เล่นหุ้นอย่างมีจินตนาการ ตอนที่ 3

ลูกศิษย์ : วันที่ผมขอระบายความในใจให้อาจารย์ฟังหน่อยนะครับ … คือว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมตามอ่านบทความและได้เข้าไปฟังการบรรยายของอาจารย์มาเป็นประจำ ผมชอบอาจารย์มากนะครับ


อาจารย์ : แต่ผมไม่ได้เป็นเXX ต้องขอโทษด้วยที่ไม่สามารถตอบรับความปรารถนาดีของคุณได้


ลูกศิษย์ : ผมพูดผิดครับ ผมขอเปลี่ยนคำพูดจากชอบอาจารย์ เป็น ชอบแนวทางการลงทุนของอาจารย์


อาจารย์ถอนหายใจเพราะไม่ชอบทำให้ใครผิดหวัง และเสริมต่อว่า ตกลงคุณจะระบายเรื่องอื่นใช่หรือเปล่า


ลูกศิษย์ : ใช่ครับ จากแนวทางที่อาจารย์สอนในการลงทุน ผมได้ลองลงทุนตามแล้วเครียดมากเลยครับ เพราะตลาดหุ้นตกลงมาเรื่อยๆ จาก 1,550 จุด เหลือ เพียง 1,400 จุด ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ผมควรทำอย่างไรดีครับ


อาจารย์ : นอกจากคุณอ่านบทความผมแล้ว ผมเห็นว่าคุณควรอ่านหนังสือธรรมะด้วย เพราะการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ คือ การต้องมีความมั่นคงในอารมณ์ และเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎของความไม่แน่นอน ดังนั้นวันนี้คุณอาจขาดทุน แต่พรุ่งนี้คุณอาจกำไร และจำไว้เสมอว่า เวลาคุณขาดทุน คุณขาดทุนอย่างจำกัด แต่เวลาคุณมีกำไร คุณมีกำไรอย่างไม่จำกัด


ลูกศิษย์ : หมายความว่าอย่างไรครับ ช่วยขยายความให้ด้วยครับ


อาจารย์ยกแก้วน้ำส้มปั่นขึ้นดูดแล้วจึงเริ่มอธิบายว่า “ สมมติว่าคุณลงทุนในหุ้น 1 ล้านบาท เวลาคุณขาดทุน คุณจะขาดทุนได้เต็มที่ คือ 1.0 ล้านบาท แล้วเวลาคุณมีกำไร คุณมีกำไรได้ตั้งแต่ 1 ล้านบาท จนถึง 100 ล้านบาท เลยก็ได้”


อีกอย่างหนึ่งที่คุณบอกว่าตลาดหุ้นตกจาก 1,500 จุด เหลือ 1,400 จุด จะเห็นว่า ตกลง 150 จุด คือ คิดเป็นการตกลงแค่ 10% เอง ซึ่งแทบไม่มีนัยสำคัญเลย และจงจำไว้ว่า ตกลงนี้อาจเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวเท่านั้น เพราะความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาด สิ่งที่สำคัญก็คือ หุ้นที่คุณลงทุนนั้นมีปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หากคุณตรวจสอบพบว่า หุ้นที่คุณลงทุนยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีอยู่ และในอนาคตก็ยังจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง คุณก็ไม่ต้องทำอะไร แค่ อดทน…สงบสุข และก็อดทน..สงบสุข เท่านั้น


ลูกศิษย์ : อาจารย์สุดยอดจริงๆ ครับ ทำไมอาจารย์ถือหุ้นได้เป็นหลายปีเลยครับ ช่วยทำให้ผมกระจ่างได้หรือไม่ครับ


อาจารย์ : ก็ผมจินตนาการว่าจะรวยจากตลาดหุ้น ลองดูสมการนี้


เงินในอนาคต = เงินลงทุนเริ่มต้น x (1 + อัตราผลตอบแทนต่อปี) ^ ปี

เงินลงทุน1,000,000บาทอัตราผลตอบแทน12%ต่อปี
ระยะเวลา   10     20       30      40     50ปี
เงินในอนาคต3,105,8489,646,29329,959,92293,050,970289,002,190บาท

ลองคิดดูว่าถ้าผมลงทุนได้อัตราผลตอบแทนเท่ากับ 12% ต่อปี ด้วยเงินลงทุนเพียง 1 ล้านบาท พบว่า ในอีก 30 ปี ข้างหน้า ผมจะมีเงินถึง 30 ล้านบาท และถ้าผมมีอายุยืนทำให้สามารถลงทุนได้ 50 ปี ผมจะมีเงินถึง 289 ล้านบาท

แค่นี้ผมก็เกิดความสงบสุขแล้ว ได้สองเด้งเลย รวยด้วย และมีความสุขด้วย จะเห็นว่าการรวยต้องประกอบด้วย 2 องค์ประกอบด้วยกัน คือ จำนวนเงินลงทุนเริ่มต้น และระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนาน เอาล่ะแค่นี้ก่อนนะเพราะผมจะไปปาร์ตี้แล้ว…

เล่นหุ้นอย่างมีจินตนาการ ตอนที่ 2

ลูกศิษย์ : ครั้งที่แล้ว อาจารย์ให้ผมจินตนาการ ว่าหุ้น A ราคาตกลงจาก 100 บาท เหลือ 50 บาท แล้วต่อมาราคาเด้งกลับมาที่ 100 บาท เหมือนเดิมก่อนตก แต่ยังไม่ได้พูดถึง “ปรัชญาการลงทุนที่สำคัญ ก็คือ ราคาหุ้นจะปรับตัวเข้าใกล้มูลค่าที่แท้จริงของมันเองเสมอ (Intrinsic Value : V) ในระยะยาว” อาจารย์ช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยครับ

อาจารย์ : จะเห็นว่าราคาหุ้นที่ยกตัวอย่างนั้น ยังไม่ได้พูดถึงมูลค่าที่แท้จริง สมมติว่า หุ้น A มีมูลค่าหุ้นที่แท้จริงเท่ากับ 200 บาท ดังนั้นจะเห็นว่าหุ้นก่อนตกคือ ราคา 100 บาท ก็ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่ 200 บาท โดยสามารถคำนวณหาส่วนลดมูลค่าหุ้น (Share Discount) ได้ดังนี้

ส่วนลดมูลค่าหุ้น = (มูลค่าหุ้น – ราคาหุ้น) x 100% / มูลค่าหุ้น

สามารถคำนวณส่วนลดมูลค่าหุ้น A โดยการแทนค่าในสมการได้ดังนี้

ส่วนลดมูลค่าหุ้น = (200 – 100) x 100% / 200 = 50%

หากหุ้น A ตกลงมาเหลือ 50 บาท ดังนั้นส่วนลดมูลค่าหุ้นจะเท่ากับ 75% จะเห็นได้ว่าหุ้น A ถูกสุดๆ เหมือนฤดูกาลลดราคาสินค้าในห้างเลย แบบนี้เราต้องรีบ shopping เลย มีเท่าไหร่ซื้อหมด ซื้อแบบหมดตัว

