วพบว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มีค่า P/E เท่ากับ 10 เท่า
  2. คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของหุ้น A โดยใช้ กำไรสุทธิ ÷ จำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว สมมติว่าคำนวณ EPS ได้เท่ากับ 5 บาท
  3. นำค่า P/E ของอุตสาหกรรม × EPS ค่าที่ได้คือ IV
IV = P/E × EPS = 10 × 5 = 50 บาท

⚠️ ข้อควรระวัง: การประเมินโดยใช้ P/E มีข้อด้อยที่ว่าการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น อ้างอิงจากกำไรสุทธิต่อหุ้นเพียงปีเดียว ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการประเมินมูลค่าหุ้นจึงมีสูงมาก แตกต่างจาก DCF การประเมินมูลค่าหุ้นจะประเมินจากกำไรหลายปีข้างหน้า ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้


📚 หากท่านสนใจหนังสือ "เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง - ใช้ excel สร้าง model ประเมินราคาหุ้น แบบ step by step" สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.mebmarket.com

เจ้าสัว...ทำงานเพื่อค้นพบตัวเอง

สงกรานต์ปี 2556 ที่ผ่านมา เจ้าสัวได้เล่าระลึกถึงความหลังครั้งเมื่อสมัยเด็ก แกเล่าให้ฟังว่า แกเกิดมาในครอบครัวยากจนมีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันทั้งหมด 4 คน แกเป็นพี่คนโตสุด มีน้องสาว 2 คน และน้องชายสุดท้องอีก 1 คน พ่อกับแม่เป็นคนจีนที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เดินมาเมืองไทยด้วยสองมือเปล่า แต่เต็มไปด้วยจิตใจที่เป็นนักต่อสู้ ขยันแบบทะลุโลก อดทนทุ่มเทอย่างคนทั้งโลกต้องยอมรับ แต่ที่สำคัญที่สุดแม้ยากจนอย่างไรแต่ครอบครัวของแกก็รักกันมาก ซึ่งสามารถชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปไม่ว่าจะเป็นความลำบากกายในการยังชีพ และลำบากใจจากการทนต่อการดูถูกเหยียดยามจากสังคมรอบตัวในเวลานั้น 

นับตั้งแต่แกจำความได้ แกไม่เคยเห็นพ่อกับแม่หยุดทำงานเพื่อจะไปเที่ยวที่ไหน แกเห็นท่านทั้งสองทำงานอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ แกเคยถามพ่อว่าทำไมถึงต้องทำงานหนักขนาดนี้ พ่อหันมาตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงตรึงอยู่ในใจแกว่า  “ทำงานเพื่อให้ครอบครัวเรามีชีวิตที่ดีขึ้น และลูกๆได้มีอนาคตได้ทำตามความฝันของตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ทำงานเพื่อตัวเอง และสะสมนิสัยเหลื่านี้ให้ติดตัวไปอีกนานแสนนาน”

แกย้อนมาสอนผมว่า คนทำงานแทบทุกคนคิดว่าการไปทำงานเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่ต้องการ เช่น เงินเดือน สวัสดิการ และอื่นๆ  ดังนั้นคนเหล่านี้จะคิดว่าทำไมต้องทำงานหนักเกินเงินเดือน ทำไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้น เพราะอย่างไรเสียก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม แต่หากคิดให้ดีคนทำงานหนักนั้นประโยชน์ทั้งหมดตกเป็นของตนเองเป็นหลัก ส่วนองค์กรได้รับเพียงผลพลอยได้เท่านั้น

สายตาแกทอดยาวออกไป ผมถามแกต่อว่า ทำไมคนทำงานประโยชน์ทั้งหมดจึงตกเป็นของตนเอง แกตอบกลับทันควันเหมือนเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อเราทำงานหนักมากขึ้นเรื่อยๆ และทำอย่างต่อเนื่อง เราจะค้นพบตนเอง เราจะรู้ทักษะที่แท้จริงของตนเองว่าเราเป็นคนอย่างไร เหมาะสมกับงานประเภทใด เพราะทุกงานจะมีการตัดสินใจเรื่องงาน เรื่องคน และเรื่องคิด อยู่เสมอ

หากเราเก่งงาน งานที่เหมาะสม คือ งานด้านการปฏิบัติการ (Operation) เช่น งานด้านการผลิต งานด้านการตลาด งานด้านบุคคล เป็นต้น

หากเราเก่งคน งานที่เหมาะสม คือ งานด้านบริหารจัดการ (Management) เช่น งานด้านบริหารทีมงาน งานด้านบริหารการลงทุน งานด้านบริหารพัฒนาธุรกิจ เป็นต้น

หากเราเก่งคิด งานที่เหมาะสม คือ งานด้านการวางแผน (Planning) เช่น งานด้านนโยบายองค์กร งานด้านวางแผนการผลิต งานด้านกลยุทธ์ทางการตลาด งานด้านการควบรวมกิจการ เป็นต้น

เมื่อเราเริ่มรู้จักตัวเองแล้ว คือทำเหตุให้ครบถ้วนแล้ว ความสำเร็จย่อมเป็นผลที่จะตามมาเอง

