สอนหุ้นแบบปัจจัยพื้นฐาน และกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง รวมทั้งช่วงเวลาในการลงทุน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนพร้อมกับลดความเสี่ยงในการซื้อขายหุ้น #Fundamental Analysis , Strategy of Risk Diversification , Right Timing , and Low Risk High Return#
หุ้นค้าปลีกระดับโลก (Global Retail Stock)
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "หนึ่งนาทีของคนเราไม่เท่ากัน"
ดังนั้นหากผมต้องการให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วคงต้องหากิจกรรมสักอย่างหนึ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ผมเอื้อมมือไปหยิบงบการเงินของบริษัทค้าปลีกระดับโลกที่เก็บไว้มาเกือบ 1 ปี เพื่อวิเคราะห์ว่าบริษัทระดับโลกเขามีอัตราส่วนทางการเงินเป็นอย่างไร
จากการวิเคราะห์พบว่าบริษัทแห่งนี้มีอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญดังนี้
1) ยอดขายเติบโตเฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 10% ต่อปี
2) กำไรจากการดำเนินงานเติบโตเฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 9% ต่อปี
3) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 50%
4) อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 15% ต่อปี
5) ROIC เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 30% ต่อปี
6) ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) มากกว่า 200 เท่า
7) หนี้สินต่อทุน (D/E) เท่ากับ 0.5 เท่า
8) อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 2 เท่า
9) รอบหมุนเวียนเงินสด (Cash Conversion Cycle) เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 10 วัน
จากอัตราส่วนทางการเงินข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า บริษัทมีการเติบโตปานกลาง ดูได้จากข้อ 1) - 2) แต่ความสามารถในการทำกำไรสูงมาก ดูได้จาก ข้อ 3) - 5) มีความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) ต่ำ ดูได้จาก ข้อ 6) - 7) และมีสภาพคล่องสูงมาก ดูได้จาก ข้อ 8) - 9)
สรุปอีกครั้งได้ว่า สุดยอดจริงๆ งบสวยแบบไม่มีที่ติส่งประกวดได้เลยครับ เกิดความสุขโชยขึ้นมาเป็นระยะๆ มโนต่อได้ว่าเจอะหุ้นทองคำอีกแล้วครับท่าน
เสียงแตรดังลั่นจากรถคันหลัง....ผมยกมือขึ้นขอโทษแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 3
ROIC = EBIT (1-T) x 100% / Invested Capital
ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100%
หากวันใดมีที่ท่านต้องการจะสร้างธุรกิจด้วยตนเองท่านอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้ามีเงินลงทุน 100 ล้านบาท ท่านจะต้องสร้างยอดขายต่อปีเท่ากับเท่าไหร่ จึงจะมีผลตอบแทนเท่ากับอุตสาหกรรมที่จะลงทุน
ท่านต้องเริ่มหาข้อมูลก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งสามารถค้นหาและอ้างอิงได้จากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าท่านจะทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
1) หาข้อมูลของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
2) คำนวณหา ROIC ของแต่ละบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในหมวดอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงสมการได้จากอัตราผลตอบแทนข้างต้น หรือ บทความอัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 1
3) หาค่าเฉลี่ยของ ROIC ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด เพื่อนำมาเป็นค่าเฉลี่ย ROIC ของอุตสาหกรรม
4) คำนวณหา Operating Profit Margin (OPM) ของแต่ละบริษัทจดทะเบียนฯ อ้างอิงได้จากสมการดังนี้
Operating Profit Margin = EBIT / Sales
5) หาค่าเฉลี่ยของ OPM ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด เพื่อนำมาเป็นค่าเฉลี่ย OPM ของอุตสาหกรรม
สมมติว่า หาค่า ROIC ตามข้อ 3) ได้เท่ากับ 15% และ OPM ในข้อ 5) เท่ากับ 0.1 ดังนั้นยอดขายต้องเท่ากับ 187.5 ล้านบาท โดยมีรายการคำนวณดังนี้
ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100%
เขียนสมการใหม่ได้เป็น
Sales = (ROIC / (OPM x (1-T) x 100%)) x IC
โดยที่ IC = เงินลงทุน , T เท่ากับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
Sales = (15% / (0.1 x (1 - 20%) x 100%)) x 100 = 187.5 ล้านบาท
กล่าวโดยสรุปได้ว่า หากท่านต้องใช้เงินลงทุน 100 ล้านบาท ต้องการผลตอบแทน 15% ต่อปี มีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) เท่ากับ 0.1 หรือ 10% ท่านต้องสร้างยอดขายให้ได้เท่ากับ 187.5 ล้านบาทต่อปี
วันเวลาไม่เคยหยุดเดิน...ส่วนตัวท่านหยุดเดินตามฝันแล้วหรือ ??? ...
อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 2
ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100% ....สมการประยุกต์
จากสมการจะเห็นได้ว่า เราสามารถเพิ่ม ROIC ของกิจการได้ ด้วย 2 วิธี คือ
1) เพิ่ม Operating Profit Margin (OPM)
การเพิ่ม OPM คือ การเพิ่มความสามารถในการทำกำไรเทียบกับยอดขาย อันประกอบด้วย การปรับราคาขาย และ/หรือ การลดต้นทุนขาย และการลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
2) เพิ่ม Capital Turnover (CT)
การเพิ่ม CT คือ การลดเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์สุทธิ สามารถทำได้ดังนี้
- ลดเงินสดส่วนเกินที่มีอยู่ในกิจการ กระทำได้โดยการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือ การจ่ายคืนหนี้เงินกู้ยืมที่มีดอกเบี้ย
- การลดระยะเวลาในการเก็บเงินจากลูกค้า กล่าวคือ พยายามหาช่องทางในการขายสินค้าที่เป็นเงินสดเพิ่มขึ้น จากที่เคยขายทั้งหมดเป็นการให้เครดิต อาจทำได้โดยการออกงานแสดงสินค้าเพื่อขายตรงให้กับลูกค้ารายย่อย ทดแทนรายใหญ่ที่ขายให้เครดิต
- การลดระยะเวลาในการขายสินค้า กล่าวคือ พยายามขายสินค้าคงเหลือให้เร็วขึ้น ซึ่งสามารถกระทำได้โดยการขายลดราคาสินค้าคงเหลือเป็นประจำทุกปี หรือ ขายสินค้าให้ผ่านช่องทางที่หลากหลาย หรือ ลดระยะเวลาในการผลิตสินค้า
- ขายสินทรัพย์ถาวรที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับกิจการ เช่น ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือเลิกผลิตสินค้าด้วยตนเอง แต่ว่าจ้างผู้อื่นผลิตให้ (Outsourcing) หรือ ใช้วิธีเช่าแทนที่จะลงทุนสินทรัพย์ถาวรด้วยตนเอง
- ขอเครดิตเพิ่มขึ้นจากเจ้าหนี้การค้า กระทำได้โดยการรวบรวมการสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือ สินค้า เป็นปริมาณมากๆในคราวดียว เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองเพื่อขอขยายระยะเวลาการได้รับเครดิตที่ยาวขึ้น
หากดำเนินการตามข้อ 1) และ 2) ข้างต้น ROIC จะดีขึ้น ซึ่งส่งผลการกู้เงินกับแบงก์จะง่ายขึ้น และได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกลง แต่หากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ย่อมทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นร่ำรวยขึ้นไปตามๆกัน อีกทั้งหากต้องจะขายหุ้นเพิ่มทุนย่อมทำให้ขายหุ้นแล้วได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ในขณะที่เสียสัดส่วนหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นรายใหม่ในจำนวนน้อย
แสงดาว...สายลม...ละอองฝน...นอนหลับฝันดีแล้วเจอะกันใหม่ครับ
อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 1
หากท่านเป็นเจ้าของกิจการ และ/หรือ นักลงทุนในหุ้นประเภทถือหุ้นยาวโดยอ้างอิงจากผลประกอบการของบริษัทที่ลงทุน ท่านจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักและเข้าใจ "อัตราผลตอบแทนของกิจการ (Return on Invested Capital : ROIC)" เนื่องจาก ROIC จะบอกให้ท่านทราบว่าที่ผ่านมากิจการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเท่าไหร่ต่อปี และหากท่านต้องการเพิ่มผลตอบแทนต้องปรับปรุงรายการใดบ้างในกิจการ สมการของ ROIC แสดงได้ดังนี้
สามารถเขียนสมการในอีกรูปแบบได้ดังนี้:
ROIC = Operating Profit Margin x (1-T) x Capital Turnover x 100%
หรือจัดสมการใหม่ให้มีรูปแบบง่ายๆ ดังนี้:
โดยที่:
EBIT = ยอดขาย - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ......สมการ 1.
T = อัตราภาษีนิติบุคคล
Invested Capital (IC) = สินทรัพย์ - หนี้สินที่ไม่มีดอกเบี้ย ........สมการ 2.
