เจ้าสัว...สอนธรรมในวันปีใหม่

วันที่ได้เข้าไปสวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าประจำปี 2557 กับเจ้าสัวที่คอยให้เป็นทั้งนายทุน เจ้าหนี้ หุ้นส่วนธุรกิจ และที่ปรึกษา ให้กับผม แกเลยถือโอกาสให้พรพร้อมทั้งสอนธรรมดังนี้

มนุษย์และสัตว์ทุกตัวในโลกนี้ ล้วนแต่แสวงหาความสุขเหมือนกันทั้งหมด แต่ที่แตกต่างกัน คือ พระพุทธเจ้าท่านทรงค้นหาวิธีแสวงหาความสุขที่เป็นนิรันดร์ ท่านจึงพบว่าอริยสัจ 4 อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นทางพ้นทุกข์ที่แท้จริงทำให้ใจไม่กลับไปทุกข์อีก คือ มีใจอยู่แต่ความทุกข์เข้าไม่ถึงใจ

การปฎิบัติเริ่มต้นจากการรู้ทุกข์ ซึ่งการจะรู้ทุกข์ได้นั้น ต้องอาศัยสติเป็นเครื่องรู้ แล้วใช้สติเข้าไปรู้ทุกข์ที่ปรากฎในกายใจของตนเอง เมื่อมีสติรู้บ่อยๆย่อมจะพบว่าสิ่งต่างๆที่ปรากฎในกายใจ มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ ประกอบด้วย อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เหมือนกันทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดที่ไม่เป็นไตรลักษณ์

(อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ทุกขัง คือ ความแปรปรวน และอนัตตา คือ ความไม่มีตัวตน)

เมื่อใจได้เรียนรู้กายและใจว่าเป็นไตรลักษณ์แบบเต็มที่แล้ว ใจจะเกิดความเบื่อหน่ายต่อกายและใจ อันนำไปสู่ความเข้าใจแบบรวบยอดว่า กายและใจไม่ใช่เรา ซึ่งข้อสรุปนี้เป็นการทำลายความเห็นผิดมาตลอดว่ากายและใจเป็นเรา

หลังจากความเห็นผิดถูกทำลายแล้ว จิตใจจะได้พบสัมผัสความสุขที่เป็นนิรันดร์ครั้งแรกในการมีชีวิต ซึ่งความสุขนี้ ภาษาที่เข้าใจโดยทั่วไปสำหรับชาวพุทธ ก็คือ นิพพาน และจากนี้ต่อไปความเห็นผิดนี้จะไม่สามารถคงอยู่ในจิตใจนี้อีกต่อไป

แววตาของผมคงแสดงความสงสัยต่อว่า แล้วสมุทัย นิโรธ และมรรค ใช้ในการปฏิบัติช่วงไหน แกตอบกลับเหมือว่าอ่านใจผมได้ "เมื่อรู้ทุกข์แล้ว จะทำให้ละสมุทัย ซึ่งก็คือ ละกิเลส แล้วแจ้งนิโรธ ซึ่งก็คือ เห็นนิพพาน และเจริญมรรคแล้ว ซึ่งก็คือ ปฎิบัติทางพ้นทุกข์ นั่นหมายความว่า เพียงแค่รู้ทุกข์อย่างถูกต้อง แล้ว สมุทัย นิโรธ และมรรค จะเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ"

จากการได้ฟังธรรมจากเจ้าสัว มันทำให้จิตใจของผมสงบเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เสมือนว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมรอคอยสิ่งนี้มานานแสนนาน เสมือนชีวิตใหม่อีกด้านหนึ่งได้ถือกำเนิดแล้วในวันปีใหม่นี้

เจ้าสัว...สอนชีวิต

ลมหนาวได้พัดมาอีกครั้ง มันทำให้ผมนึกถึงชีวิตที่ผ่านมา เพราะทุกครั้งที่ได้สัมผัสลมหนาว เหมือนธรรมชาติจะบอกว่าเวลาได้ผ่านไปแล้วอีก 1 ปี มันทำให้ผมได้ทบทวนตัวเองว่า 1 ปี ที่ผ่านมา ได้ทำสิ่งใดไปบ้าง เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ ถ้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพราะสาเหตุใด และมันทำให้ผมได้วางเป้าหมายสำหรับปีหน้าด้วย

เจ้าสัวเคยเล่าให้ผมฟังว่า แกเคยผ่านความตายมาแล้วถึง 3 ครั้งในชีวิต ซึ่งในแต่ละครั้งมันทำให้แกได้ได้เลือกดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากเดิม แกเล่าให้ฟังว่า เมื่อคุณรู้ว่าคุณกำลังตาย คุณจะรู้ทันทีว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดในชีวิต และหากคุณรอดมาได้คุณจะกระตือรือร้นที่จะทำสิ่งใดก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งสิ่งนี้มันทำให้คุณรู้จักการจัดลำดับความสำคัญของชีวิต

แกสอนต่อว่า 30 ปี แรกของการมีชีวิตอยู่ คือ การค้นหาตัวเองให้พบ เพื่อสร้างความความสำเร็จให้กับตนเอง 30 ปีต่อมา คือ การมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นที่ใกล้ชิด เพราะเราช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ก็เริ่มต้นที่จะช่วยเหลือคนใกล้ชิด อันประกอบด้วย ครอบครัว พี่น้อง และเพื่อนฝูง ส่วน 30 ปีสุดท้าย คือ การมีชีวิตอยู่เพื่อสังคม คือ คนอื่นที่เราไม่รู้จักแต่เป็นเพื่อนร่วมโลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย

แกบอกว่า การที่แกช่วยเหลือผมทั้งที่แกแทบไม่รู้จักผมอย่างลึกซึ้งเลย เพราะแกเห็นบางอย่างในตัวผมที่เหมือนกับแกในอดีต แกหวังว่าสักวันหนึ่ง เมื่อผมพ้นน้ำ ผมจะได้หยิบยื่นโอกาสแบบนี้ให้กับคนอื่นต่อไป เหมือนกับที่แกยื่นให้กับผม แกสอนต่อว่า มันคือการส่งไม้ต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจบสิ้น มันเป็นการสานต่อความหวังให้กับคนที่ต้องการโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิต

การที่เราได้พบกับคนๆหนึ่งในคนกว่า 7 พันล้านคนบนโลกใบนี้ ที่มีความฝ้นเหมือนเราในอดีต มันเป็นต้องมีเหตุมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เราต้องมาเจอะกัน และต้องเกื้อกูลกัน คงเป็นเพราะเราเคยมีสายสัมพันธ์ร่วมกันมาแบบข้ามภพข้ามชาติ

สายตาผมทอดยาวออกไปมองไปยังขอบฟ้ายามเย็น ก่อนดวงอาทิตย์จะจมหายไปในท้องทะเล ผมเห็นเรือหาปลาแล่นผ่านมา....ฝูงนกบินผ่านไป... เหมือนเตือนให้รู้ว่าชีวิตทุกชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่...แต่พรุ่งนี้คงไม่เหมือนวันนี้อีกแล้ว  

เจ้าสัว…การหาเงินขยายธุรกิจ

หลังจากดำเนินธุรกิจมาได้หลายปีแล้ว ผมได้รับคำสั่งซื้อจำนวนมากจากลูกค้าเดิม เพราะการทำธุรกิจที่มีแต่ความซื่อสัตย์ จริงใจ และเอาใจใส่ต่อลูกค้ามาโดยตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นปัญหาของธุรกิจในขณะนี้ก็คือ การตึงตัวของฐานะการเงิน

ผมจึงได้เข้าไปหารือกับเจ้าสัวซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทว่าจะดำเนินการอย่างไรกับสภาพคล่องของกิจการ เจ้าสัวจึงได้ให้ข้อเสนอแนะดังนี้

การหาเงินเข้าสู่กิจการคือ 1) การกู้ยืมเงินจากธนาคาร ซึ่งมีต้นทุนทางการเงินแก่กิจการ ก็คือดอกเบี้ยจ่าย 2) การเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น ซึ่งมีต้นทุนทางการเงินแก่กิจการ ก็คือเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น 3) การบริหารทรัพย์สินของกิจการ เช่น การเก็บหนี้ให้เร็วขึ้นโดยการให้ส่วนลด การขายสินค้าคงเหลือในราคาส่วนลด เป็นต้น ซึ่งกรณีนี้ไม่มีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

หากเปรียบเทียบต้นทุนทั้ง 3 แหล่งเรียงตามลำดับจากต้นทุนต่ำสุดไปหาสูงสุด ก็คือการขายสินค้าคงเหลือมีต้นทุนต่ำที่สุด หากสามารถขายได้ก็ยังเป็นลดต้นทุนการเก็บสินค้าคงเหลือ เนื่องจากประหยัดพื้นที่และการดูแลรักษา รวมทั้งได้ตรวจสอบสินค้าคงเหลือในเวลาเดียวกันว่าตรงกับการบันทึกบัญชีหรือไม่
ส่วนการกู้ยืมเงินจากธนาคารยังคงมีประโยชน์ในแง่ของการนำดอกเบี้ยจ่ายมาประหยัดภาษี และหากสามารถจ่ายคืนหนี้ได้ตามกำหนดจะเป็นการสร้างเครดิตให้แก่ผู้บริหารและกิจการ ซึ่งนำไปสู่การได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงในอนาคต

สุดท้ายการขายหุ้นเพิ่มทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายหุ้นเพิ่มทุนจะส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมเสียสัดส่วนการถือครองหุ้นด้วย หากผู้ถือหุ้นเดิมตัดสินใจไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุน

ตัวอย่างเช่น นาย ก ถึงครองหุ้น 50 ล้านหุ้น นาย ข ถึอครองหุ้น 50 ล้านหุ้น พบว่านาย กและข ถือหุ้นฝ่ายละ 50% (50 x 100% / 100) ต่อมามีการขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 100 หุ้น ให้แก่นาย กและข โดยนาย ก ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งจำนวนคือ 50 ล้านหุ้น แต่นาย ข ไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุน จึงส่งผลให้นาย ก มีหุ้นทั้งหมดเป็น 100 ล้านหุ้น ส่วนนาย ข มีหุ้นเท่าเดิมคือ 50 ล้านหุ้น สิ่งที่ตามมาคือ นาย ก มีสัดส่วนการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 66.66% (100 x 100% / 150) ส่วนนาย ข มีสัดส่วนการถือครองหุ้นลดลงจาก 50% เหลือ 33.33% (50 x 100% / 150)

นอกจากนี้ในอนาคต หากกิจการมีการจ่ายเงินปันผลจะส่งผลให้นาย ก ได้รับเงินปันผลมากกว่า นาย ข เพราะสัดส่วนการถือครองหุ้นนาย ก มากกว่า นายข และนาย ก ก็ยังมีอำนาจในการควบคุมกิจการมากกว่านาย ข อีกด้วย

เจ้าสัวถามผมต่อว่าอยากจะขายหุ้นเพิ่มทุนหรือเปล่าล่ะ แกพร้อมที่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุนเสมอ ผมนึกในใจว่าผมไม่มีกำลังจะซื้อหุ้นเพิ่มทุน ดังนั้นการตกลงธุรกิจครั้งนี้ผมมีแต่เสียเปรียบ ผมคงต้องกลับไปดูว่าสินค้าคงเหลือของบริษัทก่อนตัดสินใจอะไรลงไป…



เจ้าสัว...บริหารเวลา

หลังจากผมร่วมลงทุนธุรกิจกับเจ้าสัวมากว่าครึ่งปี แกได้มอบหมายให้ผมเป็น กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) และมอบหมายให้คนของแกมาเป็นรองกรรมการผู้จัดการดูแลเรื่องการเงินและบัญชีและเซ็นเอกสารสำคัญบริษัทคู่กับผม  

ผมจึงบอกกับแกว่า ต้องการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เพื่อจะมาแบ่งเบาภาระงานของผม ซึ่งต้องดูแลเรื่องผลิต การตลาด และบุคคล

แกถามกลับว่าผมทำงานอาทิตย์ละกี่วัน ผมตอบกลับ 5 วันต่ออาทิตย์ โดยมาทำงานตั้งแต่ 8.00 - 17.00 น. และหยุดตามวันหยุดของบริษัทซึ่งจะตรงตามวันหยุดในปฏิทิน

แกบอกผมว่าเท่าที่ได้ข้อมูลจากผม แกไม่เห็นด้วยการหาผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เนื่องจากผมยังสามารถทำงานได้อยู่ โดยอ้างอิงจาก ผมควรทำงานอย่างน้อย 6 วันต่ออาทิตย์ และควรยืดเวลาทำงานแต่ละวันโดยให้เลิกทำงาน 4 ทุ่ม ดังนั้นจะเห็นว่ามีเวลาทำงานเพิ่มขึ้นถึงอย่างน้อย 80%

แกอธิบายต่อว่า เวลาทำงานของผมต่อเดือนเท่ากับ 160 ชั่วโมง (5 วัน x 8 ชั่วโมง x 4 อาทิตย์) หากผมทำงานตามที่แกบอกเวลาจะเพิ่มขึ้นเป็น 128 ชั่วโมง (5 วัน x 4 ชั่วโมง (ตั้งแต่ 6 โมงถึง 4 ทุ่ม)  x 4 อาทิตย์) + (4 วัน x 12 ชั่วโมง (ทำงานทุกวันเสาร์ตั้งแต่ 8.00 - 22.00 น. หักให้กินข้าว 2 ชั่วโมงแล้ว) จะเห็นว่าเวลาทำงานเพิ่มขึ้นจาก 160 ชั่วโมง เป็น 288 ชั่วโมง หรือ เพิ่มขึ้น 128 ชั่วโมง คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 80% (128x100%/160) หรือคิดเป็นวันเท่ากับ 16 วันต่อเดือน หรือ 192 วันต่อปี (16 x 12)

แกเสริมต่อว่า เวลาที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยผมทำงานได้มากขึ้น และที่สำคัญผมจะเก่งขึ้นอย่างมากในอนาคต ในขณะที่จ้างผู้ช่วยทำให้ผมสบายขึ้น แต่จะทำให้ผมร่ำรวยช้าลง เพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นมันทำให้ผมมีประสบการณ์การทำงานลดลง