นอกจากนี้การทำงานหนักเป็นการเพาะนิสัยดีให้กับตนเอง ซึ่งจะติดตัวไปจนตายแถมยังข้ามภพข้ามชาติด้วย ลองคิดดูความรู้ประสบการณ์จากการทำงานจะติดตัวคนๆนั้นไป หากเมื่อไหร่ที่เขาลาออกจากงานสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกทิ้งไว้ในองค์กรเลย แต่กับติดตัวเขาไป องค์กรได้รับประโยชน์แค่ในยามที่เขายังอยู่กับองค์กรเท่านั้น
ฝนตกลงมาอย่างหนัก ตามมาด้วยลมกระโชกอย่างแรง จนต้นไม้โน้มเอียงไปตามลม ใบไม้ปลิวว่อน แต่แววตาของแกยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นยังเต็มเปี่ยม เหมือนคนหนุ่มเต็มไปด้วยฝัน….

หากท่านสนใจผลงานด้านหนังสือเข้าไปดูได้ที่

www.mebmarket.com



ต้นทุนเงินทุน (WACC)

ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) และ WACC คืออะไร?

ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปคือ WACC (Weighted Average Cost of Capital) หมายถึง ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของเงินทุน มีประโยชน์เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าควรลงทุนหรือไม่ควรลงทุนในโครงการใดบ้างของบริษัท เช่น คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุนในโครงการใหม่ของบริษัท เป็นต้น

อีกทั้ง WACC นี้ยังสามารถใช้ในการคำนวณหามูลค่าของกิจการ (Enterprise Value) และมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value of Stock) ได้อีกด้วย

องค์ประกอบหลักของ WACC (2 ประเภท):

  • ประเภทที่ 1: ต้นทุนจากการเงินกู้ยืม หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (kd)
  • ประเภทที่ 2: ต้นทุนจากเงินทุนของผู้ถือหุ้น หรืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (ke)

ตัวอย่างการคำนวณ WACC เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น

สมมติให้ บริษัท A มีโครงสร้างเงินทุนดังนี้:

เงินกู้จากเจ้าหนี้

100 ล้านบาท

เงินทุนผู้ถือหุ้น

100 ล้านบาท

เงินทุนทั้งหมดของกิจการ A = เงินกู้ (100) + เงินทุนผู้ถือหุ้น (100) = 200 ล้านบาท

รายละเอียดต้นทุนแต่ละส่วน

  1. ต้นทุนจากฝั่งเจ้าหนี้ (kd): ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี แต่เนื่องจากดอกเบี้ยสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ (ประเทศไทยใช้อัตรา 20%) จึงต้องคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงดังนี้:
    kd x (1 - อัตราภาษี) = 10% x (1 - 20%) = 8% ต่อปี

  2. ต้นทุนจากฝั่งผู้ถือหุ้น (ke): ผู้ถือหุ้นต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล = 10% ต่อปี

สูตรและการคำนวณ WACC

WACC = (อัตราส่วนเงินกู้ x ดอกเบี้ยที่แท้จริง) + (อัตราส่วนเงินทุน x ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น)

โดยที่:

  • อัตราส่วนเงินกู้ = เงินกู้ / (เงินกู้ + เงินทุนจากผู้ถือหุ้น) = 100 / 200 = 0.5
  • อัตราส่วนเงินทุน = เงินทุน / (เงินกู้ + เงินทุนจากผู้ถือหุ้น) = 100 / 200 = 0.5

แทนค่าคำนวณ:

WACC = (100/200 x 8%) + (100/200 x 10%)

WACC = 4% + 5% = 9% ต่อปี

*หมายเหตุ: ค่าของ WACC จะแสดงผลเป็นต่อปี เนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินปันผลถูกกำหนดไว้เป็นรายปี

การเดินทางสู่ความร่ำรวย...เป้าหมาย

เจ้าสัวเขียนจดหมายส่งมาให้กับผมโดยมีข้อความบางส่วนดังนี้

เรื่อง : เป้าหมาย

ทุกเช้าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมคิดถึงแต่เรื่องความร่ำรวย เพราะมันช่วยทำให้ชีวิตมีแรงบันดาลใจ...ชีวิตกล้าเสี่ยงที่จะเดินออกจากความจำเจ...ชีวิตที่มีอะไรมากกว่าการกิน เดิน นั่ง นอน...ชีวิตที่เต็มไปด้วยความฝัน เหมือน เด็กชายฝันจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เด็กหญิงฝันจะเป็นเจ้าหญิงแสนสวยรวยเสน่ห์มีแต่คนรักคนชอบ... (ความฝันไม่มีวันหมดอายุ)

ผมคิดเสมอว่า ความร่ำรวยเป็นเป้าหมายของชีวิต เพราะนักจิตวิทยาระดับโลกทุกคนบอกว่าชีวิตต้องมีเป้าหมาย เพราะเมื่อมีเป้าหมายแล้วจิตจะสามารถแสดงพลังแฝงที่อยู่ในตัวเราออกมาให้เห็นและวิ่งเข้าสู่เป้าหมายเองอย่างอัตโนมัติ เปรียบเสมือนจรวดนำวิธีที่พุ่งเข้าใส่เป้าที่กำหนดไว้