แต่หากหุ้น A ในอนาคตเด้งกลับไปสูงกว่าราคาเดิมที่ 100 บาท เรายังไม่ต้องขายเพราะมันยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง 200 บาท รออีกจนราคาหุ้นวิ่งไปที่ 200 บาท เพราะเราเชื่อมั่นว่าราคาหุ้นจะวิ่งไปที่มูลค่าหุ้นที่แท้จริงเสมอ

ดังนั้นกรณีนี้ คุณลองจินตนาการดู คุณจะซื้อหุ้น A ที่ 50 บาท แต่ขายมันที่ 200 บาท จะเห็นว่าคุณทำกำไรได้เท่ากับ 150 บาทต่อหุ้น หรือ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเท่ากับ 300% โดยสามารถแสดงรายการคำนวณได้ดังนี้

อัตราผลตอบแทน = กำไร x 100% / เงินลงทุน

อัตราผลตอบแทน = (200 -50) x 100% / 50 = 300%

จะเห็นว่าหากรีบขายหุ้น A ที่ 100 บาท จะทำให้มีอัตราผลตอบแทนเท่ากับ 100% แต่หากเรารู้มูลค่าหุ้นที่แท้จริง เราจะรอ และขายมันที่ 200 บาท จะทำให้อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจาก 100% เป็น 300%

ลูกศิษย์ : แค่จินตนาการก็มีความสุขแล้วครับ

อาจารย์ : ใช่ สุขแล้วสุขอีก การเล่นหุ้นต้องแบบนี้ มีความสุขแล้วก็รวยด้วย

เล่นหุ้นอย่างมีจินตนาการ ตอนที่ 1

ลูกศิษย์ : ผมอยากรู้ว่าอาจารย์มีเคล็ดลับพิเศษอื่นเพิ่มเติมหรือเปล่าที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้น

อาจารย์ : เคล็ดลับที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ต้องมีจินตนาการในการเล่นหุ้น

ลูกศิษย์ : จินตนาการในการเล่นหุ้น เป็นอย่างไรครับ

อาจารย์ : ก่อนจะตอบ ขอถามคุณเคยเห็นดูฟุตบอลหรือเปล่า

ลูกศิษย์ : เคยดูแน่นอนครับ ทำไมหรือครับ

อาจารย์ : คุณเคยเห็นจินตนาการในการเล่นฟุตบอลหรือเปล่า

ลูกศิษย์ : จินตนาการในการเล่นฟุตบอล คือ การเล่นบอลแบบฝ่ายตรงข้ามคาดการณ์ไม่ถึงใช่หรือเปล่าครับ

อาจารย์ : ถูกต้อง เพราะจินตนาการ คือ การคิดล่วงหน้าออกไปว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรแล้ว แล้วเล่นไปตามความคิดของตนเอง ดังนั้น ทีมบอลที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีนักเต๊ะที่มีจินตนาการในการเล่น เพราะเขาสามารถเปลี่ยนจากเกมรับกลายเป็นเกมรุกทันที โดยฝ่ายตรงกันข้ามไม่ทันตั้งตัว และเป็นฝ่ายเก็บชัยชนะไปในที่สุด

ส่วนจินตนาการในการเล่นหุ้น คือ การเล่นหุ้นแบบตลาดหุ้นคาดไม่ถึง ซึ่งนักลงทุนระดับโลกก็ทำกันเป็นประจำ ยกตัวอย่าง กรณีง่ายๆ ก็คือ ซื้อหุ้นแบบทุ่มสุดตัว เมื่อตลาดตกหนักๆ ซึ่งจะเห็นว่าการกระทำแบบนี้คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นคาดไม่ถึงว่าจะยังมีคนกล้าซื้อ

ที่นักลงทุนระดับโลกทำกัน เพราะเขาจินตนาการออกว่า หุ้นที่ตกหนักๆเหล่านั้นจะเด้งกลับมาอย่างแน่นอนในอนาคต เพราะเขาเข้าใจปรัชญาการลงทุนที่สำคัญ ก็คือ ราคาหุ้นจะปรับตัวเข้าใกล้มูลค่าที่แท้จริงของมันเองเสมอ (Intrinsic Value : V) ในระยะยาว

คุณลองจินตนาการตามที่ผมบอก มีข่าวว่ากรีซจะเบี้ยวหนี้ไม่ยอมจ่ายหนี้ให้กับกลุ่มเจ้าหนี้ ตลาดหุ้นจึงมีการตกลงอย่างรุนแรงเพราะไม่ชอบข่าวร้าย เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ก็เกิดจินตนาการว่าเศรษฐกิจยุโรปจะพังพินาศ และเศรษฐกิจโลกจะพังตามไปด้วย

หุ้น A ซึ่งอยู่ในตลาดหุ้น ก็รับพลอยได้รับข่าวร้ายไปด้วย ทำให้ราคาหุ้น (Market Price : P) ตกลงจาก 100 บาทต่อหุ้น เหลือเพียง 50 บาทต่อหุ้น ทั้งๆที่หุ้น A ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆในการทำธุรกิจกับกรีซ ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าให้กรีซ หรือ การลงทุนในกรีซ

แต่คุณลองจินตนาการแตกต่างว่าหากคุณซื้อหุ้น A ที่ราคาหุ้น 50 บาทต่อหุ้น และถือหุ้น A ไว้ก่อน โดยใช้กลยุทธ์ซื้อแล้วถือ (Buy and Hold Strategy) โดยรอให้ข่าวร้ายผ่านไป แล้วโลกจะกลับเข้าสู่สมดุลเหมือนเดิม เพราะมันรักษาตัวเองเป็นประจำอยู่แล้ว สังเกตได้จากทุกวิกฤตเศรษฐกิจ จะมีการฟื้นตัวกลับมาเสมอ เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

เหมือนทุกอย่างผ่านไป เพราะเวลาไม่เคยหยุดเดิน พบว่า หุ้น A ราคาเพิ่มขึ้นไปในราคาเดิม คือ 100 บาทต่อหุ้น จะพบว่าความพิศวงของตัวเลขก็คือ คุณกำไร 100% ทั้งที่ตอนที่หุ้นตกมันตกลง 50% เท่านั้น ปริศนานี้ไขด้วยสมการดังนี้

หุ้นตก = (ราคาหุ้นก่อนตก – ราคาหุ้นตก) x 100% / ราคาหุ้นก่อนตก ………….. (1)

กำไร   = (ราคาหุ้นขี้น – ราคาหุ้นตก) x 100% / ราคาหุ้นตก ………………(2)

แทนค่าในสมการ (1) และ (2)

หุ้นตก = (100 – 50) x 100% / 100 = 50%

กำไร = (100 – 50) x 100% / 50 = 100%

จะเห็นได้ว่า ทำไมเราต้องซื้อหุ้นตอนตก เพราะมันสร้างผลตอบแทนสูงขึ้นเป็นเท่าตัวเทียบกับภาวะปรกติ การซื้อหุ้นตอนตกเป็นการติดเทอร์โบให้กับการลงทุน