แกเล่าให้ฟังว่า แกทำงานหนักกว่าที่แนะนำผม เพราะแกทำงานไม่เคยมีวันหยุดเลย แม้แต่เวลาป่วยก็ยังทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะงานมันทำให้ยารักษาโรคของทุกอย่าง รักษาทั้งโรคทรัพย์จาง รักษาทั้งโรคทางกาย รักษาทั้งโรคทางใจ

ผมพยักหน้าเห็นด้วยกับแก และมองเห็นแววตาของแก มันทำให้ผมเข้าใจยิ่งขึ้นว่า ความร่ำรวยที่แกมีอยู่มันมาจากการทำงานหนักมายาวนานกว่า 50 ปี แต่แววตาของแกนั้นยังเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นราวกับเด็กที่เพิ่งกำลังเกิดและอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกใบนี้

 

เจ้าสัว...สอนทำธุรกิจ

หลังจากที่เจ้าสัวสอนผมแล้ว แกถามว่า "โครงการของคุณต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่"

ผมตอบกลับทันควัน "ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 10 ล้านบาทครับ"

แกถามต่อ "คุณลงทุนเท่าไหร่ และให้ผมลงทุนเท่าไหร่"

ผมตอบกลับอย่างกระอักกระอ่วนใจ "ผมลงทุน 5 ล้านบาท และท่านลงทุนอีก 5 ล้านบาท แต่ตอนนี้ผมยังไม่มีเงินลงทุนครับ แต่ผมจะชำระให้ครบจำนวนในภายหลัง"

แกจ้องหน้าและเสนอกลับมาว่า "ผมเห็นตัวผมในตัวคุณเมื่อหลาย 10 ปีก่อน ผมขอเสนอว่าจะลงทุน 5.1 ล้านบาท และอีก 4.9 ล้านบาท ผมจะให้คุณกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี"

ผมเข้าใจแกดีว่าเหตุผลที่แกถึงหุ้น 5.1 ล้านบาท เพราะแกต้องการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ควบคุมกิจการได้ เพราะสัดส่วนหุ้นของแกจะเป็น 51% ส่วนของผมจะเท่ากับ 49%

แกเสริมต่อ "ผมจะให้คุณเขียนเช็คส่วนตัวให้ผมล่วงหน้าทั้งหมด 5 ใบ ใบที่ 1-4 ยอดเงิน 1.0 ล้านบาท และใบสุดท้าย 2,125,000 บาท (900,000 + 5,000,000 x 5% x 5) แต่ละใบลงวันที่ห่างกัน 1 ปี โดยใบแรกลงวันที่ 1 ปีให้หลังจากตั้งโครงการนี้"

แกหยุดหายใจและพูดต่อ "ผมจะเตือนคุณว่าเช็คแต่ละใบเป็นคดีอาญาซึ่งผมจับคุณติดคุกได้ และอีกอย่างหนึ่งคุณไม่ต้องกังวัลว่าจะจ่ายคืนหนี้ผมไม่ได้ เพราะโครงการของคุณที่ทำในแผนธุรกิจมีกำไรขั้นต่ำปีละ 3 ล้านบาท ซึ่งคุณสามารถได้เงินปันผลอยู่แล้วตามสัดส่วนหุ้นของคุณ คือ 1.47 ล้านบาท (3.0x49%)  ดังนั้นผมให้คุณจ่ายปีละแค่ 1 ล้านบาท คุณจ่ายได้อยู่แล้ว ไม่ติดคุกแน่ๆ นอกเสียจากว่าแผนธุรกิจของคุณหลอกผม ดังนั้นหากเป็นอย่างนั้นจริง คุณก็สมควรติดคุก เพราะผมชอบดัดสันดานคนเลว"

"อีกอย่างหนึ่ง บริษัทฯที่คุณตั้งใหม่นี้จะต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจ 2 คน คือ คุณกับคนที่ผมมอบหมาย โดยทั้งสองคนต้องเซ็นลงนามรวมกัน และบริษัทฯนี้ต้องเช่าสำนักงานจากบริษัทฯของผมซึ่งจะคิดค่าเช่าในอัตราเดียวกันกับตลาด คุณเห็นด้วยกับข้อเสนอของผมไหม?"

ผมตอบกลับอย่างไม่มีทางเลือก "ได้ครับ" ผมเดินกลับออกมาด้วยความรู้สึกว่าสับสนทั้งรู้สึกดีใจและหดหู่ ที่รู้สึกดีใจเพราะได้เงินมาทำตามความฝันแล้ว ส่วนที่รู้สึกหดหู่นั้นมาจากการเป็นหนี้เงินกู้และโอกาสที่จะติดคุก หรือคำนิยามสั้นๆ คือ ทุกข์ลาภ

ผมคิดย้อนกลับว่าเหตุผลที่แกให้เช่าสำนักงานของแกเพราะต้องการเก็บค่าเช่าส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งหากผมคิดจะทิ้งธุรกิจ ผมก็ไม่มีสิทธิแม้แต่จะขนทรัพย์สินหนีไปไหนได้

แกทำให้ผมเข้าใจโลกมากขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง สมกับที่แกบอกว่า "การทำธุรกิจคือกระบวนการเปลี่ยนคนในเชิงลึก" จากนี้ไปผมคงได้เรียนรู้สิ่งต่างๆอีกมากมาย เรียนรู้ที่จะอยู่รอด...เติบโตต่อไป

คำสอน...เจ้าสัว

ผมนั่งมองนาฬิกาที่ติดผนังห้องอย่างตั้งใจเพื่่อรอคอยการได้เข้าพบกับคนสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตไปตลอดกาล สายตาเหลือบไปมองซองสีน้ำตาลที่บรรจุแผนธุรกิจที่เตรียมไว้อย่างดี ซึ่งผมใช้เวลาเขียนพร้อมหาข้อมูลมาประกอบเป็นเวลาเกือบสองเดือน สองเดือนที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย และยาวนานกว่าครั้งใดๆในชีวิต แต่ละนาทีที่ผ่านไปเดินไปอย่างช้าๆทำให้เข้าใจเรื่องเวลา 1 นาทีของแต่ละชีวิตไม่เท่ากัน "เมื่อชีวิตมีความสุข หนึ่งนาทีนั้นแสนสั้น แต่เมื่อชีวิตมีความทุกข์ หนึ่งนาทีนั้นแสนยาวนาน"


เลขาฯของเจ้าสัวบอกว่าท่านให้เข้าไปพบในห้องได้แล้ว ผมเดินเข้าไปในขณะที่แกยังก้มหน้าเซ็นเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะทำงาน แกเชิญให้นั่งและให้ผมช่วยอธิบายโครงการในแผนธุรกิจให้ฟังอย่างย่อเพราะแกบอกว่าคงไม่มีเวลาได้อ่านแผนธุรกิจทั้งเล่ม เนื่องจากในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาการเตรียมตัวขยายการลงทุนจะมีขึ้นในปี 2558 ซึ่งเข้าสู่ยุคของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งมีตลาดที่ใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 10 เท่า ในทำนองกลับกัน หมายถึงการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าเช่นเดียวกัน

ผมใช้เวลา 15 นาทีในการอธิบายโครงการทั้งหมดเป็นครั้งแรกที่แกเงยหน้าขึ้นมาสบตากันนับตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้ พร้อมด้วยคำถาม "คุณยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อโครงการนี้หรือเปล่า"

ผมทันควันด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่นว่า "ผมจะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อโครงการนี้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น"

แกพูดอย่างไม่ลังเลว่า "เส้นทางนี้เดินไปแล้วจะไม่สามารถเดินกลับได้ เป็นเส้นทางของผู้ประกอบการ เป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ หรือหายนะ นั่นขึ้นอยู่กับผู้เดินทาง"

แกพูดเสริมต่อ "ความสำเร็จของการเดินทางนำมาซึ่งความร่ำรวยและความสุข ส่วนความหายนะของการเดินทางนำมาซึ่งความอับจนและความเจ็บปวดอย่างทุกข์ทรมาน น่ากลัวกว่าความตายเป็นไหนๆ"

"กว่าจะได้ความสำเร็จมานั้น ต้องแลกกับหลายสิ่งหลายอย่าง แลกกับการทำงานหนักและขยันแบบทะลุโลก แลกกับการไม่มีชีวิตส่วนตัวอีกต่อไปเพราะชีวิตมีแต่คิด...คิด..และคิดเกี่ยวกับธุรกิจ อยู่กับธุรกิจ จนไม่อาจมีเวลาเข้ากับร่วมสังคมใดๆ ชีวิตนี้จะไม่มีงานอดิเรกอีกต่อไป งานอดิเรกก็คือธุรกิจ ชีวิตนี้ไม่มีเวลาดูละครน้ำเน่าอีกต่อไป ชีวิตนี้คงต้องเลิกเล่นไลน์กับเฟชบุ๊คหรือสังคมออนไลน์อื่นทุกอย่าง"

"ความสำเร็จในธุรกิจมีโอกาสเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น เหตุที่เป็นแบบนั้น เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถทนฝืนทำงานหามรุ่งหามค่ำได้ ไม่สามารถทนฝืนกับความผิดพลาดของตนเองได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยสติปัญญาได้ในภาวะคับขัน ไม่สามารถรักษาความดีของตนเองไว้ได้เมื่อความโลภเข้ามาเยือน ไม่สามารถแบ่งปันให้ผู้อื่นได้แม้ตัวเองขัดสน"

ในขณะนั้นความคิดของผมได้เปลี่ยนไปอย่างมากหลังจากฟังความเห็นของแก แกกระตุกทำให้ผมรู้ว่าการทำธุรกิจเป็นบางสิ่งบางอย่างที่มากกว่า กำไรหรือขาดทุน หรือสิ่งที่จับต้องได้เช่นทรัพย์สิน

การทำธุรกิจเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงคนในเชิงลึก เป็นการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกของคน เป็นการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของคน ดังนั้นในโลกนี้จะแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีวิญญานของความเป็นเจ้าของ เป็นวิญญานของผู้ที่มีแต่ให้กับให้ กับ กลุ่มที่มีไร้จิตวิญญานของความเป็นเจ้าของ เป็นวิญญานที่อยู่ในฐานะของผู้รับเท่านั้น

มีแต่ได้กับได้ ... หุ้นปันผล

หุ้นปันผล คือ หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลามากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงธุรกิจมีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอจึงสามารถนำกำไรส่วนหนึ่งมาจ่ายปันผล และเหลือกำไรอีกส่วนหนึ่งเอาไว้ขยายกิจการเพื่อสร้างการเติบโตของรายได้และกำไร และส่งผลให้การปันผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

สมการต่อไปนี้จะนำไปใช้อ้างอิงในตัวอย่างข้างล่าง

              กำไรสุทธิ = เงินปันผล + กำไรสุทธิคงเหลือ

              มูลค่าหุ้นตามบัญชี = ทุนที่ชำระแล้ว + กำไรสะสม + กำไรสุทธิคงเหลือ

              อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล = เงินปันผล x 100% / ราคาหุ้น

ตัวอย่าง บริษัท A มีรายได้จากการขายต่อปี 1,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิต่อปี เท่ากับ 100  ล้านบาท และมีจำนวนหุ้น 100 ล้านหุ้น ดังนั้น บริษัท A จะมีกำไรสุทธิต่อหุ้น  (EPS) เท่ากับ 1.0 บาท (100/100) และบริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลเท่ากับ 50% ของกำไรสุทธิ จึงทำให้บริษัทฯจ่ายเงินปันผลเท่ากับ 50 ล้านบาท (100x50%) หรือ 0.5 บาทต่อหุ้น ดังนั้นบริษัทฯจะมีเงินคงเหลือหลังจ่ายปันผลเท่ากับ 50 ล้านบาท (100-50) หรือ 0.5 บาทต่อหุ้น ซึ่งบริษัทฯจะนำเงินคงเหลือ 50 ล้านบาท นั้นไปสร้างยอดขายให้เติบโตเป็น 1,100 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 110 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้มีกำไรสุทธิต่อหุ้นเป็น 1.1 บาท (110/100) และทำให้จ่ายปันผลเท่ากับ 55 ล้านบาท (110x55%) หรือคิดเป็นจ่ายเงินปันผล่อหุ้นเท่ากับ 0.55 บาทต่อหุ้น

หากเราซื้อหุ้น A ที่ราคาหุ้น 10 บาท ดังนั้นในปีแรก เราจะมีผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เท่ากับ 5% ต่อปี (0.5x100%/10) และหากเรายังถือครองหุ้นอยู่ปีต่อมาเราจะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเท่ากับ 5.5% ต่อปี (0.55x100%/10) และปีต่อๆไป

หากบริษัทฯยังคงใช้นโยบายจ่ายเงินปันผลเหมือนเดิม ในขณะที่ยังคงกำไรได้เพิ่มขึ้นเหมือนเดิมจะส่งผลให้อัตราเงินปันผลของหุ้น A เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นเมื่อเราถือหุ้นยาวนานขึ้นเท่าไหร่ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

นอกจากเงินปันผลที่ได้รับแล้ว เราจะได้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้เพราะเงินที่คงเหลือจากการจ่ายปันผลจะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง มูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะสะท้อนไปให้ราคาหุ้นในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นในที่สุด

ดังนั้นการลงทุนในหุ้นปันผลมีแต่ได้กับได้เท่านั้น โดยไม่ต้องไปสนใจว่าอาทิตย์นี้ เดือนหน้า ปีหน้า ตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง เพราะสิ่งที่ได้คือ เงินปันผลรับที่สม่ำเสมอและเพิ่มขึ้นทุกปี ชีวิตนี้ไม่ต้องลุ้น เอาไว้ลุ้นบอลอย่างเดียวก็พอแล้วครับ

หุ้นถูก VS. แพง

คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น มักจะสับสนระหว่าง คำว่า "หุ้นราคาแพง" กับ "หุ้นราคาสูง"

หุ้นราคาแพงของคนส่วนใหญ่ หมายถึง ราคาหุ้นเกิน 100 บาท ยิ่งถ้าราคาหุ้น 1,000 บาท ก็ยิ่งแพงกว่าหุ้นราคา 100 บาท ซึ่งความเข้าใจนี้ผิดอย่างมหันต์

ที่ถูกต้อง ก็คือ หุ้นราคา 1,000 บาท ราคาสูงกว่าหุ้นราคา 100 บาท แต่จะแพงกว่าหรือไม่นั้นยังตอบไม่ได้จากการดูจากราคาหุ้น