หากนำมาเปรียบเทียบกับการทำธุรกิจพบว่าธุรกิจที่ดีต้องมีเป้าหมายชัดเจน หากเป็นไปได้ต้องกำหนดเป็นตัวเลขเพราะวัดผลได้ชัดเจน และมีระยะเวลากำหนดไว้ด้วยได้ยิ่งดี

ตัวอย่าง:-

1) ยอดขายเติบโตขึ้น 30% เทียบจากปีก่อน
2) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ต้องเท่ากับ 50% ของยอดขาย
3) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน
4) กำไรสุทธิเติบโต 20% จากปีก่อน
5) ต้องมีอัตราผลตอบแทนจากเงินทุน (ROCE) เท่ากับ 15% ต่อปี
6) ต้องมีหนี้สินต่อทุน (D/E) ไม่เกิน 1 เท่า
5) ขยายสาขาใหม่ 15 แห่งทุกปี
6) ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 5 ปี นับจากปีนี้
7) ต้องซื้อกิจการในต่างประเทศอย่างน้อย 1 แห่ง ทุกปี
8) จ่ายเงินปันผล 50% ของกำไรสุทธิ

เมื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนได้แล้ว จะทำให้เราไม่หลงทาง แต่หากหลงทางไปแล้วก็สามารถหาทางกลับมาได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเป้าหมายเป็นเสมือนเข็มทิศที่คอยนำทางให้กับเราอยู่เสมอ

มหาเศรษฐีทุกคนในโลกใบนี้มีเป้าหมายเสมอว่า...อยากร่ำรวยมีอาณาจักรของตนเอง
อัครศิลปินทุกคนในโลกใบนี้มีเป้าหมายเสมอว่า...อยากสร้างผลงานระดับตำนาน

แล้วคุณล่ะมีเป้าหมายหรือยัง ???

หลังจากอ่านจดหมายของเจ้าสัวแล้ว ผมนั่งหลับตาลงชั่วขณะ ทันใดนั้นเกิดคำถามผุดขึ้นมาจากความมืด เจ้าสัวรู้ได้อย่างไง "ตอนนี้ผมกำลังหลงทางอยู่..."

 

ปาฎิหาริย์แห่งความโง่

ใครๆ ก็เกลียดความโง่ เพราะคนส่วนมากคิดว่า....ความโง่เป็นสิ่งเลวร้ายในชีวิต นำมาซึ่งการถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนที่ฉลาดกว่าอยู่เสมอ..... ความโง่เป็นสิ่งที่สกัดกั้นความสำเร็จของชีวิต.... ความโง่ทำให้รู้สึกต้อยต่ำจนอยากหนีหายจากสังคม.... ความโง่ทำให้ไม่อยากมีชีวิตอยู่เพราะทนกับการเหยียดหยามจากผู้อื่นไม่ได้....ความโง่จึงเป็นเปรียบเหมือนมะเร็งของชีวิต...ใส้ติ่งของร่างกาย...และอื่นๆอีกมากมาย (เขียนเป็นร้อยหน้าก็ไม่หมด)

แต่หากมองย้อนกับไปยังประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจของโลกจะพบว่า ความโง่เป็นต้นกำเนิดของวิวัฒนาการทั้งหลายทั้งปวง เริ่มนับตั้งแต่ "ยุคเกษตรกรรม" หากคิดว่าตัวเองฉลาดคงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ "ยุคอุตสาหกรรม" และหากคิดว่าตัวเองฉลาดอีก...คงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ "ยุคสื่อสาร" คือเกิดโทรทัศน์มือถือ เกิดดาวเทียม เกิดอินเตอร์เน็ท และหากคิดว่าตัวเองฉลาดอีกอีก...คงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ "ยุคอนาคต" ซึ่งอาจจะเป็น ยุคอวกาศ ใครๆก็อยากไปเที่ยวนอกโลก ใครๆก็อยากไปมีบ้านส่วนตัวในดาวอีกดวงหนึ่ง ใครๆก็อยากไปเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดกาลด้วยยาที่ผลิตในอวกาศ

จะเห็นว่าความโง่นั้น อาจจะไม่ได้น่ารังเกียจแบบที่คนทั้งโลกคิดกัน แต่ในทางกลับกัน ความโง่เป็นปาฎิหาริย์ที่เปลี่ยนแปลงโลก เพราะมันทำให้มนุษย์บินได้ ทำให้มนุษย์ติดต่อกันได้ทั้งโลกแค่ click เดียว

ความโง่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะคิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ความโง่ทำให้เกิดความมุ่งมั่น ขยัน และอดทนแบบที่คนทั้งโลกยังต้องตกตะลึง และน้อมพร้อมใจกันแสดงความเคารพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ความโง่ทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ที่ใครๆก็ต้องใช้กันทั่วโลกที่เรียกว่า "Smart Phone" เพราะคนต้นคิดก็มีปรัชญาชีวิตส่วนหนึ่งว่า "Stay Foolish"

รักความโง่จังเลย เพราะมันเองก็สร้างปาฎิหาริย์อยู่เสมอ...เสมอ...