ลูกศิษย์ : แค่จินตนาการตามอาจารย์ผมก็มีความสุขมากแล้วครับ

อาจารย์ : ต้องแบบนี้ ยังไม่ทันได้ซื้อหุ้นก็มีความสุขแล้ว คุ้มจริงๆ ได้ทั้งความสุข ได้ทั้งเงิน เปรียบได้กับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว


ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง ตอนที่ 3

ลูกศิษย์ : อาจารย์นอนพอหรือยังครับ เพราะจะได้อธิบายผมต่อเสียที


อาจารย์ : บางครั้งชีวิตคนเราก็ไม่ได้เป็นดั่งใจเราเสมอไป อยากรู้อาจจะไม่รู้ ไม่อยากรู้อาจเข้าใจเองก็ได้
ลูกศิษย์คิดในใจ สงสัยอาจารย์จะเพี้ยน ถามเรื่องหนี่งตอบเรื่องหนึ่ง


อาจารย์ : ที่ขอให้ผม ยกตัวอย่างประกอบคำบรรยายที่ว่า สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” มาคิดจะทำให้เราพบว่า ราคาหุ้นจะต่ำมาก เพราะมีแต่ละคนเทขายหุ้น ส่งผลให้ ROI เพิ่มสูงขึ้น หรือ High Return ในขณะเดียวกัน Low Risk เพราะเมื่อราคาต่ำมาก โอกาสที่หุ้นจะลดลงไปอีกจะน้อยลง เนื่องจาก DY จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีนักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาลงทุนเพราะ DY ยั่วยวนเหลือเกิน”


ตัวอย่าง สมมติว่าเราจะซื้อหุ้น โดยแบ่งออกเป็น 4 กรณี เปรียบเทียบกัน ดังนี้

1) กรณีปรกติ คือ ไม่มีข่าวดีหรือข่าวร้ายมากระทบกับหุ้นที่เราจะซื้อ

2) กรณีกลัวบ้าง คือ  มีข่าวร้ายมากระทบกับหุ้นที่เราจะซื้อจึงทำให้ราคาลดลง 10% จากราคาปรกติ

3) กรณีกลัวมาก คือ มีข่าวร้ายมากระทบหุ้นที่เราจะซื้อจึงทำให้ราคาลดลง 30% จากราคาปรกติ

4) กรณีกลัวสุดขีด คือ มีข่าวร้ายมากระทบหุ้นที่เราจะซื้อจึงทำให้ราคาลดลง 50% จากราคาปรกติ

ทุกกรณีหุ้นจะดีดกลับมาให้ขายที่ราคาเท่ากับ 21 บาท คือ กลับมาสู่ภาวะปรกติ ภายใน 1 ปี
ผมขอแสดงเป็นตารางดังนี้





สมการที่ใช้คำนวณ DY , CG , และ ROI คือ


ROI =  เงินปันผล x 100% / ราคาหุ้นที่ซื้อ + (ราคาหุ้นที่ขาย – ราคาหุ้นที่ซื้อ) x 100% / ราคาหุ้นที่ซื้อ


ROI  =  อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล + อัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้น


ROI  =     Dividend Yield (DY) + Capital Gain (CG)

จะเห็นได้จากตารางว่า หากเราซื้อหุ้นตอนปรกติ จะมี ROI เท่ากับ 10% ต่อปี แต่หาก เราซื้อหุ้นที่ตอนกลัวสุดขีด จะเห็นว่า ROI จะเพิ่มขึ้นเท่ากับ 120% ต่อปี ในขณะเดียวกันจะเห็นว่า DY เท่ากับ 10% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีมาก จึงทำให้นักลงทุนแห่กันมาซื้อทำให้หุ้นหยุดตก


กรณีนี้ทำให้เราพบสถานการณ์ คือ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง (Low Risk High Return)

ลูกศิษย์ : แจ่มแจ้งเลยครับ

อาจารย์ : พระอาทิตย์ขึ้นตอน 4.30 อีกแล้ว

ลูกศิษย์เหลือบมองเวลาจากนาฬิกาที่แขวนไว้เหนือหัวนักดนตรีที่บรรเลงเพลงอย่างไม่รู้จ้กเหน็ดเหนื่อยเหมือนกันแทบทุกคืนที่ผ่านมา…


ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง ตอนที่ 2

ลูกศิษย์ : ครั้งที่แล้ว อาจารย์เหมือนจะอธิบายเรื่อง ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง ในครบทั้งหมดนะครับ อาจารย์ช่วยอธิบายต่อได้ไหมครับ

อาจารย์ : ขอเวลานึกก่อน ตอนนั้นเราเลิกคุยกันตอนกี่โมง คุณจำได้ไหมจะได้ช่วยให้ผมคิดออก

ลูกศิษย์ : ประมาณตี 4.30 ครับ

อาจารย์ : อ้อ นึกออกแล้ว ตอนนั้นผมบอกคุณว่า


สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” จะทำให้เกิด ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต้องสูง (Low Risk High Return)


สถานการณ์ “โลภสุดขีด” จะทำให้เกิด ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต้องต่ำ (High Risk Low Return)


จากทั้งสองสถานการณ์ พบว่า สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” จะทำให้เราสามารถสร้างกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ หรือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้อย่างในระดับที่สูง
คุณลองนึกถึงสมการ ROI ที่มีสูตรดังนี้



ROI =  เงินปันผล x 100% / ราคาหุ้น + กำไรส่วนต่างราคาหุ้น x 100% / ราคาหุ้น
ROI  =  อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล + อัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้น 
ROI  =     Dividend Yield (DY) + Capital Gain (CG)

จากสมการข้างต้น จะพบว่า หากราคาหุ้นลดลง จะทำให้ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงขึ้น และจะทำให้ อัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นด้วย สรุปก็คือ ทำให้ ROI เพิ่มขึ้น

ในทางกลับกันหากราคาหุ้นเพิ่มขึ้น จะทำให้ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลลดลง และจะทำให้ อัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้นลดลงด้วย สรุปก็คือ ทำให้ ROI ลดลง


หากนำ สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” มาคิดจะทำให้เราพบว่า ราคาหุ้นจะต่ำมาก เพราะมีแต่ละคนเทขายหุ้น ส่งผลให้ ROI เพิ่มสูงขึ้น หรือ High Return ในขณะเดียวกัน Low Risk เพราะเมื่อราคาต่ำมาก โอกาสที่หุ้นจะลดลงไปอีกจะน้อยลง เนื่องจาก DY จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีนักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาลงทุนเพราะ DY ยั่วยวนเหลือเกิน


แต่หากนำ สถานการณ์ “โลภสุดขีด” มาคิดจะทำให้เราพบว่า ราคาหุ้นจะสูงมาก เพราะมีแต่ละคนไล่ซื้อหุ้น ส่งผลให้ ROI ต่ำลง หรือ Low Return ในขณะเดียวกัน High Risk เพราะเมื่อราคาสูงมาก โอกาสที่หุ้นจะเพิ่มขึ้นไปอีกจะน้อยลง เนื่องจาก DY จะลดลง ทำให้มีนักลงทุนเริ่มลดการลงทุนเพราะ DY ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย

ลูกศิษย์ : ผมเข้าใจที่อาจารย์ทั้งหมดเลยครับ แต่ช่วยยกตัวอย่างประกอบได้หรือเปล่าครับ จะได้เห็นภาพชัดเจน

อาจารย์ : วันนี้ผมขอพอแค่นี้ก่อนนะครับ เพราะตอนนี้เกือบตี 4.30 แล้ว

ลูกศิษย์ : ….


ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง ตอนที่ 1

ลูกศิษย์ : ผมได้อ่านหนังสือการเงินมาทุกเล่มเชียนเหมือนกันหมดเลยว่า “ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต้องสูง (High Risk High Return)”  จึงอยากถามอาจารย์ว่า มันมีหรือเปล่าครับที่ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต้องสูง (Low Risk High Return)

อาจารย์ :  คุณชอบคำถามที่ตอบยาก ผมอยากเลิกเป็นอาจารย์คุณแล้ว เพราะคุณทำให้ผมเครียดนับตั้งแต่รู้จักกับคุณ ชีวิตผมมีแต่ต้องตอบคำถามที่คุณหาคำตอบไม่ได้

ลูกศิษย์ : ขอร้องเถอะครับ อย่าเลิกคบกับผมเลย เพราะไม่มีใครมาช่วยระบายความเครียดของผม เพราะชีวิตผมมีคำถามมากมายที่หาคำตอบไม่ได้

อาจารย์ :  ตกลง ผมจะไม่เลิกคบกับคุณ เพราะถือว่าเรามีวาสนาต่อกัน เราคงเคยทำบุญทำกรรมร่วมกันมาก่อน แต่ชาตินี้ผมจะพยายามคิดว่าผมชดใช้กรรมกับคุณแล้วกัน เผื่อชาติหน้าจะไม่ต้องได้เจอะกันอีก

ลูกศิษย์ : ไม่เป็นไรครับ งั้นชาติหน้าค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้ขอออาจารย์ตอบคำถามผมก่อนครับ

อาจารย์ : ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง (High Risk High Return) นั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นมันมีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในนั้น มันจึงเกิดอาการแบบไม่มีเหตุผล ซึ่งหนังสือการเงินก็เขียนถูกต้องที่ว่า “ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต้องสูง” เพราะเขาเขียนภายใต้สมมติฐานว่าเหตุการณ์นั้นมีความสมเหตุสมผล

แต่ในโลกของความเป็นจริง เหตุการณ์ต่างๆนั้นมีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ด้วยตลอดเวลา เพราะมันมีคนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์เสมอ ตัวย่างที่ชัดเจน คือ การเล่นหุ้น จะพบว่าคนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดการซื้อขายหุ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น กลัวสุดขีด จะเกิดการเทขายแบบไม่ลืมหูลืมตา เกิดสถานการณ์ “กูด้วย (Me Too)” โดยไม่คำนึงถึงว่า หุ้นที่เทขายนั้นราคาถูกเกินไป เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกกลัวได้ครอบงำความมีเหตุผลไปหมดแล้ว

ในทำนองกลับกัน  เมื่อไหร่ก็ตามที่คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น โลภสุดขีด จะเกิดการซื้อกันแบบไม่ลืมหูลืมตา เกิดสถานการณ์ “กูด้วย (Me Too)”  เช่นกัน โดยไม่คำนึงถึงว่า หุ้นที่ซื้อนั้นราคาแพงเกินไป เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกโลภได้ครอบงำความมีเหตุผลไปหมดแล้ว


สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” จะทำให้เกิด ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต้องสูง (Low Risk High Return)



สถานการณ์ “โลภสุดขีด” จะทำให้เกิด ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต้องต่ำ (High Risk Low Return)

 
จากทั้งสองสถานการณ์ พบว่า สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” จะทำให้เราสามารถสร้างกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ หรือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้อย่างในระดับที่สูง

ลูกศิษย์ : ก่อนอาจารย์จะอธิบายต่อ วันนี้ผมขอพอแค่นี้ก่อนนะครับ เพราะตอนนี้เกือบตี 4.30 แล้วครับ
อาจารย์พยักหน้ารับ แต่คิดในใจ “ไม่นอนวันเดียว ไม่ตายหรอก”….

อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ตอนที่ 2

ลูกศิษย์ : ตอนนี้ผมพอทราบค่า ROI ตามที่อาจารย์บอกแล้วครับ แต่เพื่อความชัดเจนกำไรจากการลงทุนคืออะไรครับ

อาจารย์ : กำไรจากการลงทุนประกอบด้วย 2 รายการดังนี้

1) เงินปันผล หมายถึง เมื่อเราลงทุนในหุ้นที่เป็นธุรกิจดีมีกำไร บริษัทจะจ่ายเงินปันผลเทียบกับกำไรสุทธิให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 10 บาท ดังนั้น หากมีการจ่ายปันผล 50% ของกำไรสุทธิต่อหุ้น จะทำให้มีเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) เท่ากับ 10 x 50% = 5 บาท ต่อปี เป็นต้น

2) กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น หมายถึง ราคาขายหุ้นสูงกว่าราคาซื้อหุ้น ตัวอย่างเช่น บริษัท A เราซื้อหุ้นมาที่ราคา 100 บาท แต่ขายหุ้นที่ 110 บาท ภายในระยะเวลา 1 ปี ดังนั้น จะมีกำไรจากการขายหุ้นเท่ากับ 110 – 100 = 10 บาท เป็นต้น 

จากสมการ ROI = กำไรที่เกิดจากการลงทุน x 100% / เงินลงทุน

เราสามารถเขียนใหม่ได้ดังต่อไปนี้

   ROI = (เงินปันผล + กำไรส่วนต่างราคาหุ้น) x 100% / เงินลงทุน
   ROI =  เงินปันผล x 100% / เงินลงทุน + กำไรส่วนต่างราคาหุ้น x 100% / เงินลงทุน
   ROI  =  อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล + อัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้น
   ROI  =     Dividend Yield (DY) + Capital Gain (CG)

จากสมการข้างต้น เราสามารถหา ROI ของนักลงทุน สำหรับบริษัท A ได้ดังนี้


          DY   =   เงินปันผล x 100% / เงินลงทุน  =  5 x 100% / 100 = 5%
         CG   =    กำไรส่วนต่างราคาหุ้น x 100% / เงินลงทุน = 10 x 100% / 100 = 10%
          ROI  =     Dividend Yield (DY) + Capital Gain (CG) = 5% + 10% = 15% ต่อปี