การจะพิจารณาว่าหุ้นใดราคาแพงได้นั้น นักลงทุนต้องเทียบราคาหุ้น (Market Price) กับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value) ถ้า ราคาหุ้น สูงกว่า มูลค่าหุ้น แสดงว่าหุ้นนั้น "แพง" ในทางกลับกัน หากราคาหุ้น ต่ำกว่า มูลค่าหุ้น แสดงว่าหุ้นนั้น "ถูก"

ตัวอย่าง หุ้น A มีราคาหุ้น 500 บาท แต่มีมูลค่าที่แท้จริงเท่ากับ 1,000 บาท แสดงว่าหุ้น A มีราคาถูก หรือจะเรียกหุ้น A ว่า Undervalued

ส่วนหุ้น B มีราคาหุ้น 100 บาท แต่มีมูลค่าที่แท้จริงเท่ากับ 50 บาท แสดงว่าหุ้น B มีราคาแพง หรือจะเรียกหุ้น B ว่า Overvalued

จากกรณีตัวอย่างพบว่า หุ้น A มีราคาหุ้น 500 บาท ราคาสูงกว่า หุ้น B ที่มีราคา 100 บาท แต่ หุ้น A ถูกกว่าหุ้น B เพราะหุ้น A มีลักษณะ undervalued เทียบกับหุ้น B ที่มีลักษณะ overvalued

ดังนั้นกรณีเช่นนี้หากเราเป็นนักลงทุนที่มีเหตุมีผล เราจะเลือกลงทุนหุ้น A ทั้งที่หุ้น A ราคาสูงกว่าหุ้น B จำไว้เสมอว่า สิ่งที่เห็นอาจจะไม่จริง สิ่งที่จริงอาจจะไม่เห็น เช่นเดียวกับกรณีของหุ้น A และ B

ปรัชญาในการลงทุนที่ถูกต้องนำมาซึ่งความสำเร็จในการลงทุน หากยังค้นหาปรัชญาการลงทุนที่ถูกต้องไม่เจอะจงอย่ารีบลงทุน เพราะการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในการลงทุนต้องใช้ความพยายามหลายเท่าเทียบกับการลงทุนที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น


** มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value) ท่านสามารถอ่านแนวทางได้จากบทความก่อนหน้านี้

งานที่ปรึกษาทางการเงิน

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 จนถึงปัจจุบัน มันทำให้ผมได้รับประสบการณ์ที่รอบด้าน นับตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การฟื้นฟูกิจการ การ Refiance หนี้จากเจ้าหนี้รายหลายให้เหลือเพียงเจ้าหนี้รายเดียว การระดมทุนผ่านกองทุนต่างประเทศในรูปแบบ Private Placement  การทำประชาสัมพันธ์กิจการต่อผู้ลงทุน (Investor Relations Activities) จนกระทั่งถึงการขยายกิจการ

กล่าวโดยย่อคือ ได้รับประสบการณ์อันมีค่านับเริ่มตั้งแต่กิจการกำลังจะตาย จนกิจการฟื้นคืนชีพ และกลับมาเติบโตอีกครั้ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจการในประเทศไทยจะไม่วนกลับไปใกล้ตายอีก  

จากความรู้ความเข้าใจในการทำงานมาอย่างต่อเนื่องมาแล้วในหลายอุตสาหกรรม ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตงานของที่ปรึกษาทางการเงินให้กับผู้ที่สนใจจะก้าวเดินในเส้นทางนี้ได้โดยย่อดังนี้

1) การวางแผนทางการเงินระยะเร่งด่วนสำหรับกิจการ
    (Ad-Hoc Financial Planning for the Enterprise)

ประกอบด้วย การประเมินสภาพคล่องของกิจการ และวงเงินกู้เดิม การกำหนดวงเงินกู้ที่เหมาะสมสำหรับกิจการ การจัดทำแผนการเงินสำหรับขอวงเงินกู้จากธนาคาร


2) การวางแผนทางการเงินระยะสั้น กลาง และยาวสำหรับกิจการ
    (Short, Medium & Long-term Financial Planning)

ประกอบด้วย การวางระบบรายงานประจำเดือน ประจำไตรมาส และการจัดทำงบประมาณ การจัดทำประมาณการทางการเงินระยะเวลา 3 - 5 ปี (Pro-forma Fiancial Statements) การกำหนดความต้องการเงินทุนในอนาคต การจัดโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสม และการประเมินความเสี่ยงทางการเงิน

3) การประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนสำหรับโครงการ
    (Project Feasibility Study)

ประกอบด้วย การจัดทำประมาณการทางการเงินระยะเวลา 3-5 ปี สำหรับโครงการ การกำหนดเป้าหมายการขายและกำไรของโครงการ และการประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนสำหรับโครงการ (Capital Budgeting)


4) การประเมินความอยู่รอดของการลงทุนสำหรับโครงการ
     (Project Viability Review)

ประกอบด้วย การจัดทำงบการเงินย้อนหลังเปรียบเทียบสำหรับโครงการ การจัดทำงบลงทุนย้อนหลังและประเมินมูลค่าเพิ่มของโครงการ และการวัดความแปรปรวนของโครงการ และความน่าจะเป็นของโครงการ (Sensitivity and Scenario Analysis)

5) การประเมินมูลค่ากิจการและมูลค่าหุ้น
    (Enterprise & Share Valuation)

ประกอบด้วย การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของกิจการและหุ้น ด้วยแบบจำลองทางการเงิน ได้แก่ กระแสเงินสดส่วนลดสำหรับกิจการ และผู้ถือหุ้น (Discounted Cash Flow) การใช้วิธีผลคูณ (Multiple Approach)

สำหรับผู้ที่สนใจเดินเส้นทางนี้ อ่านแล้วอย่างท้อนะครับ เพราะทุกเรื่องยิ่งได้ทำจะยิ่งรักงาน เพราะจะทำให้คุณค้นพบเคล็ดลับของธุรกิจ ซึ่งนำไปสู่เคล็ดลับของความร่ำรวยที่เปิดเผยตัวตนของมันออกมาให้ท่านได้สัมผัส "มันช่างมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นไหนๆ"


กลยุทธ์การลงทุนหุ้นภายใต้วิกฤต

ตลาดหุ้นประสบกับภาวะวิกฤตแทบจะตลอดเวลา เพราะเศรษฐกิจสะท้อนภาพมายังตัวธุรกิจ และส่งต่อมาในราคาหุ้น และส่งผ่านไปยังตลาดหุ้นในที่สุด ดังนั้นในแทบทุกปีจะมีข่าวลบเกิดขึ้นในโลกตลอดเวลา ซึ่งเกือบทุกข่าวจะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้าย สงคราม การปฏิวัติ และการเมือง  

จนกระทั่งทุกวันนี้ ข่าวดียังเป็นข่าวลบในตลาดหุ้นได้ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากกรณีของสหรัฐฯคาดว่าจะลด (Tapering) QE4 ลง ทั้งที่การลด QE4 ครั้งนี้เนื่องจากเศรษฐกิจของอเมริการเริ่มฟื้นตัว ซึ่งหากเป็นสามัญสำนึกตามปรกติหุ้นต้องปรับตัวขึ้น เพราะเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจากระดับประมาณ 1,700 จุด เหลือเพียงประมาณ 1,300 จุด หรือลดลงถึง 23.5% ในช่วงเวลาเพียง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

เหตุการณ์นี้อธิบายได้อย่างสั้นๆว่า คือ วิกฤตเงินไหลออก (Fund Flow Crisis)  เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีเงินไหลออกเกือบ 120,000 ล้านบาท (โฮ้ แม่เจ้า เกิดอะไรขึ้น) ทั้งที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยเติบโตอย่างน่าประทับใจ

จากสวรรค์สู่ขุมนรกในเวลาแค่พริบตา ดังนั้นตลาดหุ้นจึงเป็นเรื่องคาดการณ์ได้ยากยิ่ง เพราะข่าวลบ ตลาดหุ้นก็ตก ข่าวบวก ตลาดหุ้นก็ตกเช่นกัน ราวกับบอกว่าก็อยากจะตกเสียอย่างใครจะทำไม

นักลงทุนดีควรมีกลยุทธ์ไว้ใช้ในยามตลาดตกต่ำ ซึ่งผมได้เสนอแนวทางกลยุทธ์การลงทุนภายใต้วิกฤตไว้ตามรายละเอียดดังนี้


จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากเรามีเงินลงทุน 1.0 ล้านบาท ควรจะลงทุน 1 แสนบาท เมื่อมูลค่าหุ้นที่แท้จริงลดลง 20% และควรลงทุนเพิ่มอีก 2 แสนบาท เมื่อมูลค่าหุ้นลดลง 30% ดังนั้นสรุปได้ว่า เมื่อมูลหุ้นตกถึง 50% เราจะลงทุนทั้งหมด

หากทำได้ตามนี้จะพบว่าต้นทุนของหุ้นจะอยู่ 58.5 บาท เมื่อเทียบกับมูลค่าหุ้นที่แท้จริง 100 บาท หรือ คิดเป็นค่าเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เท่ากับ 41.5% ซึ่งสูงมากๆ เพราะเทียบกับนักลงทุนระดับโลกเขายังขอแค่เพียง 25% เอง

สมมติว่าหุ้นเกิดเด้งกลับมาที่ราคา 80 บาท และเราขายหุ้นทั้งหมดเราจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่ากับ 26.9% แต่หากขายที่ 100 บาท จะมีผลตอบแทนจากการลงทุน 41.5% แค่คิดก็มีความสุขแล้วครับ

โชคดีในการลงทุน และขอให้รวยแบบซ้ำๆซากๆนะครับพี่น้องชาวไทย

ชีวิตที่ต้องค้นหา

ย้อนหลังกลับไปไกลเกินกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตนเองจากการทำอาชีพวิศวกรก้าวมาสู่การเป็นนักการเงินอย่างเต็มตัว เส้นทางเส้นนี้ถูกลิขิตหรือกำหนดไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ไม่มีใครทราบได้ เพียงแต่วันนั้นผมรู้แต่ว่าทุกวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วไปทำงานเป็นวิศวกรจะมีเสียงคอยกระซิบอยู่แทบทุกวันว่า "เวลาผ่านไป บัดนี้ท่านกำลังทำอะไรอยู่" ซึงมันเหมือนเสียงที่คอยส่งสัญญาณเตือนใจว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่รอคอยอยู่ข้างหน้า...

แล้วการตัดสินใจครั้งสำคัญก็เกิดขึ้น เมื่อพายุลูกใหญ่ได้กระหน่ำฤาโถมกระหน่ำซ้ำลงไปที่ถนนสุขุมวิท 71 ผมเดินฝ่าทั้งกระแสลมและฝนเพื่่อมุ่งตรงไปขึ้นเรือหางยาวเพื่อหนีรถติดในมหานครกรุงเทพฯ (หนีไม่ได้จริง) เสื้อผ้าที่เปียกโชกไปทั้งตัว หนาวสั่นจนแทบเดินไม่ออก คลองแสนแสบส่งกลิ่นโชยมาเป็นระยะๆ สมกับชื่อของมัน และผมก็ไม่เคยชินกับมันซักทีทั้งที่ได้กลิ่มมันแทบทุกวัน

เสียงดังเปรี้ยงราวกับเกิดสงครามกลางเมือง ผมเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าแต่ไม่เห็นสายฟ้าแต่อย่างใด ผมได้ยินเสียงคนเอะอะโวยวาย แตกตื่นกันยกใหญ่ เรือหางยาวที่กำลังจะมารับผู้โดยสารเกิดพลิกคว่ำเพราะเสียหลักไปกระแทกกับตอมอของสะพาน ภาพที่เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังตะเกียกตะกายให้ขึ้นมาจากน้ำเพื่อหนีตาย ในขณะนั้นความคิดผุดขึ้นมาสอนให้ผมตระหนักว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นเหลือเกิน คนทุกคนไม่เคยรู้ว่าวันนี้ออกจากบ้านแล้วอาจไม่ได้กลับมาอีก ดังนั้นอย่าผัดวันประกันพรุ่ง เพราะอาจจะไม่มีพรุ่งนี้อีกต่อไป

ผมกลับมาถึงบ้านพร้อมกับคำตอบที่ได้ค้นพบ ผมต้อง "กล้า" ที่จะเปลี่ยนแปลง ผมต้อง "กล้า" ที่จะเดินไปในเส้นทางที่อาจไม่มีคนรอบข้างเข้าใจ ผมต้อง "กล้า" ที่จะเป็นตัวของตัวเอง (ช่างกล้านัก !!!)

คิดแล้วต้องทำ ไม่ฉะนั้นจะเหมือนเดิม ผมตัดสินใจลาออกโดยไม่รู้ว่าชะตากรรมในอนาคต เพราะถ้ารอวันพร้อมคงไม่มี (บ้าบิ่นดีครับ สมกับเป็นวัยรุ่นตัวจริง) ผมตัดสินใจขายรถคู่ชีพที่สุดแสนจะรักมัน เพราะล้างรถได้แทบทุกวัน เพื่อจะได้เงินทุนสักก้อนหนึ่งใช้กับวันเวลาในอนาคต

ผมมีความเชื่อว่าภายใต้วิกฤติจะมีเกิดการเปลี่ยนแปลง ชีวิตจะค้นหาเส้นทางของมันได้ด้วยตนเองเสมอ เมื่อถึงเวลาคับขัน ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อไม่มีงาน และจะไม่มีเงินอีกในอนาคตแน่นอน (เพราะใช้เงินไปเรื่อยๆ) จิตจะเกิดกระบวนการทำงานอย่างหนัก ขยันแบบทะลุโลก จิตจะตื่นโพลงขึ้นมาจากการหลับไหลมาหลายปี ผมรู้จักจิตดวงนี้ดีว่ามันมีสันดานเลือดนักสู้ขนาดไหน ทนทานกับความวิบัติได้ขนาดไหน...

จิตที่ผาดโผนย่อมต้องดำเนินชีวิตอย่างผาดโผน สมกับนิสัยสันดานดังเดิมของมัน จิตดวงนี้มันบูชาประสบการณ์ชีวิตเหนือกว่าสิ่งอื่นใด เหนือกว่า เงินทอง อำนาจ และชื่อเสียง เพราะมันรู้ว่านอกเหนือประสบการณ์ด้านจิตวิญญาณทุกอย่างมันทิ้งหมด ไม่สามารถนำไปได้หลังความตาย

ผมได้นับหนึ่่งอีกครั้งแล้วกับชีวิตที่ยังไม่มีอนาคต แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันไกลสุดขอบโลก แล้วคุณล่ะมัวทำอะไรอยู่...


มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ (ต่อ 2)

มูลค่าหุ้นที่แท้จริง ประกอบด้วย มูลค่าหุ้นตามบัญชี + มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ + มูลค่าหุ้นตามการเติบโต โดยที่ มูลค่าหุ้นตามบัญชี สามารถคำนวณได้จากงบแสดงฐานะการเงินล่าสุด ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในบทความที่ผ่านมา

มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ คำนวณได้จาก ROE - Ke เช่น หุ้น ABCD มี  ROE 20% ในขณะที่มี Ke เท่ากับ 10% ซึ่งจะแสดงรายการคำนวณข้างล่าง ดังนั้นมูลค่าแฟรนไชด์จะเท่ากับ 10% มาจาก 20%-10%

หากต้องการจะแปลงเป็นมูลค่าเป็นตัวเงิน สามารถทำได้โดยการ นำมูลค่าแฟรนไชด์ คูณกับ มูลค่าหุ้นตามบัญชี สมมติว่าหุ้นต้วนี้มีมูลค่าหุ้นตามบัญชีเท่ากับ 100 บาท ดังน้้นมูลค่าแฟรนไชด์จะเท่ากับ 10% x 100 = 10 บาท

อย่างไรก็ตามมูลค่าแฟรนไชด์ที่เกิดขึ้นตามที่กล่าวข้างต้นเป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นเพียง 1 ปีเท่านั้น หากหุ้นตัวนี้มีมูลค่าแฟรนไชด์ตลอดไปของการทำธุรกิจ สามารถทำได้โดยการ มูลค่าแฟรนไชด์ทีคำนวณได้ คือ 10 บาท หารด้วย Ke ซึ่งกรณีนี้มีเงื่อนไขว่าหุ้น ABCD ไม่มีการเติบโตของกำไรสุทธิ

จากตัวอย่างข้างต้น Ke เท่ากับ 10% ดังนั้นมูลค่าแฟรนไชด์จะเท่ากับ 10/10% = 100 บาท


ค่า Ke คือ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้ถือหุ้นต้องการจากการลงทุนต่อปี ซึ่งมีสมการดังนี้
 
 
โดยที่ Krf คือ อัตราผลตอบแทนในพันธบัตรรัฐบาลนิยมใช้ พันธบัตรอายุ 5 ปี หรือ 10 ปี
 
          Km คือ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ไทยควรใช้อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป
 
          Bi    คือ ค่าเบต้าของหุ้นที่จะลงทุนนิยมอ้างอิงจากบริษัทหลักทรัพย์ 
 
สมมติให้ หุ้น ABCD มีค่า Bi เท่ากับ 1.0 และ Krf = 3% Km = 12% จะทำให้สามารถคำนวณหาผลตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้ถือหุ้นต้องการจากจากการลงทุนได้ดังนี้
 
                     Ke = 3% + (12% - 5%) x 1.0 = 10% ต่อปี
 
 
จากกรณีของหุ้น ABCD ที่กล่าวมาข้างต้นสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้
 
                      V =  BVPS + (ROE - Ke) x BVPS
                                                      Ke
 
เทียบเท่ากับ V =  มูลค่าหุ้นตามบัญชี + มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ + 0
ซึ่ง 0 คือ ไม่มีมูลค่าหุ้นตามการเติบโต
 
                      V = 100 + 10% x 100   = 100 + 100 = 200 บาท
                                           10%
 
มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (V) ของหุ้น ABCD เท่ากับ 200 บาท ประกอบด้วย มูลค่าตามบัญชี 100 บาท และมูลค่าตามแฟรนไชด์อีก 100 บาท ส่วนมูลค่าการเติบโตไม่มี
 
สรุปได้ว่า การประเมินมูลค่าหุ้นที่แท้จริงจากสมการข้างต้นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ธุรกิจนั้นอยู่ในสถานะอิ่มต้วแล้ว ซึ่งหมายถึงไม่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดแล้ว ดังนั้นหากธุรกิจมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจะเกิดมูลค่าตามการเติบโต ซึ่งการจะหามูลค่าตามการเติบโตนั้นให้ใช้หลักการของ DCF Model มาร่วมในการคำนวณ 
 

มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ (ต่อ 1)

เมื่อธุรกิจมีมูลค่าแฟรนไชด์ ย่อมแปรเปลี่ยนไปเป็นมูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ ทั้งนี้เพราะหุ้นเป็นของเจ้าของธุรกิจและเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ดังสมการต่อไปนี้

                          ธุรกิจ = เจ้าหนี้ + เจ้าของธุรกิจ

อาจเทียบเคียงได้กับสมการบัญชี คือ ธุรกิจ คือ สินทรัพย์  หนี้สิน คือ เจ้าหนี้  และเจ้าของธุรกิจ คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น 

ดังนั้นมูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจ จะไปแสดงทั้งหมดในส่วนของของผู้ถือหุ้นและจะสะท้อนออกมาในมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (IVPS) และสุดท้ายจะไปปรากฎในราคาหุ้น (Market Price)

เหตุที่มูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจไม่ได้เป็นของเจ้าหนี้ เพราะเจ้าหนี้ได้รับค่าตอบแทนที่ชัดเจนแล้วในรูปแบบดอกเบี้ยจ่ายจึงไม่มีสิทธิใดๆทั้งสิ้นกับมูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจ

หากเข้าใจหลักการที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ท่านจะรู้ทันทีว่าการกู้เงินมาทำธุรกิจที่มีแฟรนด์ไชด์จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นเป็นอย่างมาก ท้้งนี้เพราะมูลค่าแฟรนไชด์ตกเป็นของผู้ถือหุ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว

                        มูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจ วัดได้จาก  ROCE 

                        มูลค่าแฟรนไชด์ของหุ้น วัดได้จาก ROE

                        
                       ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) =  กำไรสุทธิ x 100%
                                                                                   ส่วนของผู้ถือหุ้น
                                                                     

การคำนวณหา ROE สามารถคำนวณได้จากงบการเงินย้อนหลังในอดีตประมาณ 5 ปี  หาก ROE ของกิจการมีความสม่ำเสมอและสูงกว่า ROE ของอุตสาหกรรมของตนเอง ย่อมแสดงว่ามีมูลค่าแฟรนไชด์ของหุ้น แต่ข้อพึงระวังคือ ROE อาจจะสูงได้เพราะมีการก่อหนี้ในการดำเนินธุรกิจ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  กิจการ A มี สินทรัพย์ = 100 ล้านบาท และไม่มีหนี้สิน โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 10 ล้านบาท

 กิจการ B มี สินทรัพย์ = 100 ล้านบาท และมีหนี้สิน = 50 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 8 ล้านบาท
 ทั้งนี้เพราะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ไป 2 ล้านบาท

 จากสมการบัญชี : สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน

  กิจการ A จะมีทุน = 100 ล้านบาท

  กิจการ B จะมีทุน = 100 - 50 = 50 ล้านบาท

  ดังนั้น ROE ของกิจการ A = 10 x 100% / 100  = 10%
             
   และ  ROE ของกิจการ B = 8 x 100% / 50  = 16%

หากท่านต้องการใช้ ROE ต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านการเงินด้วย แต่หากใช้ ROCE ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงทางด้านการเงิน

อีกวิธีหนึ่่งที่จะวัดว่าหุ้นมีมูลค่าแฟรนไชด์หรือไม่ อาจพิจารณาได้จาก ROE เทียบกับ ต้นทุนทางการเงินของผู้ถือหุ้น (Ke) หาก ROE มากกว่า Ke แสดงว่ามีมูลค่าแฟรนไชด์ แต่หาก ROE = Ke แสดงว่าไม่มีมูลค่าแฟรนไชด์ สุดท้ายถ้า ROE น้อยกว่า Ke แสดงว่าทำลายแฟรนไชด์ ซึ่งส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่แท้จริงต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี

                              

มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์

มูลค่าหุ้นตามแฟรนด์ไชด์ คือ มูลค่าแฟรนด์ไชด์ของธุรกิจ ซึ่งหมายถึง ธุรกิจนั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมของตนเอง โดยความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ประกอบด้วยรายละเอียดหลักๆดังนี้

1) สัมปทาน หรือ ใบอนุญาตจากรัฐ ส่งผลให้เกิดการกีดกันการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรง เพราะผู้ได้สัมปทานจะมีจำนวนจำกัด และสามารถกำหนดราคากันได้เอง

2) ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดการประหยัดขนาดในธุรกิจนำไปสู่ต้นสินค้าและบริการที่ต่ำ กล่าวคือ ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงมากจะมีอำนาจในการต่อรองซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในราคาที่ต่ำกว่าธุรกิจขนาดเล็ก

3) ความต้องการสินค้าของผู้บริโภคที่ยั่งยืน กล่าวคือ สินค้านั้นมีแบรนด์ที่่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ซึ่งส่งผลให้สินค้านั้นเกิดการซื้อซ้ำๆในอนาคต

ด้วยการที่ธุรกิจมีแฟรนไชด์ย่อมส่งผลให้มีความธุรกิจสามารถทำกำไรได้สูงกว่าอุตสาหกรรมของตนเอง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จากงบการเงินที่ผ่านมา โดยใช้อัตราส่วนทางการเงินดังต่อไปนี้

                       ผลตอบแทนของเงินลงทุน (ROCE)  =  กำไรจากการดำเนินงาน x 100%
                                                                                             เงินลงทุนที่ต้องการ

                    
                        กำไรจากการดำเนินงาน = ขาย - ต้นทุนขาย - คชจ. ขายและบริหาร

                        เงินลงทุนที่ต้องการ = สินทรัพย์รวม - หนี้สินที่ไม่มีดอกเบี้ย

* ขาย ต้นทุนขาย และคชจ. ขายและบริหาร สามารถนำตัวเลขจากงบกำไรขาดทุน
* สินทรัพย์รวม และหนี้สินไม่มีดอกเบี้ย สามารถนำตัวเลขมาจากงบแสดงฐานะการเงิน
* ผลตอบแทนของเงินลงทุนต้องคิดเป็นรายปี ดังนั้น หากกำไรจากการดำเนินงานนำมาจากงบการเงินไตรมาสที่ 1 ต้อง คูณด้วย 4 เพื่อเป็นรายปี หากนำมาจากงบการเงิน 6 เดือน ต้องคูณด้วย 2 และหากเป็นงบการเงิน 9 เดือน ต้องคูณด้วย 4/3

ดังน้้นการพิจารณาว่าธุรกิจมีแฟรนด์ไชด์หรือไม่ ให้คำนวณหา ROCE ย้อนหลังประมาณ 5 ปี หากมี ROCE สูงกว่าอุตสาหกรรม และมีความสม่ำเสมอพอสมควร ย่อมแสดงว่าธุรกิจมีแฟรนไชด์ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ราคาหุ้นควรสูงกว่ามูลค่าตามบัญชี คือ P/BV > 1.0 หากพบว่าเมื่อใดราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี (BVPS) แสดงว่าหุ้นเข้าข่าย undervalued ซึ่งเป็นโอกาสในการเข้าไปซื้อ

สมมติว่า อุตสาหกรรมอาหาร มี ROCE ของอุตสาหกรรมเท่ากับ 12% ต่อปี แต่ในขณะที่บริษัท ก ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร มี ROCE เท่ากับ 18% ต่อปี แสดงว่า บริษัท ก มีแฟรนไชด์ธุรกิจ เพราะว่ามี ROCE = 18% มากกว่า อุตสาหกรรมฯที่ 12% หากศึกษาลงไปในธุรกิจพบว่า บริษัท ก มีแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับของลูกค้าและมีจำนวนสาขาเป็นจำนวนมากครอบคลุมไปยังพื้นที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ดังนั้นหากเราเป็นนักลงทุนควรติดตามหุ้น ก ต่อไปว่ามีราคาหุ้นต่่ำกว่า BVPS หรือไม่ หากต่ำกว่าแล้วแสดงว่าเป็นโอกาสในการเข้าไปซื้อหุ้นแล้ว ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ว่า ซื้อถูก และขายแพงในอนาคต

แกะรอยมูลค่าหุ้นที่แท้จริง

มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value per Share : IVPS) ประกอบด้วยมูลค่าหลัก 3 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้ [การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้อธิบายแล้วในบทความก่อนหน้านี้]

มูลค่าส่วนที่ 1 คือ มูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value per Share : BVPS) คำนวณได้ตามงบดุล หรือ ปัจจุบันเรียกกันว่า งบแสดงฐานะการเงิน ซึ่งมีสมการดังนี้

                                 มูลค่าหุ้นตามบัญชี = ส่วนของผู้ถือหุ้น
                                                                   จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว

 มูลค่าส่วนที่ 2 คือ มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ (Franchise Value per Share : FVPS) คำนวณได้จากส่วนต่างของมูลค่าหุ้นที่แท้จริงที่ไม่มีการเติบโตของกำไรกับมูลค่าหุ้นตามบัญชี มีสมการดังนี้

                  มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ = มูลค่าหุ้นที่แท้จริง  - มูลค่าหุ้นตามบัญชี

 มูลค่าส่วนที่ 3 คือ มูลค่าหุ้นตามการเติบโต (Growth Value per Share : GVPS) คำนวณได้จากส่วนต่างของมูลค่าหุ้นที่แท้จริงที่มีการเติบโตของกำไรกับมูลค่าหุ้นตามบัญชีและมูลค่าตามแฟรนไชด์ ซึ่งมีสมการดังนี้

                มูลค่าหุ้นตามการเติบโต = มูลค่าหุ้นที่แท้จริง  - BVPS - FVPS


จากสมการข้างต้นทำให้ท่านทราบได้ว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นประกอบด้วย BVPS + FVPS + GVPS เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นขอยกตัวอย่างประกอบดังนี้

สมมติว่า บริษัท ก มีมูลค่าหุ้นตามบัญชี = 10 บาทต่อหุ้น และเมื่อคำนวณมููลค่าหุุ้นที่แท้จริงด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) พบว่ามีมูลค่าหุ้นเท่ากับ 20 บาท โดยการคำนวณนี้มีสมมติฐานว่าบริษัท ก กำไรสุทธิไม่เติบโตในอนาคต หรือ อีกความหมายหนึ่งคือกำไรสุทธิคงที่ตลอดไป