เมื่อคุณรู้ตัวว่าคุณโง่ เมื่อนั้นคุณจะกลายเป็นคนฉลาดทันที ปาฏิหาริย์อีกแล้วครับท่าน

ปฎิหาริย์แห่งความจน

ใครบอกว่าเกิดมาจนแล้วจะจนจนวันตาย

ใครบอกว่าเกิดมาจนแล้วจะหมดอนาคต

ใครบอกว่าเกิดมาจนแล้วจะหมดความหมาย

โครบอกว่าเกิดมาจนแล้วจะหมด...อื่นๆอีกมากมาย

จริงแล้วความจนเป็นพรอันวิเศษของชีวิต ทำให้เราได้พบกับความหมายหลายสิ่งหลายอย่างในโลกใบนี้ที่คนไม่จนจะไม่มีวันรู้...ไม่มีวันเข้าใจ

ความจนเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนนั้นได้เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำตัวเองให้พ้นจากวังวนแห่งความยากจน และคนจนจำนวนมากกลับกลายเป็นบุคคลร่ำรวยและมีอิทธิพลกับโลกใบนี้ เพราะเมื่อเขาเป็นมหาเศรษฐี เขาจะคิดที่จะให้.....ให้...และก็ให้ เพราะเขาเคยจนมาก่อน เขาเข้าใจมันดีกว่าใครๆ

ความจนทำให้เขากล้าที่เสี่ยง เพราะเขาไม่มีอะไรที่เสียไป เขารู้ดีว่าเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงก็มีค่าเท่ากัน แล้วทำไมจึงไม่เสี่ยง เผื่อปฏิหาริย์นั้นมีจริง

ความจนทำให้เขาค้นพบตัวเอง เพราะเขาไม่มีทรัพย์สินใดต้องใส่ใจและบำรุงรักษา เขาจึงมีเวลาเพียงพอที่จะอยู่กับตัวเอง...อยู่กับความฝัน...อยู่กับความสุขที่เรียบง่าย แค่เสียงลมพัดใบไม้ก็ไพเราะเหลือเกิน

ความจนทำให้เขารู้จักเพื่อนแท้ เพราะการคบกับใคร หรือ ใครคบกับเขา ก็มีเพียงใจแลกกันเท่านั้น เขาจึงมีเพื่อนแท้อยู่แทบทุกที่ เพราะเขารู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น กลับกลายเป็นคนที่มีนิสัยรักเพื่อนมนุษย์

ความจนทำให้เขาล้มแล้วลุกได้ทุกครั้ง เพราะชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน เหมือนอดีตที่ผ่านมาที่เคยจนมาก่อน เขารู้ดีว่าความจนเป็นอย่างไรและไม่น่ากลัวอย่างที่คนทั่วไปคิด

ความจนทำให้เขาลดทิฐิมานะของตนเอง เพราะต้องทนยอมรับกับการตำหนิของผู้อื่น และสายตาเหยียดหยามจากผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด จึงจำเป็นต้องทิ้งเกียรติและศักดิ์ศรี

ลองคิดดีๆ ความจนยังมีประโยชน์อีกมากมาย...

เจ้าสัว...แผนฟื้นฟูกิจการ ตอนที่ 2

หลังจากเวียนเทียนที่วัดเสร็จ ผมก็ได้แยกกับเจ้าสัวและมาถึงที่บ้านประมาณ 3 ทุ่มเศษ ใจผมยังคงสงบเยือกเย็นปรากฎให้เห็นอยู่ ผมจึงได้ตัดสินใจนั่งสมาธิโดยตั้งใจว่าจะนั่งสมาธิประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะวันนี้เป็นวันพระใหญ่ ซึ่งผมไม่เคยนั่งสมาธิเลยนับตั้งแต่สึกจากการบวชพระมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี

ในระหว่างที่จิตจะรวมเป็นสมาธิ ผมเกิดนิมิตเห็นภาพของกิจการค้าปลีกเครือข่ายที่เฮียฝากไว้ มีการขยายสาขาออกไปทั่วประเทศไทย ทั้งที่ในปัจจุบันมีเฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น และภาพนิมิตนั้นเปลี่ยนไปเป็นกิจการนี้กำลังเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และผู้บริหารบริษัททุกคนรวมทั้งเฮียและผมกำลังลุ้นอยู่ว่าราคาเปิดจะวิ่งเกินราคาจอง (IPO) หรือไม่

ผมลืมตาขึ้นมองที่นาฬิกา ขณะนี้เกือบเที่ยงคืน กลายเป็นว่าได้นั่งสมาธิไป 2 ชั่วโมงกว่า ผมลุกขึ้นและเดินไปที่โต๊ะทำงานลงมือเขียนแนวทางในการแก้ปัญหากิจการดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

แนวทางแก้ปัญหา (Possible Solutions)