จากสมการข้างต้นทำให้ท่านสามารถคำนวณหาอัตราผลตอบแทนของกิจการได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างการคำนวณ:
บริษัทพี่รักทุกคน มียอดขาย 100 ล้านบาท มีต้นทุนขาย 80 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 10 ล้านบาท มีสินทรัพย์ 100 ล้านบาท มีหนี้สินที่ไม่มีดอกเบี้ยอันได้แก่ เจ้าหนี้การค้า หนี้สินหมุนเวียนอื่น จำนวน 10 ล้านบาท
จากข้อมูลข้างต้นสามารถคำนวณ ROIC ได้เท่ากับ 8.89% โดยมีรายการคำนวณดังนี้
- จากสมการ 1. EBIT = 100 - 80 - 10 = 10 ล้านบาท
- จากสมการ 2. IC = 100 - 10 = 90 ล้านบาท
- จากสมการ 0. ROIC = 10 x (1-20%) x 100% / 90 = 8.89% ต่อปี
โดยที่ T = 20% ตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทย แต่ถ้าบริษัทนี้จดทะเบียนในต่างประเทศก็ให้ใช้อัตราภาษีนิติบุคคลของประเทศที่ไปจดทะเบียนทำธุรกิจ
ROIC เท่ากับ 8.89% หมายถึง บริษัทนี้สร้างผลตอบแทนเท่ากับ 8.89% ต่อปี กล่าวคือ หากมีเงิน 100 บาท จะให้ผลตอบแทนเท่ากับ 8.89 บาท
ส่วนสมการประยุกต์ข้างต้นจะอธิบายต่อไปในบทความหน้า...ขอให้ดูบอลโลกให้สนุกครับ ระหว่างยุโรป กับละตินอเมริกา ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา
กู้เงินทำธุรกิจ
คู่มือ…กู้เงินทำธุรกิจ SMEs ด้วยตนเอง เล่มนี้ เป็นเรื่องราวของนายปานเทพ ชายคนหนึ่งที่ทุ่มเทชีวิตให้กับการทำงานเป็นลูกจ้างมากว่า 10 ปี แต่ผลตอบแทนที่ได้รับจากบริษัทกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาได้ทำให้ ปานเทพทำใจไม่ได้กับความจริงที่ได้รับ เขาจึงทิ้งโลกไปโดยมีเหล้าเป็นเพื่อนคอยปลอบประโลมใจ
แต่แล้วเสียงของหญิงที่รักปานเทพมากที่สุดก็ปลุกให้เขาตื่นจากความผิดหวัง ปานเทพกลับมาในโลกได้เพราะความรักที่แม่มีต่อเขา…รักที่มีแต่ให้…รักที่ไม่มีเงื่อนไข…รักจนลมหายใจสุดท้าย
ส่วนความดีของพ่อที่เคยสร้างไว้กับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ก็ตอบแทนปานเทพด้วยข้อเสนอทางธุรกิจที่ยากจะปฏิเสธ ทำให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะเจ้าของธุรกิจ SMEs แต่เขาต้องประสบปัญหาเดิมๆที่ผู้ประกอบการแทบทุกคนต้องเจอ คือ การขาดแคลนเงินทุน
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับปานเทพ และต้องการใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเดียวกับเขา คือ “ต้องการกู้เงินจากแบงก์” โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกู้ให้ได้เพียงอย่างเดียว หากคุณมีเงื่อนไขเช่นนี้แล้ว คุณจำเป็นต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ด้วยตนเอง
คำถามที่ 1 คุณรู้หรือเปล่า…เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร ?
คำถามที่ 2 คุณรู้หรือเปล่า…ว่าแหล่งที่มาของเงินทุนมาจากไหนบ้าง ?
คำถามที่ 3 คุณรู้หรือเปล่า…ว่าแบงก์จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการปล่อยกู้ ?
คำถามที่ 4 คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการเปลี่ยนงบกำไรขาดทุน เป็นงบกระแสเงินสด ?
คำถามที่ 5 คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการประเมินความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย ?
คำถามที่ 6 คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการประเมินความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ ?
คำถามที่ 7 คุณรู้หรือเปล่า…วิธีกู้เงินจากแบงก์โดยไม่ใช้หลักประกัน ?
คำถามที่ 8 คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการบริหารวงเงินกู้ทำอย่างไร ?
คำถามที่ 9 คุณรู้หรือเปล่า…ว่าแบงก์ให้วงเงินกู้สูงสุดเทียบจากอะไร ?
คำถามที่ 10 คุณรู้หรือเปล่า…ว่าควรกู้เงินเท่าไรดี ?
คำถามที่ 11 คุณรู้หรือเปล่า…ว่าจะกู้ระยะสั้น และระยะยาวจำนวนเท่าไรดี ?
หากคุณไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ด้วยตนเองแล้ว อย่าเพิ่งตกใจ! เพราะเรื่องราวของปานเทพจะทำให้ท่านทราบคำตอบเหล่านี้ทั้งหมดได้เมื่ออ่านจนจบบทสุดท้าย
คู่มือหาเงินทำธุรกิจ
บททดสอบที่ 4 หากตัดสินใจจะ “ระดมทุน” แล้ว เราต้องการเงินทุนจำนวนใด ?
หากผู้อ่านมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจ และสามารถตอบคำถามได้ด้วยตนเองแล้ว ย่อมเป็นการพิสูจน์ได้ว่าท่านมีความรู้ทางด้านบริหารการเงินพร้อมแล้วที่จะเดินทางไปสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
โพสต์แนะนำ
เลือกหุ้น เล่นหุ้น
ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ทางแก้ปัญหาข...
-
ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) และ WACC คืออะไร? ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปคือ WACC (Weighted...
-
ค่าเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety : MOS) มีไว้เพื่อป้องกันการประเมินมูลค่าหุ้นผิดพลาด เพราะการผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอสืบเนื่องจากมีปัจจัย...
-
ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ หนังสือ E Book "เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง" สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebma...
-
มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value per Share : IVPS ) ประกอบด้วยมูลค่าหลัก 3 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้ [การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได...
-
ถาม : ตอนนี้ผมทำธุรกิจส่วนตัว และต้องการตั้งเป้าหมายการขายให้กับฝ่ายขาย อาจารย์พอจะมีวิธีที่ใช้ประมาณการขายหรือเปล่าครับ ตอบ : การตั้งเป...

.jpg)