ดังนั้นในกรณีนี้ มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ = 20 - 10 = 10 บาทต่อหุ้น

และสมมติว่ากิจการมีการเติบโตของกำไรสุทธิ 5% ตลอดไป พบว่ามูลค่าหุ้นที่แท้จริงจากการคำนวณโดยใช้ DCF เท่ากับ 30 บาท ดังนั้นในกรณีนี้ มูลค่าหุ้นตามการเติบโต = 30 - 10 - 10 = 10 บาทต่อหุ้น

กล่าวโดยสรุปได้ว่า มูลค่าหุ้นที่แท้จริง ประกอบด้วย มูลค่าตามบัญชี = 10 บาท และ มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ = 10 บาท รวมทั้ง มูลค่าหุ้นตามการเติบโต = 10 บาท ดังนั้นมูลค่าหุ้นที่แท้จริงเท่ากับ 30 บาท

หากใช้หลักการนี้อธิบายราคาหุ้น (Market Price) ในตลาดหลักทรัพย์จะพบว่า หุ้นบางตัวขายกันที่ราคาเท่ากับมูลค่าตามบัญชี หรือ P/BV เท่ากับ 1.0 แสดงว่านักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าหุ้นตัวนี้ไม่มีแฟรนไชด์ และมูลค่าการเติบโต ในทำนองเดียวกันหุ้นบางตัวขายกันที่ราคาสูงกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี หรือ P/BV เท่ากับ 5.0 แสดงว่านักลงทุนส่วนใหญ่มองหุ้นตัวนี้มีมูลค่าแฟรนด์ไชด์ และมูลค่าการเติบโตสูงกว่า BVPS เท่ากับ 400%  

บทสุดท้ายของไดอารี่พ่อ

บทสุดท้ายของไดอารี่มีข้อความดังนี้

มันคงจะดีหากพ่อได้มีโอกาสบอกกับเดี่ยวด้วยตัวของพ่อเอง แต่หากพ่อไม่มีโอกาสได้บอกให้ลูกรู้ เพราะพ่ออาจจะจากไปก่อนเวลาอันควร พ่อก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าไดอารี่เล่มนี้จะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดแทนพ่อได้เป็นอย่างดี

เมื่อครั้งที่ลูกอยากทำธุรกิจส่วนตัว แต่พ่อไม่เห็นด้วยนั่นเป็นเหตุที่ทำให้เราพ่อลูกต้องทะเลาะกัน ด้วยเหตุผลก็คือ พ่อคิดว่ามันไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมด้านความรู้ ประสบการณ์ และความพร้อมทางอารมณ์ ของเดี่ยว เปรียบเหมือนคำกล่าวที่ว่า ผลไม้ต้องรอเวลาสุก

ความจริงแล้วพ่อก็อยากเห็นลูกมีธุรกิจส่วนตัวเช่นกัน ดังนั้นพ่อจึงได้ทำงานพิเศษเพื่อเก็บเงินไว้ให้ลูกเป็นทุนในการทำธุรกิจ ถึงแม้มันอาจจะไม่มากมาย แต่ก็พอที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจได้ และพ่อขอให้ลูกอย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆไป เพราะสิ่งเล็กๆเหล่านี้จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอ ตัวอย่างเช่น เงินลงทุน 1.0 ล้านบาท หากลงทุนแล้วให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี เรานำผลตอบแทนที่ได้มาลงทุนซ้ำอีกจะพบว่าอีก 10 ปีต่อมา เราจะมีเงินทั้งหมด 2.6 ล้านบาท ถ้าหากลงทุนเป็นระยะเวลา 20 ปี จะมีเงินทั้งหมด 6.7 ล้านบาท หรือหากลงทุนเป็นระยะเวลา 30 ปี ก็จะมีเงินถึง 17.4 ล้านบาท

 พ่อจะแสดงวิธีคิดจากสูตรที่ลูกอาจจะเคยเรียนมาแล้วดังนี้

เงินในอนาคต = เงินลงทุน x (1+ผลตอบแทนจากการลงทุน)^ปี

หากเปลี่ยนผลตอบแทนจากการลงทุนเป็น 15% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเพียง 5% จะเห็นว่า เงินที่ได้มีค่าแตกต่างกันอย่างมาก คือ เมื่อลงทุน 10 ปี จะทำให้เรามีเงินถึง 4 ล้านบาท หากลงทุน 20 ปี จะทำให้มีเงินถึง 16.4 ล้านบาท หรือหากลงทุน 30 ปี จะทำให้มีเงินถึง 66.2 ล้านบาท

เมื่อเราเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนอีก 5% เป็น 20% ต่อปี ในระยะเวลา 30 ปี เราจะมีเงินถึง 237.4 ล้านบาท จากตัวเลขที่แสดงมาทั้งหมดเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า สิ่งเล็กๆในวันนี้จะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต หรือพูดได้ว่าเงินจำนวนน้อยๆในวันนี้จะทำให้เราร่ำรวยอย่างเหลือเชื่อในอนาคต

 พ่ออยากให้ลูกรู้ว่าก่อนที่เราจะเริ่มลงทุนทำธุรกิจ ลูกต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง “วงจรแห่งความยากจน” และ “วงจรแห่งความร่ำรวย” พ่อเคยอยู่ทั้งสองวงจร โดยที่พ่อเริ่มจาก “วงจรแห่งความร่ำรวย”  คือในช่วงที่พ่อทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างประสบความสำเร็จ ต่อมาพ่อก็เข้ามาอยู่ใน “วงจรแห่งความยากจน” ก็คือตอนที่พ่อขยายงานไปลงทุนในธุรกิจโรงแรม และโรงหนัง ซึ่งเป็นธุรกิจที่พ่อไม่มีความถนัด แต่ลงทุนไปเพราะความโลภขาดสติ คิดแต่เพียงว่าเป็นกระแสของตลาด อย่างไรก็ตามเรื่องราวทั้งหมดได้สอนสัจธรรมให้พ่อได้รู้ว่า สิ่งต่างๆในโลกนี้ เกิดขึ้น คงอยู่ และดับไป เป็นตามธรรมดาของมัน ไม่เคยมีสิ่งใดที่จะรุ่งเรืองได้ตลอดไป และไม่มีสิ่งใดที่เสื่อมทรามได้ตลอดไปเช่นเดียวกัน

พ่อจะเล่าให้เดี่ยวฟังว่า ทำไมพ่อถึงได้เข้าไปสู่วงจรแห่งความยากจนได้ เมื่อพ่อตัดสินใจจะลงทุนในธุรกิจโรงแรมและโรงหนัง แต่เวลานั้นพ่อไม่มีเงินทุนเลย ดังนั้นพ่อจึงต้องกู้เงินจากธนาคาร และกู้นอกระบบมาลงทุน ปรากฏว่าทรัพย์สินที่ลงทุนไป ก่อให้เกิดรายได้ไม่พอกับดอกเบี้ยจ่าย เมื่อไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ยพ่อก็จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มอีกเพื่อนำมาจ่ายดอกเบี้ย ยิ่งกู้เพิ่มมากขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายก็ยิ่งเพิ่มขี้นเป็นเงาตามตัว มิหนำซ้ำรายได้จากธุรกิจก็ไม่ดีเพราะพ่อไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจประเภทนี้มากนัก เมื่อเป็นเช่นนี้สุดท้ายก็ถึงทางตันคือ ธุรกิจขาดสภาพคล่องไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายต่างๆ จนทำให้ธุรกิจต้องเลิกไป เจ้าหนี้ก็ฟ้องร้องจนยึดทรัพย์สินไปขายทอดตลาด เมื่อไม่พอชำระหนี้ก็มาฟ้องร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากพ่ออีก เป็นผลสืบเนื่องมาถึงธุรกิจรับเหมาของพ่อก็เริ่มมีปัญหา

สุดท้ายเรื่องราวต่างๆก็จบลง พ่อแทบจะหมดตัว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อไม่เคยท้อแท้ หรือคิดสั้นกับชีวิตเลย ก็คือ พ่อมีครอบครัวที่อบอุ่น มีทั้งแม่ที่คอยเป็นกำลังใจให้อยู่ตลอดเวลา และมีลูกๆที่พ่อรักยิ่งกว่าสิ่งใด

พ่ออยู่ในวงจรแห่งความร่ำรวย เมื่อตอนที่พ่อเริ่มต้นทำธุรกิจซึ่งพ่อรู้จักและเข้าใจธุรกิจประเภทนี้เป็นอย่างดี จากเงินทุนก้อนเล็กๆของตัวเองและเงินทุนจากเพื่อนฝูงบางส่วน ลงทุนซื้อทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ เมื่อนำรายได้มาหักกับค่าใช้จ่าย แล้วยังคงเหลือเป็นกำไร จึงนำกำไรบางส่วนไปจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้น กำไรส่วนที่เหลือก็นำไปซื้อทรัพย์สินเพิ่มเติม ทรัพย์สินยิ่งเพิ่มมากขึ้นก็จะก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น และจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นด้วย กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นก็กลับมาเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีก หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆอย่างไม่จบสิ้น

สิ่งที่พ่อได้เขียนบันทึกไว้นี้ พ่อหวังว่าลูกคงได้ประโยชน์จากมันไม่มากก็น้อย เพราะเรื่องราวทั้งหมดมันเป็นประสบการณ์ของพ่อ พ่อจึงปรารถนาให้เดี่ยวเลือกทางเดินที่ถูกต้องและเหมาะสม และสุดท้ายนี้พ่อได้เตรียมมรดกทางความคิดไว้ให้เดี่ยว พ่อหวังว่ามันจะทำให้ทุกคนในครอบครัวของเรามีชีวิตที่สุขสบาย
มรดก นั้นคือ ลิขสิทธิ์ของหนังสือที่พ่อได้เขียนไว้ทั้งหมด ประกอบด้วย หนังสือการตลาด หนังสือบริหารจัดการ หนังสือการเงินการลงทุน หนังสือบัญชีและภาษี และหนังสือกฎหมาย ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 100 เล่ม เรียงอยู่ในชั้นหนังสือด้านหลังโต๊ะทำงานพ่อ

รักลูกๆ กับแม่บัวเสมอ
   พ่อเดช 

หมายเหตุ : เนื้อหาทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ คู่มือ ...หาเงินทำธุรกิจ หากท่านใดสนใจสั่งซื้อได้ที่ www.mebmarket.com





นักล่าอาณานิคมยุคโลกาภิวัฒน์ (ต่อ)

หลังจากวิกฤติประมาณสักประมาณ 2 ปี ก็ได้เวลาเริ่มเข้าสู่การลงทุนของกองทุนล่าอาณานิคม เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สุกงอมและทราบแล้วว่าบริษัทจดทะเบียนใด (บริษัทที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) สามารถผ่านพ้นวิกฤติไปได้ แต่ยังคงบาดเจ็บและอ่อนแออยู่ ถ้าได้รับการเยียวยาที่ถูกต้องจะเกิดอาการ "เกือบตาย แล้วฟื้นคืนชีพ" หรือนักลงทุนเรียกกันว่าธุรกิจ / หุ้น ประเภท Turnaround โดยกองทุนเหล่านี้จะเสนอตัวเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทฯแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) ในราคาถูกแสนถูก และบริษัทฯส่วนใหญ่ก็ยินดีจะขายด้วย เนื่องจาก ถ้าไม่ขายอาการเกือบตายอาจจะกลับไปตายได้ คือสูญเสียทุกอย่างให้กับเจ้าหนี้เงินกู้ เพราะอาจไม่มีกำลังจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น และจะถูกยึดทรัพย์ในที่สุด ดังนั้นการขายหุ้นครั้งนี้เปรียบได้กับการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต

กองทุนนักล่าเหล่านี้จะเลือกบริษัทที่มีลักษณะ คือ มีกำไรจากการดำเนินงาน แต่มีผลขาดทุนสุทธิ โดยผลขาดทุนสุทธินี้สาเหตุหลักมาจากดอกเบี้ยจ่ายที่มีจำนวนสูงมากซึ่งจะแสดงในรูปแแบบงบการเงินดังนี้

งบกำไรขาดทุน ก่อนขายหุ้นเพิ่มทุน

หน่วย : ล้านบาท

รายได้จากการขาย                         1,000        
ต้นทุนขาย                                        700
กำไรขั้นต้น                                       300
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร                  100
กำไจากการดำเนินงาน                     200
ดอกเบี้ยจ่าย                                   250
ขาดทุนสุทธิ                                      50

เมื่อเลือกบริษัทเป้าหมายได้แล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินต่อไป คือ การซื้อหุ้นของบริษัท และกำหนดในเงื่อนไขในสัญญาว่าให้บริษัทต้องนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุน ไปใช้คืนหนี้เงินกู้ยืมกับเจ้าหนี้เงินกู้

หลังจากนั้นบริษัทก็นำเงินไปจ่ายคืนหนี้กับเจ้าหนี้เงินกู้ซึ่งจะส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลงอย่างมาก สมมติ ดอกเบี้ยจ่ายลดลงจาก 250 ล้านบาทเหลือ เพียง 100 ล้านบาททำให้บริษัทพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร 100 ล้านบาท แสดงงบกำไรขาดทุนได้ดังนี้


งบกำไรขาดทุน หลังขายหุ้นเพิ่มทุน

หน่วย : ล้านบาท

รายได้จากการขาย                         1,000        
ต้นทุนขาย                                        700
กำไรขั้นต้น                                       300
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร                  100
กำไจากการดำเนินงาน                     200
ดอกเบี้ยจ่าย                                   100
กำไรสุทธิ                                        100

บริษัทฯได้พลิกกลับมาทำกำไรแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ ราคาหุ้นก็จะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วตามผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัว กองทุนนักล่านี้ก็จะขายหุ้นที่ได้มาในราคาที่ได้กำไรอย่างน้อย 100% คืนให้กับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แค่นี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการทำกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำ

กองทุนนักล่าจะใช้วิธีซ้ำๆแบบนี้ในการแสวงหากำไรไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเอง สิ่งที่เล่ามาทั้ืงหมดนี้จึงเรียกว่า "วิกฤติ คือ โอกาส" ที่แท้จริง หมายถึง ความวิบัติของสิ่งหนึ่ง แต่สร้างความมั่งคั่งให้กับอีกสิ่งหนึ่ง