ด้านการตลาด
  • วางกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ (Marketing Strategy)
  • วางแผนทางการตลาดใหม่ (Marketing Plan)
  • สื่อสารกลยุทธ์และแผนการตลาดใหม่ให้แก่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและฝ่ายขาย
  • กำหนดผลตอบแทนของผู้จัดการฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายให้เชื่อมโยงกัน
ด้านสินค้าและส่งมอบสินค้า
  • สร้างฝ่ายออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง
  • จัดทำรายงานการขายแยกเป็นสินค้าขายเร็วและสินค้าล้าสมัย
  • ขายลดสินค้าสมัยทั้งหมดแบบ Grand Sales ให้หมดในครั้งเดียว
  • จัดจ้างบริษัทภายนอก (Outsourcing) เป็นผู้กระจายสินค้าเพื่อแก้ปัญหาระบบกระจายสินค้า
 ด้านบุคลากร
  • สร้างศูนย์อบรมและพัฒนาบุคลากร (Training & Learning Centre)
  • กำหนดตัวชี้วัด (KPIs) เพื่อประเมินผลการทำงาน และเชื่อมโยงกับค่าตอบแทนพนักงาน
  • ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ (Restructure) เพื่อละลายพฤติกรรมการเมืองในองค์กร
  • สร้างวัฒนธรรมร่วม (Core Value) การเป็นองค์กรคุณภาพระดับมาตรฐานสากล
 ด้านการเงิน
  • ปิดสาขาที่ไม่สามารถขายได้ถึงจุดคุ้มทุนขาย (Break-Even Point of Sales)
  • ตามเก็บหนึ้การค้าให้เร็วขึ้นโดยให้ส่วนลด
  • ขายลดราคาสินค้าคงเหลือให้มากที่สุด
  • ต่อรองกับเจ้าหนี้การค้าเพื่อขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้
  • ต่อรองกับเจ้าหนี้ธนาคารเพื่อขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้หมุนเวียน
  • ต่อรองกับเจ้าหนี้ธนาคารเพื่อขอปรับเงินกู้หมุนเวียนเป็นเงินกู้ระยะยาว
  • ขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นรายเดิม หรือ รายใหม่

ขณะนี้เวลาเกือบตีสาม....เสียงหมาหอนส่งต่อกันมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปากซอยจนท้ายซอยเหมือนกับพวกมันเห็นบางสิ่งบางอย่าง ผมเดินไปริมหน้าต่างแล้วมองออกไปที่ถนนท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ...

เขียนแผนธุรกิจ (Business Plan)

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์
 
หนังสือ E Book "เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง" 
 
สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebmarket.com
 
 


เนื้อหาตัวอย่างการจัดทำงบกำไรขาดทุนล่วงหน้า (Pro Forma Income Statement) โดยใช้ Excel
 
ภาพที่ 1 : การแสดงสูตรการ Link ไฟล์ Excel
 
 
ภาพที่ 2 : ผลลัพธ์จากการคำนวณ
 


ภาพที่แสดงนี้เป็นเพียงบางส่วน ซึ่งในหนังสือยังสอนการสร้างงบดุลล่วงหน้า (Pro Forma Balance Sheet) และงบกระแสเงินสดล่วงหน้า (Pro Forma Cash Flow) ไว้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังสอนการประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุน (IRR) และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period)

แถมด้วยการวิเคราะห์งบการเงินโดยใช้อ้ตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)

คุ้มจริงๆ อ่านเล่มเดียว เหมือนเข้าเรียนหลักสูตรการบริหารการเงินแทบทั้งหมด

หนังสือเล่มนี้เป็นงาน Master Piece ชิ้นหนึ่ง และมันเป็นงานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปตลอดกาล...

และหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตของคุณเช่นเดียวที่เกิดขึ้นกับผมแล้ว


เจ้าสัว...สอนธรรมในวันมาฆบูชา

เจ้าสัวชวนผมไปเวียนเทียนในวันมาฆบูชาเพื่อจะได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าที่ท่านทรงมีความเมตตาและความกรุณาแก่สัตว์โลกทั้งที่ท่านไม่จำเป็นต้องทำเลยก็ได้ โดยท่านได้แสดงธรรมะอันเป็นหลักคำสอนสำคัญของศาสนา คือ "โอวาทปาฎิโมกท์" ที่กล่าวไว้อย่างย่อดังนี้

"การละเว้นความชั่ว การทำความดี และการทำจิตใจตนเองให้ผ่องใส"

เฮียแกอธิบายต่อเพราะเห็นแววตาผมไม่ตอบสนองใดๆทั้งสิ้นว่า การละเว้นความชั่ว คือ การไม่ทำผิดทั้งกายและวาจา ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ การไม่ลักทรัพย์ การไม่ประพฤติในกาม การไม่พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ และการไม่ดื่มของมึนเมาเพราะเบียดเบียนตนเอง

ส่วนการทำความดี คือ การให้ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ การให้ทานกับผู้อื่นทั้งทางทรัพย์และทางปัญญา ตามกำลังของตนเอง

ส่วนการทำจิตใจตนเองให้ผ่องใส คือ การทำสมาธิให้จิตใจบริสุทธิ์ เพื่อลดความอยากมี อยากเป็น อยากเป็นได้ และการเลิกคิดอาฆาตพยาบาทต่อผู้อื่น

กล่าวโดยสรุปด้วยคำพูดสั้นๆว่า "การพยายามมีสติอย่างสม่ำเสมอ" เพราะเมื่อมีสติ เมื่อนั้นจะเกิดการละเว้นความชั่วอัตโนมัติ จะเกิดการทำความดีอัตโนมัติ และจะเกิดจิตใจผ่องใสอัตโนมัติ ทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นในขณะจิตเดียวเมื่อจิตเกิดสติขึ้นมา

ผมถามต่อว่า การเกิดสติทำได้อย่างไร ?

