📊 วิธีวัดว่าหุ้นถูกหรือแพง
การวัดว่าหุ้นถูกหรือแพง สามารถวัดได้จาก มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value : IV) เทียบกับ ราคาตลาด (Market Price : MP) ในขณะนั้น หาก IV มากกว่า MP แสดงว่าราคาหุ้นถูก ในทางกลับกันหาก IV ต่ำกว่า MP แสดงว่าราคาหุ้นแพง เขียนเป็นสมการได้ดังนี้
|
✅ หาก X เป็นบวก แสดงว่าหุ้นถูก หรือหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Undervalued) ควร "ซื้อ" |
❌ หาก X เป็นลบ แสดงว่าหุ้นแพง หรือหุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Overvalued) ควร "ขาย" |
📌 ตัวอย่างประกอบ
หุ้น ABC มี IV เท่ากับ 10 บาท และ MP เท่ากับ 5 บาท
กรณีนี้หุ้น ABC เป็น หุ้นราคาถูก เพราะ IV มากกว่า MP เท่ากับ 5 บาท (10 − 5)
สรุปได้ว่าหุ้น ABC ควรซื้อ
แต่สมมติว่าต่อมาหุ้น ABC ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 15 บาท
กรณีนี้หุ้น ABC เป็น หุ้นราคาแพง เพราะ IV ต่ำกว่า MP เท่ากับ 5 บาท (5 − 10)
สรุปได้ว่าหุ้น ABC หากมี ควรขาย แต่หากเป็นนักเก็งกำไรก็ยืมหุ้นมาขาย (Short)
และรอให้หุ้นตกลงมาแล้วซื้อหุ้นคืน
🧮 วิธีคำนวณหา IV
การคำนวณหา IV สามารถทำได้โดยใช้แบบจำลอง กระแสเงินสดส่วนลด (Discounted Cash Flow : DCF)
โดยรายละเอียดท่านสามารถอ่านได้ในหนังสือ "เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้น ด้วยตนเอง"
ส่วนแบบ ตัวคูณ (Multiple Approach) สามารถคำนวณได้ดังนี้
- เลือกค่า P/E ของอุตสาหกรรมที่เราจะประเมินราคาหุ้น เช่น หุ้น A อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สมมติว่าเราตรวจสอบแล้วพบว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มีค่า P/E เท่ากับ 10 เท่า
- คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของหุ้น A โดยใช้ กำไรสุทธิ ÷ จำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว สมมติว่าคำนวณ EPS ได้เท่ากับ 5 บาท
- นำค่า P/E ของอุตสาหกรรม × EPS ค่าที่ได้คือ IV
⚠️ ข้อควรระวัง: การประเมินโดยใช้ P/E มีข้อด้อยที่ว่าการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น อ้างอิงจากกำไรสุทธิต่อหุ้นเพียงปีเดียว ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการประเมินมูลค่าหุ้นจึงมีสูงมาก แตกต่างจาก DCF การประเมินมูลค่าหุ้นจะประเมินจากกำไรหลายปีข้างหน้า ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้
📚 หากท่านสนใจหนังสือ "เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง - ใช้ excel สร้าง model ประเมินราคาหุ้น แบบ step by step" สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.mebmarket.com