ทั้งหมดที่เล่าสู่กันฟังนี้สอนบทเรียนให้รู้ว่า อย่าเห็นแก่ประโยชน์ในระยะสั้นแต่มองข้ามประโยชน์ในระยะยาว เพราะวิกฤติที่เกิดขึ้นทุกครั้งเกิดจากการเห็นแก่ประโยชน์ในระยะสั้นทั้งนั้น

นักล่าอาณานิคมยุคโลกาภิวัฒน์

เหตุการณ์ในยุควิกฤติต้มยำกุ้งที่ผ่านมานั้นเป็นช่วงเวลานั้นที่่บริษัทส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งนี้เพราะกู้เป็นเงินสกุล US$ ในขณะที่อัตราเงินบาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ลอยตัวจาก 25 บาท/US$ ไปสูงเกินกว่าเท่าตัว อีกทั้งถูกกระหนำซ้ำเติมด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงเวลาสั้นๆ ส่งผลให้เกิดวิกฤตทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทฯส่วนใหญ่รวมถึงสถาบันการเงินได้พังพินาศไปตามๆกัน

บริษัทฯที่ประคองตัวอยู่ได้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก เพราะรายได้เพิ่มขึ้นไปพร้อมกับค่าเงินบาทที่อ่อนตัว อย่างไรก็ตามยังคงประสบปัญหาหนี้รุมเร้าอยู่เหมือนเดิม เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินบาท แต่ในขณะที่หนี้สินเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันไม่คุ้มกับมูลหนี้แล้ว เจ้าหนี้จึงบังคับหนี้คืนทันทีเพราะส่วนใหญ่ดันกู้เป็นหนี้ระยะสั้นที่เรียกคืนได้ตามเจ้าหนี้ต้องการ ส่งผลให้เกิดการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง

ขณะนั้นทรัพย์สินแทบทุกอย่างในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นที่ดินจนถึงหุ้นมีราคาถูกแสนถูกราวชั่งกิโลขาย กองทุนต่างชาติในซีกโลกตะวันตกใช้กลยุทธ์  WAIT & SEE เพื่อรอคอยเวลาในการเข้ามาแย่งชิงของดีราคาถูกมากๆ ที่วางเกลื่อนในตลาดราวของที่หลุดจากห้างไฮโซมาแบขายข้างถนน

ทั้งหมดนี้มันเป็นการล่าอาณานิยมยุคโลกาภิวัฒน์ที่แนบเนียนกว่าครั้งไหนๆในประวัติศาสตร์ ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ไม่ต้องถูกประณามว่าไม่มีมนุษยธรรม ทั้งหมดนี้โทษได้เพียงว่าพวกเราคงไร้เดียงสากันเอง (Too Naive) เพราะดันอยากได้เงินกู้ราคาถูก แต่สุดท้ายก็จ่ายคืนให้ในราคาแพงมหาโหด

บทเรียนครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับคน Generation แรก และหวังว่าจะเป็นบทเรียนที่ต้องอ่านซ้ำๆ อีกหลายครั้งสำหรับคน Generation ต่อๆไป

วิกฤติรอเวลาเกิดขึ้นเสมอเพียงแต่ขณะนี้ค่อยๆสะสมรอเวลาที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นจงพยายามดำเนินชีวิตทุกขณะอย่างมีสติและมีเหตุผลเสมอ


    

ประเมินมูลค่าหุ้น ตอนที่ 2

2) การประเมินมูลค่าหุ้น โดยวิธีกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow : DCF Model)

  วิธีนี้ DCF Model นี้ได้รับการยอมรับมากที่สุด และนักลงทุนระดับโลกใช้วิธีนี้การคำนวณหามูลค่าหุ้นก่อนการตัดสินใจลงทุน

      
              V = มูลค่ากิจการ

              CF = กระแสเงินสดคงเหลือสำหรับกิจการ

               k = ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของกิจการ

เมื่อคำนวณมูลค่ากิจการได้แล้ว ให้นำหนี้สุทธิมาหักออกจากกิจการ ค่าที่ได้จะเป็นของผู้ถือหุ้น และเมื่อนำส่วนของผู้ถือหุ้นมาหารด้วยจำนวนหุ้น ค่าที่ได้จะเป็น มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value of Stock) โดยมีตัวอย่างบางส่วนประกอบดังต่อไปนี้
             

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นกรณีศึกษาบริษัทจำลอง "บริษัท ทริปเปิลบุ๊คแบงค์ จำกัด (มหาชน)" ซึ่งใช้เป็นตัวอย่างในหนังสือ เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง ซึ่งมีรายละเอียดการคำนวณทั้งหมด ซึ่งท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก www.mebmarket.com



จากการคำนวณข้างต้นพบว่า มูลค่าหุ้นที่แท้จริงเท่ากับ 11.62 บาท ในขณะที่ราคาหุ้นอยู่ที่ 5.3 บาท กรณีเช่นนี้ พบว่า หุ้นมีราคาถูก (Undervalued) ดังนั้นควรตัดสินใจลงทุน เพราะหุ้น Undervalued ถึง 54% คำนวณมาจาก (11.62 - 5.3) x 100% / 11.62

ในชีวิตจริง หากเจอะเหตุการณ์แบบนี้ อย่าลังเลในการลงทุนเด็ดขาด หากมั่นใจว่ามีโอกาสชนะสูงมากให้ลงทุนแบบสุดตัว จำให้ขึ้นใจว่า คนจริงจึงจะได้ของจริง




ประเมินมูลค่าหุ้น ตอนที่ 1

การประเมินมูลค่าหุ้นยอดนิยมได้ถูกแบ่งเป็น 2 วิธี ดังนี้

1) การประเมินมูลค่าหุ้น โดยใช้วิธีผลคูณ (Multiples Model) ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้

                                      มูลค่าหุ้น = P/E x EPS 1

     โดยที่ P/E คือ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมหุ้นที่ต้องการลงทุน

              P คือ ราคาหุ้นในตลาดของอุตสาหกรรม

              E คือ  กำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้าของอุตสาหกรรม

              EPS 1 คือ กำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้าของหุ้นที่ต้องการลงทุน


     ตัวอย่าง : หุ้น D อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สมมติให้อุตสาหกรรมนี้มีหุ้นทั้งหมด 3 ตัว ไม่รวมหุ้น D โดยแต่ตัวมีราคาหุ้น และกำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้า ดังต่อไปนี้

       หุ้น              ราคาหุ้น (บาท)          กำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้า (บาท)
                               P                                           E
                               
        A                    10                                         1.0
        
        B                    20                                         1.8

        C                    30                                         2.5  

   เราสามารถคำนวณหา P/E ของหุ้น A ได้ คือ 10/1.0  = 10 เท่า หุ้น B คือ 20/1.8 = 11 เท่า หุ้น C คือ 30/2.5 = 12 เท่า

               ดังนั้น ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนี้ของ P/E = 10 + 11 + 12  = 11 เท่า
                                                                                             3

  สมมติว่าหุ้น D มีกำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้า (EPS 1) = 3 บาท ดังนั้นสามารถคำนวณหามูลค่าหุ้น A ได้ดังนี้

                           มูลค่าหุ้น = P/E x EPS 1    = 11 x 3 = 33 บาท

ข้อควรระวัง : การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีนี้ คือ การใช้กำไรเพียง 1 ปี เป็นการกำหนดมูลค่าหุ้นทั้งหมด ดังนั้น หากกำไรปีต่อๆไปมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะส่งผลให้มูลค่าหุ้นผิดเพี้ยนไปอย่างมาก นอกจากนี้การใช้กำไรไม่ได้สะท้อนภาพของกระแสเงินสดได้อย่างแม่นยำเท่าที่ควร ซึ่งท่านสามารถทำความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น โดยอ่าน คู่มือ สร้าง...วิเคราะห์ งบกระแสเงินสดด้วยตนเอง ที่ www.mebmarket.com

สำหรับการประเมินมูลค่าหุ้นวิธีที่ 2 คือ วิธีกระแสเงินสด (DCF Model) จะอธิบายอย่างย่อในบทความฉบับหน้า
                  



มูลค่าหุ้น VS. ราคาหุ้น

มูลค่าหุ้น (Value of Stock) คือ สิ่งที่นักลงทุนได้รับจากหุ้น

ราคาหุ้น (Price of Stock) คือ สิ่งที่นักลงทุนจ่ายให้กับหุ้น

การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ คือ มูลค่าหุ้น มากกว่า ราคาหุ้น หรือ เรียกอีกแบบหนึ่งว่า "หุ้นราคาถูก (Undervalued)" เมื่อหุ้นราคาถูกย่อมมีโอกาสสูงมากที่หุ้นจะปรับราคาขึ้นในอนาคต เพราะไม่ช้าก็เร็วตลาดจะรับรู้และเข้าสู่จุดสมดุลในที่สุด

ปรกติ เราสามารถจะหา หุ้นราคาถูก ได้เสมอ เมื่อตลาดเข้าสู่สภาวะหมีใหญ่ (กลัวจัด)

ในทางกลับกัน การลงทุนที่ล้มเหลว คือ ราคาหุ้น มากกว่า มูลค่าหุ้น   หรือ เรียกอีกแบบหนึ่งว่า "หุ้นราคาแพง (Overvalued)" เมื่อหุ้นราคาแพงย่อมมีโอกาสสูงมากที่หุ้นจะปรับราคาลงในอนาคต เพราะไม่ช้าก็เร็วตลาดจะรับรู้และเข้าสู่จุดสมดุลในที่สุดเช่นเดียวกัน

ปรกติ เราสามารถจะพบ หุ้นราคาแพง ได้เสมอ เมื่อตลาดเข้าสู่สภาวะพญากระทิง (โลภจัด)

หลักการลงทุนง่ายๆ คือ ซื้อหุ้นตอนตลาดหมีใหญ่ และขายหุ้นตอนตลาดพญากระทิง หรือ ซื้อถูก (Undervalued) ขายแพง (Overvalued) แต่หลักการนี้ถ้าคิดให้ดีฝืนความรู้สึกของคน คือ ให้ซื้อหุ้นในขณะที่ตลาดกำลังตกต่ำไปเรื่อยๆ ในขณะที่ขายหุ้นในขณะที่ตลาดกำลังวิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นไม่แปลกที่คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ทำตรงกันข้าม ผลลัพธ์ก็คือ ซื้อแพง ขายถูก 

โดยธรรมชาติ ผู้ที่ปรับให้มูลค่าหุ้นให้ใกล้เคียงกับราคาหุ้น คือ นักเก็งกำไร เพราะเขามีหน้าที่แสวงหาช่องว่าง (Gap Finding) ที่มีอยู่ในตลาดแล้วทำกำไร หรืออาจกล่าวได้ว่า นักลงทุนต้องการนักเก็งกำไร ในขณะเดียวกันนักเก็งกำไรก็ต้องการนักลงทุน ซึ่งเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี

สำหรับมูลค่าหุ้น (Value of Stock) ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น คือ มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value of Stock) ซึ่งสามารถคำนวณได้หลายวิธี ทั้งแบบวิธีผลคูณ (Multiple Model) และแบบวิธีกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow Model)

สำหรับการคำนวณหามูลค่าหุ้นแบบวิธีผลคูณ (Multiple Model) จะนำมาเสนอในครั้งหน้า

หากท่านต้องการศึกษาวิธีคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงด้วยวิธีกระแสเงินสด (DCF) อย่างละเอียดสามารถดูได้จาก หนังสือ เลือกหุ้นเล่นหุ้นประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง ที่ www.mebmarket.com



รางวัลของการชนะ ความกลัว VS. ความโลภ

บทความก่อนหน้านี้ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความกลัวและความโลภในตลาดหุ้นซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในตลาดหุ้นไม่ว่าในประเทศใดก็ตาม เพราะตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ก็เผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้เช่นกัน เนื่องจากความกลัวและความโลภมีทุกหนทุกแห่งไม่ได้ยืนยันว่าคนที่มีความรู้มากกว่าจะควบคุมรู้สึกได้ดีกว่าคนที่มีความรู้น้อยด้อยกว่า

ดังนั้นการเอาชนะตลาดหุ้นได้ในระยะยาวนั้นจึงเป็นเรื่องของสภาพจิตใจมากกว่าเรื่องความรู้ในการลงทุน  กล่าวโดยย่อคือ ตลาดหุ้นชนะกันด้วย EQ มากกว่า IQ อย่างไรก็ตามก่อนลงทุน ผู้ลงทุนต้องมีความรู้พื้นฐานในการลงทุนก่อน เพื่อจะได้เข้าใจว่ากระบวนขึ้นลงของหุ้นว่ามาจากสาเหตุใด เพื่อจะนำไปใช้ในการตัดสินใจในการลงทุนต่อไป

ความรู้พื้นฐานในการลงทุนหุ้น คือ การเข้าใจธุรกิจ การเข้าใจงบการเงิน และสามารถวิเคราะห์งบการเงินได้ด้วยตนเอง เพราะ ราคาหุ้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประกอบการของหุ้นตัวนั้น  หากกิจการของหุ้นตัวนั้นมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings per Share : EPS) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้ราคาของหุ้นตัวนั้นปรับตัวขึ้นด้วยในทิศทางเดียวกัน ในทางกลับกัน หากกิจการของหุ้นตัวนั้นมีกำไรสุทธิต่อหุ้นลดลงต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้ราคาของหุ้นตัวนั้นลดลงด้วยในทิศทางเดียวกัน

ท่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่าจริงหรือไม่ ให้เข้าไปดูที่ www.set.or.th ซึ่งมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)เปรียบเทียบกับราคาหุ้น โดยให้ดูย้อนหลังไปหลายปีเพื่อจะได้เห็นภาพได้ชัดเจน

ก่ล่าวโดยสรุปได้ว่า การเข้าใจธุรกิจ และงบการเงินสามารถทำให้ท่านมีเหตุมีผลยืนอยู่เหนือความกลัวและความโลภในตลาดได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้โอกาสในการชนะการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก รางวัลของการชนะความกลัวและความโลภ คือ เงินก้อนโตที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