แกตอบทันควัน การเกิตสติได้ต้องมีการฝึกสติมาก่อน การฝึกสตินั้นทำได้โดยเราต้องพยายามจดจำสิ่งใดที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต อันประกอบด้วย ความโกรธ ความโลภ และความหลง เมื่อเราจดจำสภาวะของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนแล้ว สติจะเกิดขึ้นเองเมื่อสภาวะเหล่านี้เกิดขึ้น 

เมื่อสติเกิดขึ้นเองบ่อยๆ เราจะพบความจริงที่ไม่ตายว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้จิตรับรู้นี้มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา  อธิบายได้ว่าเกือบทุกสิ่งในโลกนี้ จักรวาลนี้ โลกหน้า จักรวาลหน้า ไม่เที่ยง แปรปรวนเปลี่ยนแปลง และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยไม่มีใครบังคับหรือสั่งได้

ผมถามด้วยความอยากรู้ เกือบทุกสิ่งแสดงว่ามีบางสิ่งที่ไม่มีไตรลักษณ์คืออะไรครับ ?

แกจ้องตาผมแล้วตอบกลับ เมื่อเกิดสติอัตโนมัติจะเข้าใจเองว่าบางสิ่งนั้นคืออะไร....

เจ้าสัว...แผนฟื้นฟูกิจการ ตอนที่ 1

เจ้าสัวแกโทรหาผม บอกว่าแกมีธุรกิจที่ร่วมลงทุนไว้หลายแห่งขณะนี้มีอยู่แห่งหนึ่งที่มีปัญหาด้านธุรกิจแกจึงฝากผมเข้าไปคุยกับผู้บริหารแล้วทำแผนฟื้นฟูมาเสนอแก ผมยินดีรับทำด้วยความเต็มใจเพราะน้ำใจแกที่ช่วยเหลือผมมาตลอดและคงชดใช้บุญคุณกันในชาตินี้ไม่มีวันหมด

หลังจากผมได้คุยกันผู้บริหารแล้ว ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกแบบเครือข่าย (Chain Stores) กระจายในห้างสรรพสินค้าที่ตั้งในเมืองหลวงทั้งหมดจึงได้สรุปสถานการณ์ปัจจุบันและปัญหาที่พบดังนี้

สถานการณ์ปัจจุบัน (Today's Situation)
  • อุตสาหกรรมธุรกิจค้าปลีกแบบนี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวมาเกือบ 1 ปี
  • การแข่งขันรุนแรงเพิ่มขึ้น คู่แข่งใช้กลยุทธ์ด้านลดราคาสินค้า
  • ต้นทุนการสินค้าสูงขึ้น เนื่องจากการปรับขึ้นของค่าแรง และวัตถุดิบการผลิต 
  • การปรับขึ้นของค่าเช่าในห้างสรรพสินค้า
  • เจ้าหนี้การค้า (Suppliers) ลดระยะเวลาการให้เครดิตสินค้า
  • เจ้าหนี้ธนาคารขอลดวงเงินกู้หมุนเวียน (Working Capital)
  • ยอดขายประจำปีลดลงและขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็นอย่างมาก
  • ส่วนครองตลาด(Market Share) ของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาที่พบ (Problem Findings)

  ด้านการตลาด
  • ผู้จัดการฝ่ายการตลาดไม่สามารถวิเคราะห์ตลาดและลูกค้าของตนเองได้อย่างชัดเจน
  • ค่าใช้จ่ายทางการตลาดใช้จ่ายเกินกว่างบประมาณการที่ตั้งไว้ 
  • ค่าใช้จ่ายทางการตลาดไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  • ผู้จัดการฝ่ายขายไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการจัดแสดงสินค้าในร้านตนเอง
  • ฝ่ายการขายขาดการ update ฐานลูกค้าของตนเองอย่างสม่ำเสมอ
  • ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและการขายไม่ประสานงานกัน
  ด้านสินค้าและส่งมอบสินค้า
  • สินค้าขาดความเป็นเอกลักษณ์
  • สินค้ามีอัตราการขายเทียบกับสินค้าคงเหลืออยู่ในระดับที่ต่ำมาก
  • ระยะเวลาการออกสินค้าใหม่ค่อนข้างช้าทำให้เสียโอกาสในการขาย
  • สินค้าคงเหลือสูงซึ่งส่วนใหญ่ล้าสมัย และไม่มีแผนงานในการลดสินค้าคงเหลือเหล่านี้
  • ระบบกระจายสินค้า (Logistic) ไม่มีประสิทธิภาพเป็นผลทำให้เสียโอกาสในการขาย
 ด้านบุคลากร
  • ผู้บริหารระดับกลางขาดทักษะในบริหารบุคคล (Human Skill)
  • พนักงานขาดแรงจูงใจในการทำงาน
  • ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงโดยวัดจากยอดขายต่อจำนวนพนักงานลดลง
  • การสูญเสียพนักงานขายที่มีความสามารถให้กับคู่แข่ง
  • อัตราการเปลี่ยนงานของพนักงานขาย (Turnover Rate) สูงกว่าอุตสาหกรรม
  • การฝึกอบรมพนักงานขายไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
 ด้านการเงิน
  • กิจการเข้าสู่ภาวะการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะเงินจมในสินค้าคงเหลือ และผลขาดทุนจากการทำธุรกิจ
  • การเปิดสาขาใหม่มีค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่วางแผนไว้ และยอดขายต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้
  • กิจการมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้กับแบงก์
ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงดาวระยิบระยับราวกับว่าดวงดาวเหล่านี้ไม่เคยดับแสงมาหลายชั่วอายุคน และจิตใจล่องลอยออกไปคิดหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อฟื้นฟูธุรกิจนี้ให้กับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