ลูกศิษย์ : สมการนี้ใช้กับการลงทุนที่ขาดทุนได้หรือไม่ครับ

อาจารย์ : ได้เลยครับ แต่ที่ผมยกตัวอย่างมีกำไร เพราะไม่ชอบยกตัวอย่างที่เป็นอัปมงคล แต่ถ้าคุณชอบผมจัดให้ดังนี้

สมมติ บริษัท A หลังจากที่คุณลงทุนและได้รับเงินปันผลเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ๆเกิดข่าวร้ายในยุโรป (มันเกี่ยวอะไรกับเรา ???)  ทำให้หุ้นตกลงจาก 110 บาท เหลือ 90 บาท ทำให้คุณขาดทุน 10 บาท เพราะซื้อหุ้นที่ราคา 100 บาท ดังนั้น

           DY   =   เงินปันผล x 100% / เงินลงทุน  =  5 x 100% / 100 = 5%
          CG   =    กำไรส่วนต่างราคาหุ้น x 100% / เงินลงทุน = (10) x 100% / 100 = (10%)
          ROI  =     Dividend Yield (DY) + Capital Gain (CG) = 5% - 10% = (5%) ต่อปี


จากการคำนวณพบว่า ROI ติดลบเท่ากับ 5% คือ ขาดทุนไป 5% ซึ่งถ้าคุณไม่ขายหุ้น ก็จะเป็นขาดทุนที่ไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Loss) เพราะราคาหุ้นอาจปรับตัวขึ้นไปได้อีก ถ้าข่าวร้ายในยุโรปผ่านไป เหมือน พายุฝนที่ผ่านไป แต่หากคุณขายหุ้น ก็จะเป็นขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized Loss)

 
ลูกศิษย์ : ไหนก็ไหนๆแล้ว อาจารย์ช่วยรดน้ำมัน เฮ้ยไม่ใช่ครับ รดน้ำมนต์ให้หน่อยได้ไหมครับ

อาจารย์ : ….. 

อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ตอนที่ 1

ลูกศิษย์ : เราจะทราบได้อย่างไร ว่าเราประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะบางคนกำไร 1.0 ล้านบาท บางคนกำไร 0.1 ล้านบาท

อาจารย์ : การวัดความสำเร็จในการลงทุนนั้น ต้องวัดจากอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ เรียกว่า “Return On Investment : ROI” ซึ่งมีสมการดังนี้

อัตราผลตอบแทนของนักลงทุน (ROI)  =    กำไรที่เกิดจากการลงทุน x 100% / เงินลงทุน

ตามคำถามของคุณ อาจารย์ขอแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 เราลงทุนหุ้น 100 ล้านบาท และมีกำไรทั้งปีเท่ากับ 1 ล้านบาท ดังนั้น ROI = 1% ต่อปี มาจาก:-
อัตราผลตอบแทนของนักลงทุน (ROI)  =    1 x 100% / 100 = 1% ต่อปี

กรณีที่ 2 เราลงทุนหุ้น 1 ล้านบาท และมีกำไรทั้งปีเท่ากับ 0.1 ล้านบาท ดังนั้น ROI = 1% ต่อปี มาจาก:-
อัตราผลตอบแทนของนักลงทุน (ROI)  =    0.1 x 100% / 1 = 10% ต่อปี
ดังนั้นจะเห็นว่า หากดูเฉพาะตัวเงินเปรียบเทียบกัน พบว่ากรณีที่ 1 มีกำไร มากกว่า กรณีที่ 2 ถึง 10 เท่า (1.0 / 0.1) แต่หากพิจารณาจาก ROI พบว่า

กรณีที่ 2 มี ROI สูงกว่า กรณีที่ 2 ถึง 10 เท่า (10% / 1%) ซึ่งสรุปได้ว่า กรณีที่ 2 เป็นการลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากกว่ากรณีที 1 อย่างเทียบกันไม่ติด

ลูกศิษย์ : แต่กำไร 1 ล้านบาท ก็มากกว่า กำไร 0.1 ล้านบาท อยู่ดี

อาจารย์ : ก็เพราะคนทั่วไปคิดกันแบบคุณนี่แหล่ะ จึงทำให้ส่วนใหญ่ไม่รวยซักที เพราะติดในภาพมายาเรื่องจำนวนเงิน คุณลองคิดดูหากคุณเป็นคนในกรณีที่ 1 แล้วคุณใช้ ROI วัดอัตราผลตอบแทน คุณจะรู้ว่าไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน ซึ่งนำไปสู่กระบวนการคิดใหม่ว่าทำอย่างไรจึงจะเพิ่มอัตราผลตอบแทนได้ และนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมในการลงทุนตามมาเป็นลำดับ แต่หากคุณไม่รู้ คุณก็ยังคิดเหมือนเดิม และทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็คงเหมือนเดิมอีกในอนาคต

ลูกศิษย์ : อาจารย์จะบอกผมว่า แค่คิดชีวิตก็เปลี่ยนแล้วใช่หรือไม่

อาจารย์ : ถูกต้อง…ความคิดความเห็นที่ถูกต้อง นำไปสู่ความรู้ความเข้าใจ และกลับกลายเป็นหนทางแห่งความร่ำรวย เพราะความคิดที่ถูกต้องจะทำให้เงินเติบโตเป็นกองเงิน และจากกองเงินจะกลายเป็นขุมทรัพย์ในที่สุด

ลูกศิษย์จ้องมองอาจารย์อย่างไม่กระพริบตา เพราะเขารู้ดีว่ามีคนรวยมากมายในโลกใบนี้ ที่เริ่มต้นจากคนไม่มีเงิน แล้วกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ นี่คงเป็นเพราะความคิดความเห็นที่ถูกต้อง 

P/E สูง ควรลงทุน ? ตอนที่ 4

ลูกศิษย์ : ผมเป็นคนชอบความเสี่ยง อยากรวยๆเร็ว เพราะชีวิตคนมันแสนสั้นเหลือเกิน แนะนำวิธีการเล่นหุ้นฟื้นตัว (Turn Around) เพิ่มเติมให้ได้ไหมครับ

อาจารย์ : ชีวิตนี้มันจะแสนสั้น หรือ ยาว นั้นมันขึ้นอยู่กับคุณต่างหาก หากคุณมีความสุข…ชีวิตมันจะแสนสั้น หากชีวิตมีความทุกข์ มันจะแสนยาว

ลูกศิษย์ : อาจารย์ครับ ช่างมันเถอะครับจะสั้นหรือยาว แต่บอกวิธีเล่นหุ้นผมเร็วหน่อยได้ไหมครับ

อาจารย์ :  หากคุณจะเล่นหุ้นฟื้นตัวให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องเข้าใจรอบวัฎจักรของธุรกิจนั้นก่อน ซึ่งดูได้จากข้อมูลย้อนหลังไปหลายๆปี โดย ดูสังเกตได้จากรายได้ต่ำสุด และกำไรต่ำสุด จนถึงรายได้สูงสุดและกำไรสูงสุด ซึ่งทำให้รู้รอบ 1 รอบของธุรกิจแล้ว เช่น :-