ความกลัว VS. ความโลภ

การลงทุนในหุ้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัวของมันเอง ความเป็นศาตร์ คือ ความเหตุและมีผล ในขณะที่ความเป็นศิลป์ คือ ความไร้เหตุและผล ดังสังเกตได้จากบางครั้งราคาหุ้นก็ผันผวนไร้ทิศทางไม่สอดคล้องกับผลประกอบการของหุ้นต้วนั้น ซึ่งความมีเหตุผลและไร้เหตุผลในตัวเองนั้นก็สอดคล้องกับพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งก็กระทำสิ่งใดก็มีเหตุผล บางคร้้งก็มีแต่อารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง

ดังนั้น หากต้องการเข้าใจหุ้นได้อย่างลึกซึ้ง คงต้องนับหนึ่งจากการเข้าใจมนุษย์ให้ได้เสียก่อน จำไว้เสมอว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีสัญชาตณานในการป้องกันตัวเอง และรักตัวเองเป็นที่สุด คนก็เช่นเดียวกัน การป้องกันตัวเองของคนนั้นมีพื้นฐานมาจาก "ความกลัว" ในขณะที่การรักตัวเองนั้นมีพื้นฐานมาจาก "ความโลภ"

นักลงทุนจึงเปรียบเทียบว่า ความกลัว = ตลาดหมี คือ ภาวะตลาดหุ้นตกต่ำ นิยมใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ ยิ่งแดงมากยิ่งกลัวจัด ส่วน ความโลภ = ตลาดกระทิง คือ ภาวะตลาดหุ้นวิ่งกระจาย นิยมใช้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ยิ่งเขียวมายิ่งโลภมาก

เมื่อเราเข้าใจคนเพียงเสี้ยวเดียว คือ ความกลัว กับ ความโลภ ได้ เราก็สามารถสร้างผลกำไรจากตลาดหุ้นได้อย่างมหาศาล เพราะนักลงทุนที่ชาญฉลาดจะพบว่า เมื่อใดก็ตามที่ตลาดหุ้นกลัวสุดขีด ตลาดหุ้นจะเสนอหุ้นในราคาถูกแสนถูก ซึ่งหมายความว่า หุ้นจะถูกมากน้อยเพียงใด อยู่ที่ระดับความกลัว เช่น กลัวน้อย จะเสนอราคาถูกน้อย กลัวมาก จะเสนอราคาถูกมาก เป็นต้น

นั่นย่อมทำให้เราได้หลักการลงทุนที่ว่า ให้ซื้อหุ้นเมื่อตลาดตกต่ำสุดๆ ราวกับว่าโลกนี้กำลังแตกสลายไปในไม่ช้า และให้ขายหุ้นเมื่อตลาดพุ่งติดจรวด ราวกับว่าคนในตลาดหุ้นจะร่ำรวยกันไปหมด

คำถามที่ตอบให้ได้ คือ คุณสามารถจะวิ่งเข้าสู่ความตายได้ไหม ในขณะที่คนส่วนใหญ่มากๆกำลังคิดว่าตัวเองหนีตาย

จำให้ขึ้นใจว่า "ความรวยรออยู่ฝากตาย"


ข้อมูลสำหรับทำธุรกิจ

ถาม :  ผมอยากทำธุรกิจส่วนตัว แต่ยังไม่ทราบว่าจะทำธุรกิจอะไรดี จะขออาจารย์ช่วยแนะนำให้ครับ

ตอบ : ให้หาข้อมูลจากเว็บไซด์ตลาดหลักทรัพย์ : www.set.or.th ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนเป็นจำนวนมาก และคิดว่าแทบจะครอบคลุมธุรกิจเกือบทุกประเภท โดยข้อมูลสำคัญประกอบด้วย ผลการดำเนินงาน หาดูได้จาก รายงานประจำปี (Annual Report) และพื้นฐานธุรกิจ หาดูได้จาก แบบฟอร์ม 56-1

ตัวอย่างรายละเอียดอย่างย่อของรายงานประจำปี

1) ข้อมูลทั่วไป  ประกอบด้วยสถานที่ตั้งและที่ติดต่อของบริษัทมหาชนและกลุ่มบริษัทในเครือ 

2) ข้อมูลคณะกรรมการบริษัท

3) สารจากประธาน แสดงถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทและการกำหนดทิศทางของธุรกิจในอนาคต

4) ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินเปรียบเทียบย้อนหลัง ซึ่งประกอบด้วยงบกำไรขาดทุน งบดุล งบกระแสเงินสด และอัตราส่วนทางการเงิน

5) ลักษณะของธุรกิจ ทำให้ทราบว่าบริษัทดำเนินธุรกิจประเภทใด มีฐานการผลิตและการจัดจำหน่ายที่ใด และมีปัจจัยเสี่ยงใดบ้าง รวมทั้งนโยบายการบริหารความเสี่ยง

6) โครงสร้างการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ

7) โครงสร้างรายได้ของกลุ่มบริษัทฯ

8) รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่

9) โครงสร้างการบริหารงาน (Organization Chart)
  
ตัวอย่างรายละเอียดอย่างย่อของแบบฟอร์ม 56-1

ส่วนที่ 1 : ข้อมูลสรุปของบริษัท ซึ่งแสดงถึงประวัติความเป็นมาของบริษัทตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบัน ทุน  จดทะเบียน สัดส่วนของรายได้แบ่งตามภูมิศาสตร์ และกลุ่มลูกค้า ประเภทของการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจต่อตลาด ธุรกิจของบริษัทย่อย และผลการดำเนินงานโดยย่อ

ส่วนที่ 2 : พื้นฐานทางธุรกิจของบริษัท โดยมีรายละเอียดแบ่งตามหัวข้อดังต่อไปนี้
 ปัจจัยความเสี่ยงจากการประกอบธุรกิจ โดยจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือปัจจัยภายนอก อันได้แก่ ภาวะสงคราม ภาวะเศรษฐกิจ และภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรม เป็นต้น ปัจจัยภายใน อันได้แก่ ความผันผวนของวัตถุดิบทางตรงในการผลิต ความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อกับลูกหนี้การค้า และความเสี่ยงด้านสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เป็นต้น

 ลักษณะของธุรกิจ จะแสดงความเป็นมาของธุรกิจอย่างละเอียดนับตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงปัจจุบัน การขายหุ้นเพิ่มทุนและการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ โครงสร้างการลงทุนและสัดส่วนการถือครองหุ้นในบริษัทย่อย   และบริษัทร่วมที่สำคัญ  โครงสร้างรายได้ของบริษัทหลักและบริษัทย่อย เป้าหมายการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาองค์กร

 ประเภทของสินค้าและบริการ จะแสดงสัดส่วนของรายได้ในแต่ละกลุ่มสินค้าและบริการ รวมทั้งสิทธิพิเศษ  ทางภาษีอันเกิดจากการลงทุน เช่น การได้รับการส่งเสริมการลงทุน เป็นต้น  ซึ่งสิทธิพิเศษดังกล่าวจะมีรายละเอียดประกอบอย่างชัดเจน  และสิทธิพิเศษอื่นอันเกิดจากการเป็นผู้ประกอบการที่ดี เช่น การได้รับบัตรทองจากกรมศุลกากร จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดส่งสินค้าเนื่องจากลดระยะเวลาการตรวจสินค้า

 กลยุทธ์การตลาดและลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย จะแสดงข้อมูลการขายผ่านช่องทางจัดจำหน่าย และนโยบายการตั้งราคา รวมทั้งภาวะอุตสาหกรรมจากข้อมูลตลาดรวม ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก การส่งเสริมของภาครัฐ และสภาวะการณ์ในอุตสาหกรรมจากข้อมูลการแข่งขันในอุตสาหกรรม ความสามารถในการต่อรองระหว่างบริษัทกับลูกค้า

ทำธุรกิจแบบไม่ใช่เงิน ตอนที่ 2

ถาม : ขอบคุณอาจารย์มากนะครับที่ตอบคำถามเรื่องการทำธุรกิจโดยไม่มีเงิน แต่ผมลองเช็คกับเจ้าหนี้การค้าแล้วว่าเขาจะให้เครดิตผมได้ยาวที่สุดกี่วัน เขาให้เครดิตผมเพียง 30 วัน ในขณะที่ระยะเวลาในการขายสินค้า และการให้เครดิตแก่ลูกค้า รวมกันยาวถึง 90 วัน ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ แนะนำผมด้วยครับ

ตอบ : จากสภาวะการณ์ของคุณ ทางออกที่ดีที่สุด คือ การขอวงเงินแฟคตอริ่ง (Factoring) กับแบงก์ ซึ่งเป็นวงเงินระยะสั้น โดยหลักการคือว่า คุณก็เอาลูกหนี้การค้าของคุณไปขายให้กับแบงก์ โดยแบงก์จะจ่ายเงินให้บางส่วน หลังจากแบงก์เรียกเก็บเงินกับลูกหนี้ของคุณได้แล้ว แบงก์ก็จะหักดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆของแบงก์ เหลือเท่าไหร่ก็จะคืนให้กับคุณ

ตัวอย่างเช่น สมมติว่า คุณซื้อสินค้ามา 10 ล้านบาท ได้รับเครดิต 30 วัน ต่อมาคุณขายสินค้าได้ในวันที่ 30 ในราคา 12 ล้านบาท และได้ให้เครดิตกับลูกค้าอีก 60 วัน จะเห็นได้ว่า พอครบกำหนดการชำระหนี้ค่าสินค้า คุณไม่มีเงินจ่ายค่าสินค้า เนื่องจากกว่าจะเก็บเงินได้ก็ต้องใช้เวลา 90 วัน
ถ้าคุณแก้ปัญหาด้วยการใช้วงเงินแฟคตอริ่ง จะทำให้คุณสามารถมีเงินจ่ายค่าสินค้าได้ แต่อาจจะได้กำไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากคุณต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้กับแบงก์ แต่ก็ยังดีที่ได้กำไร และสร้างเครดิตคุณให้กับแบงก์ เผื่อในอนาคตอาจจะขอวงเงินเพิ่มเติมได้ ซึ่งดอกเบี้ยอาจจะถูกกว่า

วิธีการ ก็คือ  คุณก็เอาลูกหนี้การค้า 12 ล้านบาท ไปขายให้กับแบงก์ โดยแบงก์อาจจะให้เงินประมาณ 90% กับคุณ ซึ่งก็จะตกประมาณ 10.8 ล้านบาท (90%x12) ซึ่งก็พอให้คุณนำไปจ่ายกับเจ้าหนี้ ส่วนที่เหลือ 1.2 ล้านบาท แบงก์จะดำเนินการดังต่อไปนี้

1) แบงก์จะทำการคำนวณดอกเบี้ยบวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ สมมติว่าคิดเป็น 12% ต่อปี หรือ เดือนละ 1% ดังนั้นกรณีของคุณ ขายให้กับแบงก์ 60 วัน ต้องจ่ายดอกเบี้ย 240,000 บาท (2%x12)

2) เมื่อแบงก์ตามเก็บหนี้ได้ แบงก์จะนำเงินที่เหลือ 1.2 ล้านบาท หักด้วย 240,000 บาท คงเหลือ 960,000 บาท คืนให้กับคุณ

จะเห็นได้ว่า คุณจะได้รับเงินสุทธิ 11,760,000 บาท (10,800,000+960,000) ซึ่งต่ำกว่าเงินที่ได้จากการขายที่ 12,000,000 บาท หรือกำไรลดลง 2%


www.mebmarket.com



ทำธุรกิจแบบไม่ใช่เงิน ตอนที่ 1

ถาม : หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ผมทำงานเป็นลูกจ้างมาเกือบ 10 ปี เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาพอสมควร มาวันนี้ผมอยากจะลงมือทำธุรกิจของตนเอง แต่ขาดเงิน อาจารย์ พอมีวิธีการทำธุรกิจแบบไม่ต้องใช้เงินหรือเปล่าครับ

ตอบ : การทำธุรกิจโดยไม่ต้องใช้เงินของตนเองสามารถทำได้ครับ วิธีการแบบนี้เขาเรียกกันว่า จับเสือมือเปล่า โดยมีหลักการดังนี้ ขออธิบายเป็นตัวอย่างเพื่อง่ายในการทำความเข้าใจ

ขั้นตอนที่ 1) ขอเครดิตการค้ากับเจ้าหนี้การค้าให้ยาวเข้าไว้ สมมติว่าได้ 60 วัน

ขั้นตอนที่ 2) ขายสินค้าโดยให้เครดิตกับลูกค้าให้สั้นมากที่สุด ถ้าได้เป็นเงินสดยิ่งดี สมมติว่าให้เครดิต 15 วัน

ขั้นตอนที่ 3) ขายสินค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งอาจทำโดยการขายยกล็อต สมมติว่าขายได้ต้องใช้เวลา 30 วัน

หากคุณทำได้ตามขั้นตอน 1) – 3) จะพบว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนทำธุรกิจ เนื่องจาก ได้เครดิตมา 60 วัน และได้รับเงินจากขายสินค้า 45 วัน ดังนั้น พอครบ 60 วัน คุณก็นำเงินไปจ่ายค่าสินค้า และเก็บกำไรที่ได้ใส่กระเป๋า

ยกตัวอย่างเพิ่มเติม

1) ซื้อสินค้ามา 500,000 บาท และได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้ 60 วัน
2) ขายสินค้าไปในราคา 600,000 บาท หลังจากซื้อมาได้ 30 วัน
3) ให้เครดิตกับลูกค้า 15 วัน
จะเห็นว่าจะเก็บเงินได้ 600,000 บาท ในวันที่ 45 ในขณะที่ต้องจ่ายเงิน 500,000 บาท ในวันที่ 60 ดังนั้นพอครบระยะเวลาการจ่ายเงิน เราก็จะมีเงินจ่าย 500,000 จากเงินที่เก็บได้ 600,000 บาท และเหลือกำไร 100,000 บาท


บันได 3 ขั้นสู่อิสรภาพทางการเงิน

ถาม : ตอนนี้ผมทำงานเป็นลูกจ้างครับ และคิดว่าจะออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ควรจะเริ่มต้นอย่างไรบ้าง