เจ้าสัว...สอนการเป็นนักบริหารชั้นเยี่ยม (ต่อ)

ระหว่างที่ผมขับรถกลับจากพบเจ้าสัว จิตผมคุ้นคิดเกี่ยวกับคำสอนของแกที่กล่าวก่อนแยกจากกันว่า

การเป็นนักบริหารชั้นเยี่ยมได้นั้นจะต้องเริ่มต้นจาก เก่งงาน (Technical Skill) คือ ทำงานในสายงานของตนเองให้ได้อย่างน้อย 10 ปี เพราะเป็นช่วงระยะเวลาที่ความรู้จะปรับเปลี่ยนไปสู่ความเข้าใจ โดยกระบวนการเปลี่ยนความรู้เป็นความเข้าใจได้นั้นต้องอาศัยการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เมื่อเก่งงานแล้ว ก็ต้องฝึกฝนตนเองในเรื่องการสร้างทีมงาน คือ การเก่งคน (Human Skill) เพราะการทำงานใหญ่ได้นั้นต้องอาศัยทีมงาน โดยทีมงานต้องมีจิตวิญญาณรวมกัน (Team Spirit) มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มีความสามัคคีกัน มีความเห็นอกเห็นใจและส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยบุคคลที่จะสร้าง Team Spirit ได้นั้นต้องเป็นผู้บริหารเท่านั้น

เมื่อเก่งงาน และเก่งคนได้แล้ว ผู้บริหารต้องพัฒนาตนเองให้การเก่งคิด (Conceptual Skill) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางแผนสำหรับธุรกิจ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) และสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจ ซึ่งนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้นของบุคคลในองค์กร


หากนำทั้งสามเก่งรวมกันเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับธุรกิจ คือ การเก่งงานอย่างเดียว เสมือนการเปิดร้านค้าเล็กๆ 1 แห่ง ซึ่งเจ้าของเป็นผู้บริหารเอง ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด นับตั้งแต่ การสั่งสินค้าเข้ามาขายในร้านเอง การจัดสินค้าในร้านเอง การขายสินค้าและติดต่อลูกค้าเอง การเก็บเงินเข้าแบงก์เอง การทำบัญชีและภาษีเอง ดังนั้นเวลาทำงาน 100% เป็นเรื่องงานทั้งหมด

แต่หากเก่งงานและเก่งคนด้วย เสมือนการเปิดร้านขนาดกลาง ซึ่งเจ้าของเป็นผู้บริหาร และจ้างลูกจ้างมืออาชีพเข้ามาแบ่งความรับผิดชอบบางส่วนให้ โดยเจ้าของจะใช้เวลาในการบริหารลูกจ้างมืออาชีพ และดูแลงานเฉพาะส่วนที่มีความสำคัญกับธุรกิจเท่านั้น ดังนั้นเวลาทำงาน 100% แบ่งเป็นเรื่องงาน 50% และเรื่องคน 50%

แต่หากเก่งงาน เก่งคน และเก่งคิดด้วย เสมือนการเปิดร้านจำนวนหลายสาขาทั่วประเทศ (Chain Stores) ซึ่งเจ้าของกระจายงานเกือบทั้งหมดให้กับลูกจ้างมืออาชีพ และใช้เวลาส่วนใหญ่กับการมองภาพรวมของธุรกิจและอุตสาหกรรมของตนเอง ดังนั้นเวลาทำงาน 100% แบ่งเป็นเรื่องงาน 10% เรื่องคน 40% และเรื่องคิด 50%

กล่าวโดยสรุปได้ว่า นักบริหารชั้นเยี่ยมต้องพัฒนาตนเองจาก เก่งงาน เป็น เก่งคน และเก่งคิดในที่สุด เปรียบได้กับการสร้างกระท่อมสามารถสร้างคนเดียวได้ แต่ไม่สร้างเมืองต้องอาศัยคนและการวางแผนที่ดี การทำธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ทำธุรกิจขนาดใหญ่ เหนื่อยคนละแบบแต่เท่าๆกัน แต่ผลลัพธ์แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