 บริษัท A มี รายได้ต่ำสุด คือ 2,000 ล้านบาท และกำไร 20 ล้านบาท และงบการเงิน 5 ปี ต่อมา มีรายได้สูงสุด 10,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสูงสุด ถึง 3,000 ล้านบาท หลังจากนั้นก็รายได้ลดลง และกำไรลดลง ดังนั้นคุณจะทราบว่ารอบธุรกิจ คือ ประมาณ 5 ปี

เมื่อคุณทราบรอบธุรกิจแล้ว คุณต้องพยายามซื้อหุ้นตอนธุรกิจมีรายได้ต่ำสุด และมีกำไรต่ำสุด โดยหลักเกณฑ์ในการซื้อให้ใช้ PEG ประกอบ โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้


                             PEG          =                   P/E               
                                                                Growth   
 


Growth คือ = การเติบโตของกำไรสุทธิในอนาคต 1 ปี

หลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ คือ หากคำนวณได้ PEG ต่ำกว่า 0.7 เท่าก็ให้ลงทุนได้เลย

ตัวอย่าง บริษัท A กำไร 20 ล้านบาท แต่มีจำนวนหุ้นที่ชำระแล้วเท่ากับ 200 ล้านหุ้น ดังนั้น กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.1 บาท (20/200) แต่ราคาหุ้น (P) เท่ากับ 10 บาท ดังนั้น P/E เท่ากับ 100 เท่า (10/0.1)

ดังนั้นถ้าคุณจะซื้อต้องคาดการณ์ว่าภายใน 1 ปีข้างหน้านี้ จะต้องมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างน้อย 143%

ลูกศิษย์ : อาจารย์ทราบได้อย่างไรครับว่าต้องเติบโตอย่างน้อย 143% จึงสมควรจะซื้อ

อาจารย์ : หลับไปหรือเปล่า หรือ ใจลอยมัวแต่คิดถึง line หรือ FB

ลูกศิษย์ : ผมแค่เคลิ้มไปนิดเดียวเอง ผมต้องขอโทษอาจารย์ด้วยครับ

อาจารย์ : ก็จากสมการ PEG คือ เมื่อ P/E เท่ากับ 100 และ PEG เท่ากับ 0.7 ดังนั้น :-

Growth = (P/E) / PEG = 100 / 0.7 = 143% หรือ มีกำไรสุทธิใน 1 ปีข้างหน้าเท่ากับ 48.6 ล้านบาท (20 x 2.43)

ดังนั้นหากคุณจะซื้อหุ้นตัว A นี้ คุณต้องมั่นใจว่าเขาจะเติบโตจากกำไร 20 ล้านบาท เป็น 48.6 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า หากคุณมั่นใจซื้อแบบหมดตัวเลย เพราะงานนี้คุณรวยแน่ๆ

ลูกศิษย์ : ขอบคุณอาจารย์มากๆครับ สำหรับแนวคิดในการทำให้ผมเป็นคนรวย

อาจารย์พยักหน้ารับคำขอบคุณ แต่แววตาของอาจารย์เสมือนเตือนว่าเหรียญนั้นมีสองด้านถ้าไม่ออกหัวก็ออกก้อย…

P/E สูง ควรลงทุน ? ตอนที่ 3

ลูกศิษย์ : หุ้นฟื้นตัว (Turn Around Stocks) ที่อาจารย์เคยสอนผม มีเทคนิคการลงทุนอย่างไรบ้างครับ

อาจารย์ : ธรรมชาติของหุ้นฟื้นตัวจะเป็นไปวัฏจักรของเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจดีจะส่งผลให้ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในทางกลับกันเวลาเศรษฐกิจแย่จะส่งผลให้ผลประกอบการตกต่ำอย่างน่าใจหาย

ดังนั้น ราคาหุ้นฟื้นตัวจะสอดคล้องกับเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะเศรษฐกิจดีจะทำให้มีความต้องการสินค้าหรือบริการเป็นอย่างมากจนส่งผลให้อุปสงค์ (Demand) มากกว่าอุปทาน (Supply) ทำให้ราคาสินค้าหรือบริการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ผลประกอบการที่ดีจนมีกำไรสุทธิอย่างน่าประทับใจ ในขณะที่เศรษฐกิจแย่จะทำให้มีความต้องการสินค้าหรือบริการต่ำมากจนส่งผลให้อุปทาน (Supply) มากกว่าอุปสงค์ (Demand) ทำให้ราคาสินค้าหรือบริการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้ผลประกอบการย่ำแย่จนน่าตกใจ

เทคนิคในการลงทุน ก็คือ จงเริ่มทยอยซื้อ เมื่อ P/E สูงมากๆ และทยอยขาย เมื่อ P/E ต่ำมากๆ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นฟื้นตัวจะมีหลักการตรงกันข้ามกับหลักการลงทุนตามปรกติที่ให้ซื้อหุ้นเมื่อมี P/E ต่ำ และขายหุ้นเมื่อมี P/E สูง


ตัวอย่างเช่น ก่อนหุ้น A จะฟื้นตัวจะมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ต่ำมาก เช่น มี EPS เท่ากับ 0.1 บาท ขณะที่ราคาหุ้นเท่ากับ 10 บาท ดังนั้น P/E จะเท่ากับ 100 เท่า (10/0.1) ต่อมาเมื่อหุ้น A ฟื้นตัวได้แล้วจะมีกำไรสุทธิเพิ่มมาเป็น 3 บาท แต่ราคาหุ้นเท่ากับ 30 บาท ดังนั้น P/E จะเท่ากับ 10 เท่า (30/3) สาเหตุที่ราคาหุ้นยังไม่วิ่งมากนักเนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงกังวลว่าฟื้นตัวจริงหรือไม่ จึงเกิดอาการลังเลไม่กล้าซื้อแบบสุดตัว นั้นทำให้เกิดแรงซื้อยังไม่มากพอ ในขณะที่แรงขายกลับมากกว่า เพราะคนที่ติดหุ้นอยากจะออกเต็มที่ เนื่องจากอาจติดหุ้นมานานแล้วหลายปี จนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว งานนี้เป็นเกมส์วัดใจใครใจถึงกว่าคนนั้นจะเป็นผู้ชนะ


ดังนั้นหากเราใจถึงกว่าเราจะซื้อหุ้นตั้งแต่ P/E เท่ากับ 100 เท่า แล้ว และจะขายทั้งหมดที่ P/E เท่ากับ 10 เท่า ดังนั้นจะพบว่า เราจะได้กำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain) เท่ากับ 200% มาจากสมการดังนี้


                                     Capital Gain = (30-10) x 100% / 10 = 200%


สมมติว่าเราถือหุ้นทั้งหมด 4 ปี ก็ตามจะพบว่าได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้น (Compounding Return) เท่ากับ 31.6% ต่อปี แต่หากทำบุญมากดี ถือหุ้นแค่ 3 ปี ก็จะได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้น (Compounding Return) เท่ากับ 44.4% ต่อปี มาจากสมการดังนี้



                            Compounding Return = ((30 / 10) ^ (1/3)) - 1 = 44.4% ต่อปี

 
ต้องบอกได้เลยได้ว่าใครสร้างอัตราผลตอบแทนระดับนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ต้องบอกได้เลยว่ามหัศจรรย์จริงๆ
ลูกศิษย์ : อาจารย์รู้เทคนิคอย่างนี้ได้อย่างไรครับ


อาจารย์ : ไม่มีนักรบใดไร้บาดแผล เจ็บนี้อีกนาน…เจ็บนี้ไม่ลืม….