ตอบ : ควรเริ่มต้นจาก “บันได 3 ขั้นสู่อิสรภาพทางการเงิน” โดยมีรายละเอียดดังนี้

บันไดขั้นแรก : ค้นหาธุรกิจ

1. เลือกหมวดอุตสาหกรรมจากตลาดหลักทรัพย์ที่ตัวเองมีความสนใจ หรือมีประสบการณ์โดยตรง หรือมีคนรู้จักที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้น
2. ศึกษาแนวโน้มของอุตสาหกรรมว่ามีทิศทางในระยะยาวเป็นอย่างไรเพื่อสรุปให้ได้ว่า อุตสาหกรรมอยู่ในช่วงขาลง หรือทรงตัว หรือช่วงขาขึ้น
3. เมื่อเลือกอุตสาหกรรมได้แล้ว ศึกษาบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอุตสาหกรรมนั้นว่าสามารถทำกำไรได้หรือไม่จากงบการเงินย้อนหลัง และการแข่งขันมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด
4. ค้นหาว่าแต่ละบริษัทฯมีกลุ่มสินค้ากี่ประเภท ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคือใคร และจัดจำหน่ายอย่างไร เพื่อที่จะนำมากำหนดตลาดเฉพาะ(Niche market) ของบริษัท

บันไดขั้นสอง : ทำแผนการเงิน

1. กำหนดรูปแบบการทำธุรกิจ การตั้งบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือ คณะบุคคล หรือ บุคคลธรรมดา
2. กำหนดประเภทธุรกิจว่าจะเป็นแบบ ผลิต หรือ ซื้อมาขายไป หรือ บริการ และมีการบริหารจัดการอย่างไร นับตั้งแต่เริ่มต้นของสินค้าจนกระทั่งถึงมือลูกค้า
3. หาข้อมูลเพิ่มเติมทางการตลาดเพื่อนำมากำหนดรายได้ และต้นทุนขาย
4. จัดทำแผนผังองค์กร ประมาณกำลังคน และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน
5. ประมาณค่าใช้จ่ายอื่นๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยแบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายผันแปร และค่าใช้จ่ายคงที่
6. ประมาณเงินทุนหมุนเวียน :ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เจ้าหนี้การค้า เงินสดหมุนเวียน
7. ประมาณงบลงทุน เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าสิทธิการเช่า เป็นต้น
8. จัดทำงบการเงินล่วงหน้าประมาณ 5 ปี ได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด (แบบวิธีอ้อม)

บันไดขั้นสาม : หาเงินลงทุน

1. จัดทำเอกสารเพื่อเสนอให้กับนายทุน ซึ่งประกอบ แผนการตลาด แผนผังองค์กร งบกำไรขาดทุน งบแหล่งที่มาของเงิน แหล่งที่ใช้ไปของเงิน และงบกระแสเงินสด แบบกระแสเงินสดรับ-กระแสเงินสดจ่าย
2. กำหนดสัดส่วนเงินลงทุนของนายทุน และอำนาจในการบริหารงานของนายทุน
3. ขั้นตอนที่ชัดเจนในเรื่องการอนุมัติการเบิกจ่ายการลงทุนที่สำคัญ
4. จัดทำเอกสารการจ่ายเงินปันผลจากงบกระแสเงินสดรับจ่าย และคิดอัตราเงินปันผลต่อปี
5. แสดงให้เห็นว่าส่วนเหลือจากเงินปันผลก็ยังเป็นเงินร่วมกันของนายทุน และนำไปทำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง
6. กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดการร่วมลงทุน และขั้นตอนการติดต่อกลับ
7. หนังสือแสดงเจตจำนงว่าจะร่วมลงทุน และหนังสือสัญญาการร่วมลงทุนของผู้ถือหุ้น (ถ้ามี)
เหตุผลในบันไดขั้นสามเป็นการหาเงินจากนายทุน ไม่ใช่จากธนาคาร เนื่องจากปกติแบงก์จะปล่อยเงินกู้ให้แก่บริษัทฯ เมื่อบริษัทฯมีการดำเนินงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ดังนั้นในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจจึงต้องหาเงินจากนายทุนเท่านั้น

ข้อมูลเพิ่มเติม : หากท่านต้องการจัดทำงบการเงินล่วงหน้าได้ด้วยตนเองโดยใช้ Excel สามารถหาอ่านได้จาก คู่มือ เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงินด้วยตนเอง ซึ่งมีจำหน่ายที่ www.mebmarket.com




แบงก์เวลาปล่อยกู้พิจารณาจากอะไร

ถาม : ผมเปิดบริษัทฯและทำธุรกิจมาแล้วประมาณ 3 ปี ตอนนี้ผมกำลังคิดจะกู้เงิน แบงก์เวลาปล่อยกู้ เขาพิจารณาจากอะไรบ้างครับ

ตอบ : แบงก์จะใช้หลักการวิเคราะห์ 6C’s ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดอย่างย่อดังนี้

1) Character หมายถึง ลักษณะของผู้ขอกู้ หรือกรณีท่านคือ บริษัท ว่ามีความตั้งใจในการชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งพิจารณาได้จาก ประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาของบริษัท ประวัติการถูกฟ้องร้องจากเจ้าหนี้ของบริษัท ความซื่อสัตย์และความมีธรรมภิบาลในการดำเนินธุรกิจของบริษัท เป็นต้น

2) Capacity หมายถึง ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอกู้ / บริษัท  ซึ่งพิจารณาได้จาก ความสามารถในการหารายได้ และความสามารถในการทำกำไรของบริษัท โดยดูได้จากงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

3) Capital หมายถึง ส่วนทุนของบริษัท โดยปกติแบงก์จะปล่อยกู้ไม่เกินส่วนทุนของบริษัท เหตุผลก็คือ แบงก์ต้องการให้ผู้ถือหุ้นซึ่งโดยมากก็จะเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ทิ้งกิจการเวลาที่ธุรกิจประสบปัญหา ตัวอย่างเช่น ผู้ถือหุ้น/เจ้าของกิจการ ลงทุนเงิน 10 ล้านบาท แต่หากแบงก์ปล่อยกู้ให้แก่กิจการ 50 ล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้ว่าเมื่อใดที่กิจการประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็นการเสียตลาดให้กับคู่แข่ง หรือกิจการถูกฟ้องร้องจากลูกค้า หรือการต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมากแก่พนักงาน เจ้าของสามารถตัดสินใจทิ้งกิจการได้อย่างไม่ต้องลังเล ในทำนองกลับกัน หากเจ้าของลงทุนเงิน 50 ล้านบาท แต่กู้เงินมาจากแบงก์เพียง 10 ล้านบาท เวลาที่กิจการประสบปัญหาตามที่กล่าวมาข้างต้น เจ้าของจะใช้ความพยายามมากกว่าในการแก้ปัญหา เนื่องจากเงินที่ใช้ในกิจการแทบทั้งหมดเป็นของเจ้าของเอง หลักเกณฑ์โดยทั่วไปแบงก์จะปล่อยกู้ไม่เกินส่วนทุน (ทุนที่ชำระแล้ว บวกด้วยกำไรสะสม)  เช่น ส่วนทุนเท่ากับ 10 ล้านบาท ดังนั้นแบงก์จะปล่อยกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นต้น

4) Collateral หมายถึง หลักประกันของบริษัท อันได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ปกติแบงก์จะนำมาทรัพย์สินเหล่านี้มาจดจำนองเพื่อค้ำประกันวงเงินกู้เพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่กิจการประสบปัญหาไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ แบงก์ก็จะทำการยึดทรัพย์สินเหล่านี้มาขายทอดตลาดเพื่อจะนำเงินที่ได้มาจ่ายคืนหนี้ โดยปกติแต่ละแบงก์จะมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าหลักประกันต้องเป็นร้อยละเท่าไหร่ของวงเงินกู้ เช่น แบงก์อาจกำหนดไว้ว่าที่ดินคิดเป็น 80% ของวงเงินกู้ ดังนั้นหากบริษัทต้องการกู้เงิน 80 ล้านบาท บริษัทต้องมีที่ดินซึ่งมีมูลค่าตามประเมินประมาณ 100 ล้านบาท มาเป็นหลักประกัน หรือกรณีเครื่องจักรอาจกำหนดไว้ว่า 50% ของวงเงินกู้ ดังนั้นหากบริษัทต้องการกู้เงิน 50 ล้านบาท บริษัทต้องมีเครื่องจักร 100 ล้านบาท มาเป็นหลักประกัน

5) Conditions หมายถึง สภาพธุรกิจและปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น บริษัทพึ่งเปิดโครงการโรงแรมใหม่ที่ภูเก็ต แต่ดันเจอะคลื่นยักษ์สึนามิถล่มทำให้โรงแรมพังทั้งหลัง กรณีนี้จะส่งผลต่อ Capacity ของบริษัท อาจทำให้บริษัทไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ตามที่กำหนดไว้ อีกทั้งอาจส่งผลต่อ Collateral ของบริษัท ทำให้หลักประกันที่เป็นตัวอาคารของโรงแรมด้อยค่าลง หรือในกรณีที่เกิดการวิกฤตซับไพร์มขึ้นที่ประเทศอเมริกา อาจส่งผลต่อ  Capacity บริษัทที่ส่งออกไปประเทศอเมริกาได้

6) Country หมายถึง สภาพโดยรวมของประเทศลูกค้าของบริษัท ซึ่งประกอบด้วย เศรษฐกิจ การเมือง นโยบายการค้า เป็นต้น โดยแบงก์จะพิจารณา Country กรณีที่ปล่อยกู้ให้แก่บริษัทส่งออก ปกติแบงก์จะมีการให้การจัดอันดับ (Rating) ว่าประเทศใดบ้างมีความเสี่ยงจากมากไปหาน้อย ดังนั้นหากบริษัทส่งออกไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงสูง แบงก์อาจจะไม่ปล่อยสินเชื่อให้ เนื่องจากกังวลว่าการส่งออกนั้นอาจจะเป็นเก็บเงินไม่ได้ และเป็นหนี้สูญในที่สุด

เปิดเผยเคล็ดลับในการกู้เงินสามารถดูได้ที่ www.mebmarket.com






ควรมีทุนจดทะเบียนและชำระแล้วเท่าไหร่ดี

ถาม : ดิฉันกำลังคิดจะทำธุรกิจ อยากทราบว่าควรมีทุนจดทะเบียนและชำระแล้วเท่าไหร่ดีค่ะ

ตอบ : คุณต้องประมาณเงินลงทุนทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

(1) ประมาณการเงินลงทุนสินทรัพย์ถาวร
(2) ประมาณการเงินหมุนเวียนสุทธิ (Net Working Capital) 
หลังจากนั้นคุณก็นำรายการที่ (1) บวกกับรายการที่ (2) แล้ว ผลรวมที่ได้คือ เงินลงทุนทั้งหมด ในกรณีที่คุณไม่ต้องการกู้เงิน เงินลงทุนทั้งหมดจะเป็นทุนที่ชำระแล้ว

ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ว่า ผู้ถือหุ้นต้องชำระค่าหุ้นขั้นต่ำ 25% ของทุนจดทะเบียน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณจดทะเบียน 1.0 ล้านบาท คุณต้องชำระค่าหุ้นขั้นต่ำ 250,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 75% ถือว่าเป็นภาระผูกพันของผู้ถือหุ้นที่มีต่อบริษัท ดังนั้นในกรณีที่บริษัทดำเนินธุรกิจจนเจ๊ง เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิบังคับให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นคงเหลืออีก 75% ซึ่งหมายความว่า หุ้นที่ชำระไม่ครบ 75% มีสถานะเป็นหนี้ของผู้ถือหุ้นนั่นเอง

ตัวอย่าง การประมาณงินลงทุน เช่น บริษัท ABCD จำกัด มีสมมติฐานว่าปีหน้าจะมียอดขายประมาณ 10 ล้านบาท ต้นทุนขายประมาณ 7.5 ล้านบาท และงบประมาณการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรดังนี้

ค่าตกแต่ง ต่อเติม                                          500,000 บาท
ค่าอุปกรณ์ และเครื่องมือ                               500,000 บาท
ค่าสิทธิการเช่า                                            1,000,000 บาท
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมการลงทุน               2,000,000 บาท

นโยบายการเก็บหนี้ การขาย และการขอเครดิต สำหรับประมาณการเงินทุนหมุนเวียนมีรายละเอียดดังนี้
ระยะเวลาที่ให้เครดิตกับลูกหนี้การค้า                     45 วัน
ระยะเวลาในการขายสินค้า                                      30 วัน
ระยะเวลาที่ได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้า               30 วัน

 จากนโยบายข้างต้นทำให้คำนวณหาลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ และเจ้าหนี้การค้าได้ ซึ่งมีสูตรการคำนวณตามนี้

ลูกหนี้การค้า = ระยะเวลาที่ให้เครดิตกับลูกหนี้การค้า x ยอดขายต่อปี
                                                              360


ลูกหนี้การค้า  =  45 x 10,000,000  =  1,250,000 บาท
                                    360

สินค้าคงเหลือ = ระยะเวลาในการขายสินค้า x  ต้นทุนขายต่อปี
                                                        360


สินค้าคงเหลือ = 30 x 7,500,000  =  625,000 บาท
                                    360

เจ้าหนี้การค้า = ระยะเวลาที่ได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้า x  ต้นทุนขายต่อปี
                                                             360


เจ้าหนี้การค้า = 30 x 7,500,000  =  625,000 บาท
                               360


ดังนั้นเราสามารถคำนวณหาเงินทุนหมุนเวียนซึ่งมีสูตรการคำนวณตามนี้

เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ  =     ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ – เจ้าหนี้การค้า

เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ =      1,250,000 + 625,000 – 625,000 = 1,250,000 บาท

 จากประมาณการเงินลงทุนข้างต้น ซึ่งประกอบด้วย เงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และเงินลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียน บริษัท  ABCD จำกัด มีเงินลงทุนทั้งหมดดังนี้

 เงินลงทุนทั้งหมด = เงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร + เงินลงทุนหมุนเวียนสุทธิ

 เงินลงทุนทั้งหมด = 2,000,000 + 1,250,000 = 3,250,000 บาท

 สรุปได้ว่า บริษัท ABCD จำกัด ต้องมีทุนที่ชำระแล้ว 3.25 ล้านบาท ถึงจะเพียงพอที่จะทำธุรกิจ หากอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นสามารถอ่านได้ที่ หนังสือ “ไขปริศนาความรวย ด้วยเลข “สอง”” ที่ www.mebmarket.com




โพสต์แนะนำ

เลือกหุ้น เล่นหุ้น

ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก  ทางแก้ปัญหาข...