สายตาผมมองทอดยาวออกไปสุดปลายถนนท่ามกลางแสงสลัวของไฟถนน แต่จิตใจกับสว่างไสวเสมือนได้พบแสงสว่างทีปลายอุโมงค์

เจ้าสัว...สอนการเป็นนักบริหารชั้นเยี่ยม

เจ้าสัวบอกกับผมว่า "ปี 2557 นี้ เป็นอีก 1 ปีที่ท้าทายมากสำหรับการทำธุรกิจ เพราะสภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทยชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว และหนักที่สุดคือ ไตรมาสที่ 4 ที่มีบ้านเมืองเรามีปัญหาจากการเมือง และค่าดว่าปีนี้คงเป็นอีกปีที่สาหัสไม่น้อยกว่าปีก่อน แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวโดยมีหัวหอกหลัก คือ สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น"

เจ้าสัวเสริมต่อว่า "การทำธุรกิจต้องรู้จักปรับตัวเองอยู่เสมอ รู้จักว่าวิเคราะห์ตลาดของตนเอง บริหารจัดการภายในองค์กรตนเอง รวมไปถึงรู้จักวิเคราะห์คู่แข่ง"

"สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ คือ ผู้บริหารองค์กรโดยเฉพาะผู้บริหารสูงสุด เพราะผู้บริหารสูงสุด คือคนที่มีอำนาจมากที่สุดจะเป็นกำหนดความเติบโตมั่งคั่งขององค์กร หรือนำความวิบัติมาสู่องค์กร"

กรณีที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การที่ผู้บริหารองค์กรมีการตัดสินใจผิดครั้งใหญ่ เช่น ลงทุนโครงการขนาดใหญ่แล้วไม่เป็นไปตามคาดการณ์ไว้ นำไปสู่การขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และการล้มละลายขององค์กรในที่สุด หรือ นำไปสู่การขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนมหาศาลส่งผลให้สัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมลดลงเป็นอย่างมาก (Dilution Effect) ตัวอย่างดังนี้

ผู้ถือหุ้นเดิมมีหุ้นทั้งหมด 1.0 ล้านหุ้น คิดเป็น 100% (1 x 100% / 1) ต่อมาต้องขายหุ้นเพิ่มทุนเนื่องจากกิจการขาดสภาพคล่องส่งผลให้ต้องขายหุ้นเพิ่มทุนใหม่ 3.0 ล้านหุ้น ดังนั้น ผู้ถือหุ้นเดิมจะมีสัดส่วนหุ้นจาก 100% เหลือ 25% ( 1 x 100% / 4)

การขายหุ้นเพิ่มทุนทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมเสียอำนาจในการควบคุมกิจการ และโอกาสได้รับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลลดลง (Dividend Yield)

ดังนั้นคุณสมบัติที่ดีของผู้บริหารชั้นเยี่ยมประกอบด้วย 1) ต้องมี Technical Skill 2) ต้องมี Human Skill และ 3) ต้องมี Conceptual Skill

Technical Skill คือ ทักษะด้านงาน หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจกับงานที่รับผิดชอบได้อย่างดีเลิศ

Human Skill คือ ทักษะด้านคน หมายถึง สามารถบริหารคนให้เหมาะสมกับงาน และผลักดันให้พนักงานทั่วทั้งองค์กรใช้ศักยภาพสูงสุดของตนเองออกมาสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร

Conceptual Skill คือ ทักษะด้านมองภาพรวม หมายถึง สามารถเห็นภาพรวมของธุรกิจทั้งหมด และของอุตสาหกรรมของตนเอง หรือ อีกนัยหนึ่งที่คนชอบพูดกันว่า มีวิสัยทัศน์ เพื่อนำพาองค์กรไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง

ทักษะทั้งสามอย่างนี้เป็นเป็นการเรียงลำดับจาก Technical Skill ไปสู่ Conceptual Skill นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าก่อนที่เราจะเป็นผู้บริหารชั้นเยี่ยมได้ต้อง เริ่มจากทำงานหนักมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี เพื่อหาประสบการณ์และพัฒนาทักษะด้านงานให้ดีเยี่ยม หลังจากนั้นเราจึงจะสามารถสร้างทีมงานที่ดีได้เพราะเราเป็นพี่เลี้ยงที่เก่งและทีมงานยอมรับในตัวเรา เมื่อมีทีมที่ดี เราจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของทีมงานให้พุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่วางไว้อย่างไม่มีข้อกังขา

กล่าวโดยสรุปอย่างง่ายๆได้ว่า ผู้บริหารชั้นเยี่ยมประกอบด้วย เก่งงาน เก่งคน และเก่งคิด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกจ้องมองผมเหมือนตั้งคำถามว่า ผมรู้ตัวหรือยังว่ายังขาดคุณสมบัติใดบ้าง... และเสริมต่อว่า "คิดการใหญ่ต้องใช้คนดีมีฝีมือ"
 

โพสต์แนะนำ

เลือกหุ้น เล่นหุ้น

ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก  ทางแก้ปัญหาข...