ลูกศิษย์คิดในใจ อาจารย์นี้โคตรเฉยเลยเพลงนี้มัน 20 กว่าปีมาแล้ว

P/E สูง ควรลงทุน ? ตอนที่ 2

ลูกศิษย์ : คำถามครั้งก่อนที่ถามอาจารย์ไว้ว่า ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้น P/E สูง ที่ผมสนใจเป็นหุ้นกลุ่มไหนจาก 3 กลุ่ม  คือ หุ้นกลุ่มฟื้นตัว (Turn Around Stocks) หุ้นกลุ่มเติบโตสูง (Hyper Growth Stocks) และหุ้นกลุ่มเก็งกำไร (Speculative Stocks)

อาจารย์ : ตกลงคุณไปทำบุญมาหรือยัง

ลูกศิษย์อ้ำอึ้งไม่ยอมตอบ เพราะไม่เชื่อว่าทำบุญแล้วจะทำให้รวย แต่ก็พยักหน้าสื่อว่าได้ทำบุญมาแล้วครับ

อาจารย์ : ถ้าคุณจะดูว่าเป็นหุ้นกลุ่มไหน วิธีง่ายๆ คือ ให้กลับไปดูงบการเงินย้อนหลังของบริษัทฯ

ลูกศิษย์ : ดูอย่างไงครับ ช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมครับ

อาจารย์ : งบการเงินย้อนหลัง หมายถึงงบการเงินที่ผ่านมา จะประกอบด้วย งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน และงบกระแสเงินสด แต่ง่ายๆก่อน ให้ดูที่งบกำไรขาดทุน และงบแสดงฐานะการเงิน

งบกำไรขาดทุน จะแสดงรายการ รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ (ขาดทุนสุทธิ)
 

งบแสดงฐานการเงิน จะแสดงรายการ สินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น


หาก 5 ปี ที่ผ่านมา รายได้และกำไรสุทธิ ลดลงอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าอาจเป็นหุ้นกลุ่มฟื้นตัว หรือ หุ้นเก็งกำไร ก็ได้ แต่หากดูส่วนของผู้ถือหุ้นด้วย พบว่ามีขาดทุนสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ราคาหุ้นที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างหวือหวา เช่น ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นสลับกับลดลงกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็ว สามารถฟันธงได้เลยว่าเป็นหุ้นเก็งกำไร

 
แต่หากดูส่วนของผู้ถือหุ้นพบว่าไม่มีการขาดทุนสะสม และราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับกำไรสุทธิที่ลดลง อาจจะเป็นหุ้นกลุ่มฟื้นตัวก็ได้ หรืออาจะเป็นหุ้นที่กำลังจะเจ๊งก็ได้

ลูกศิษย์ : แล้วจะรู้ได้อย่างไงครับ ว่าจะหุ้นฟื้นตาย เฮ้ยไม่ใช่ ฟื้นตัว

อาจารย์ : ง่ายๆ ก็ดูได้จากว่า หนิ้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น หากมีหนี้สินน้อยมาก หรือ เท่ากับส่วนของผู้ถือหุ้น ก็มีความเป็นไปได้จะเป็นหุ้นฟื้นตัว อีกทั้งให้ดูว่ามีกำไรพอจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ หากมีกำไรเกินพอจ่ายดอกเบี้ยก็พอตอบได้ว่า น่าจะฟื้นตัวได้ในอนาคต

ในขณะที่หาก หนี้สินมากกว่าทุนเป็นจำนวนมาก และไม่มีกำไรพอจ่ายดอกเบี้ย ก็พอจะตอบได้ว่า น่าจะเจ๊งในอนาคต

สีหน้าของลูกศิษย์แสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด อาจารย์จึงพูดต่อว่า “อะไรที่ผิดพลาดแล้วก็ให้แล้วกันไป ชีวิตนับหนึ่งได้ทุกวัน” อาจารย์พูดออกมาพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนกับปรอบใจตนเองมากกว่าบอกลูกศิษย์

ลมเย็นๆพร้อมกับละอองฝนปลิวมาบอกถึงฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆนี้…

P/E สูง ควรลงทุน ?

ลูกศิษย์ : ผมสงสัยว่าหุ้นที่มี P/E สูง สามารถลงทุนได้หรือไม่

อาจารย์ : จากประสบการณ์ของผมพบว่าหุ้นที่มี P/E สูง สามารถแบ่งหุ้นออกเป็น 3 กลุ่ม ได้ดังนี้

1) หุ้นกลุ่มฟื้นตัว (Turn Around Stocks) คือ หุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทที่มีผลประกอบการตกต่ำ หรือ แทบไม่มีกำไรสุทธิ แต่จะฟื้นตัวในอนาคต ตัวอย่าง หุ้น A มีราคาหุ้น (P) 10 บาท แต่มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เพียง 0.1 บาท ดังนั้น P/E จะเท่ากับ 100 เท่า (10/0.1)  ต่อมาบริษัทนี้แห่งนี้มีการฟื้นตัวจนทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.1 บาท เป็น 1 บาท ดังนั้นหากราคาหุ้นเท่าเดิมคือ 10 บาท จะทำให้ P/E ลดลงจาก 100 เหลือเพียง 10 เท่า (100/10)

2) หุ้นกลุ่มเติบโตสูง (Hyper Growth Stocks) คือ หุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทที่นักลงทุนคาดว่ามีผลประกอบเติบโตสูง หรือ กำไรสุทธิเติบโตสูงไม่น้อยกว่า P/E ต้วอย่าง หุ้น B มีราคาหุ้น (P) 30 บาท แต่มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 1 บาท ดังนั้น P/E จะเท่ากับ 30 เท่า (30/1) บาท ซึ่งบริษัทแห่งนี้นักลงทุนคาดว่าจะต้องมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นสูงกว่า 30% ต่อปี

3) หุ้นกลุ่มเก็งกำไร (Speculative Stocks) คือ หุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทที่มีผลประกอบการแทบไม่มีกำไร แต่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนักเก็งกำไร ส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งเกินจากกำไรสุทธิไปมาก

ดังนั้นหุ้นกลุ่มที่ 1) และ 2) เป็นหุ้นกลุ่มที่ลงทุนได้ และหุ้นกลุ่มที่ 3) ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยง ยกเว้นทำบุญทำทานมาเยอะมาก

ลูกศิษย์ : แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้น P/E สูง ที่ผมสนใจเป็นหุ้นกลุ่มไหนจาก 3 กลุ่ม ที่อาจารย์บอกไว้
อาจารย์ : เรื่องมันยาว ไว้จะเล่าให้ฟังหากมีเวลา ตอนนี้ขอไปปั่นก่อน… โทษทีพูดผิดขอไปลงทุนก่อน
ลูกศิษย์คิดสงสัยท่าทางอาจารย์ทำบุญมาเยอะ…

ทำไมราคาหุ้นหยุดตก (ต่อ)

จากบทความก่อนหน้านี้ที่กล่าวว่า “เมื่อราคาหุ้นลดลงจะทำให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเพิ่มขึ้น จนในที่สุดราคาหุ้นจะไม่ลดลงอีกเพราะนักลงทุนจะรู้สึกว่าได้รับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงมากจึงเริ่มมีแรงซื้อมากกว่าแรกขาย ตรงจุดนั้นจึงเป็นจุดต่ำสุด หรือใกล้เคียงกับจุดต่ำสุด”

กล่าวเพิ่มเติมได้ว่าเมื่อราคาหุ้นตกลงมากความเสี่ยงจะลดลง แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งตลาดหุ้นจะปรับไปสู่สมดุลในเวลาต่อมาคือ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนลดลง โดยสามารถอธิบายเป็นวัฏจักรได้ดังนี้

ขั้นที่ 1 ราคาหุ้นและตลาดหุ้นมีความสมเหตุผลพอสมควร คือ ราคาหุ้น (P) เท่ากับ 12 บาท และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 1 บาท ดังนั้น P/E = 12 เท่า (12/1) และจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) เท่ากับ 0.5 บาท ดังนั้น Dividend Yield เท่ากับ 4.2% (0.5x100%/12)

กล่าวคือ ความเสี่ยงปรกติ และอัตราผลตอบแทนเท่ากับ 4.2% ต่อปี

ขั้นที่ 2 ราคาหุ้นและตลาดหุ้นตื่นตระหนกแบบขาดเหตุผลจากข่าวร้ายต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาหุ้น (P) ลดลงจาก 12 บาท เหลือ 6 บาท หรือลดลง 50% แต่กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่าเดิม 1 บาท ดังนั้น P/E = 6 เท่า (6/1) และจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) เท่ากับ 0.5 บาท ดังนั้น Dividend Yield เท่ากับ 8.3% (0.5x100%/6)

กล่าวคือ ความเสี่ยงลดลงเพราะกำไรสุทธิและเงินปันผลเหมือนเดิมแต่ราคาหุ้นกลับลดลงไม่สอดคล้องกับพื้นฐานหุ้น ในขณะที่อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจาก 4.2% เป็น 8.3% ต่อปี

ขั้นที่ 3 ราคาหุ้นและตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะหายตกใจจากข่าวร้ายต่างๆ ส่งผลให้ราคาหุ้นกลับไปเท่ากับขั้นตอนที่ 1

กล่าวคือ ตลาดหุ้นปรับสมดุล คือกลับไปที่ความเสี่ยงปรกติ และอัตราผลตอบแทนตามปรกติ นั่นหมายถึงตลาดหุ้นกลับมีเหตุผลอีกครั้งหนึ่ง

สรุปได้ว่า นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จต้องมีเหตุผลในขณะที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล เพราะเขาจะลงทุนในขั้นตอนที่ 2 และทำกำไรในขั้นตอนที่ 3 แม้ว่าตลาดหุ้นจะไม่มีเหตุผลไปอีกนาน เขายังคงได้ประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ยอดเยี่ยมอยู่ดี เปรียบเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นกตัวที่หนึ่ง คือ เงินปันผล (Dividend Yield) และนักตัวที่สอง คือ กำไรจากราคาหุ้น (Capital Gain)

ทำไมราคาหุ้นหยุดตก

สวัสดีปีใหม่ 2558 ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่ตั้งใจไว้

ขอเริ่มต้นบทความด้วยข่าวลบ แต่จบลงด้วยเหตุผลและโอกาส

หากท่านย้อนกลับไปดูวิกฤติต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยีดอทคอม ราคาน้ำมัน โรคระบาด จนกระทั่งถึงสงคราม พบว่าตลาดหุ้นในโลกนี้จะมีราคาหุ้นตกต่ำลงจนถึงระดับหนึ่งแล้วจะหยุดไม่ตกต่ำลงไปอีก เคยสงสัยหรือไม่เพราะเหตุใด ???
สาเหตุสำคัญที่ไม่ทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากตลาดหุ้นนั้นประกอบด้วยหุ้นจำนวนมากและหุ้นแต่ละตัวก็มีธุรกิจของมันเองค้ำประกันอยู่ หากเมื่อใดที่เกิดวิกฤติตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญแต่ไม่ถึงกับล้มหายตายจากไปจากโลกนี้ หุ้นนั้นก็ยังคงมีมูลค่าอยู่ และสามารถกลับมามีราคาสูงกว่าเดิมได้อีกด้วย ถ้าในอนาคตผลกำไรของธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นเมื่อหุ้นถูกค้ำประกันด้วยตัวธุรกิจ ราคาหุ้นจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับกำไรสุทธิของธุรกิจ เพราะกำไรสุทธิเป็นของผู้ถือหุ้น โดยมีหลักการง่ายๆ คือ กำไรมาก ราคาหุ้นจะสูง หรือในทางกลับกัน กำไรน้อย ราคาหุ้นจะต่ำ
อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า ราคาหุ้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินปันผลที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้น เพราะเงินปันผลเป็นส่วนหนึ่งของกำไรสุทธิ ซึ่งสรุปได้ว่าราคาหุ้นจะถูกค้ำประกันด้วยเงินปันผล โดยดูได้จากสมการอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ดังต่อไปนี้ 
              อัตราผลตอบแทนเงินปันผล = เงินปันผลต่อหุ้น x 100% / ราคาหุ้น
สมมุติหากเราซื้อหุ้น A ที่ราคาหุ้น 100 บาท เราจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield)
เท่ากับ 5% ต่อปี (5x100%/100)








จากตารางต่อมาหุ้น A ราคาลดลง 90 บาท แต่จ่ายเงินปันผลเท่าเดิมคือ 5 บาท จะทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เท่ากับ 6% ต่อปี (6x100%/100) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาหุ้นลดลง 50% จาก 100 บาท เป็น 50 บาท จะทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 10% ต่อปี
จะเห็นได้ว่าเมื่อราคาหุ้นลดลงจะทำให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเพิ่มขึ้น จนในที่สุดราคาหุ้นจะไม่ลดลงอีกเพราะนักลงทุนจะรู้สึกว่าได้รับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงมากจึงเริ่มมีแรงซื้อมากกว่าแรกขาย ตรงจุดนั้นจึงเป็นจุดต่ำสุด หรือใกล้เคียงกับจุดต่ำสุด

ติดตามผลงานหนังสือได้ที่ www.mebmarket.com

โพสต์แนะนำ

เลือกหุ้น เล่นหุ้น

ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก  ทางแก้ปัญหาข...