ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

หุ้นถูก VS. แพง

คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น มักจะสับสนระหว่าง คำว่า "หุ้นราคาแพง" กับ "หุ้นราคาสูง"

หุ้นราคาแพงของคนส่วนใหญ่ หมายถึง ราคาหุ้นเกิน 100 บาท ยิ่งถ้าราคาหุ้น 1,000 บาท ก็ยิ่งแพงกว่าหุ้นราคา 100 บาท ซึ่งความเข้าใจนี้ผิดอย่างมหันต์

ที่ถูกต้อง ก็คือ หุ้นราคา 1,000 บาท ราคาสูงกว่าหุ้นราคา 100 บาท แต่จะแพงกว่าหรือไม่นั้นยังตอบไม่ได้จากการดูจากราคาหุ้น

การจะพิจารณาว่าหุ้นใดราคาแพงได้นั้น นักลงทุนต้องเทียบราคาหุ้น (Market Price) กับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value) ถ้า ราคาหุ้น สูงกว่า มูลค่าหุ้น แสดงว่าหุ้นนั้น "แพง" ในทางกลับกัน หากราคาหุ้น ต่ำกว่า มูลค่าหุ้น แสดงว่าหุ้นนั้น "ถูก"

ตัวอย่าง หุ้น A มีราคาหุ้น 500 บาท แต่มีมูลค่าที่แท้จริงเท่ากับ 1,000 บาท แสดงว่าหุ้น A มีราคาถูก หรือจะเรียกหุ้น A ว่า Undervalued

ส่วนหุ้น B มีราคาหุ้น 100 บาท แต่มีมูลค่าที่แท้จริงเท่ากับ 50 บาท แสดงว่าหุ้น B มีราคาแพง หรือจะเรียกหุ้น B ว่า Overvalued

จากกรณีตัวอย่างพบว่า หุ้น A มีราคาหุ้น 500 บาท ราคาสูงกว่า หุ้น B ที่มีราคา 100 บาท แต่ หุ้น A ถูกกว่าหุ้น B เพราะหุ้น A มีลักษณะ undervalued เทียบกับหุ้น B ที่มีลักษณะ overvalued

ดังนั้นกรณีเช่นนี้หากเราเป็นนักลงทุนที่มีเหตุมีผล เราจะเลือกลงทุนหุ้น A ทั้งที่หุ้น A ราคาสูงกว่าหุ้น B จำไว้เสมอว่า สิ่งที่เห็นอาจจะไม่จริง สิ่งที่จริงอาจจะไม่เห็น เช่นเดียวกับกรณีของหุ้น A และ B

ปรัชญาในการลงทุนที่ถูกต้องนำมาซึ่งความสำเร็จในการลงทุน หากยังค้นหาปรัชญาการลงทุนที่ถูกต้องไม่เจอะจงอย่ารีบลงทุน เพราะการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในการลงทุนต้องใช้ความพยายามหลายเท่าเทียบกับการลงทุนที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น


** มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value) ท่านสามารถอ่านแนวทางได้จากบทความก่อนหน้านี้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ควรตั้งเป้ายอดขายขั้นต่ำเท่าไหร่

ถาม : ตอนนี้ผมทำธุรกิจส่วนตัว และต้องการตั้งเป้าหมายการขายให้กับฝ่ายขาย อาจารย์พอจะมีวิธีที่ใช้ประมาณการขายหรือเปล่าครับ ตอบ : การตั้งเป้าหมายในการขายให้กับฝ่ายขาย เราสามารถคำนวณหาได้จากจุดคุ้มทุนขาย (Break-Even point of Sales) คือ ยอดขายที่ทำไม่มีผลกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ หรือ ยอดขายที่พอดีกับค่าใช้จ่ายของกิจการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือยอดขายขั้นต่ำที่ต้องให้กับฝ่ายขาย โดยมีสูตรดังนี้                                              จุดคุ้มทุนขาย  =   ค่าใช้จ่ายคงที่                                                  ...

ต้นทุนเงินทุน (WACC)

ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) หรือ ที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไป คือ WACC (Weighted Average Cost of Capital) หมายถึง ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของเงินทุน  มีประโยชน์เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าควรลงทุนหรือไม่ควรลงทุนในโครงการใดบ้างของบริษัท เช่น คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุนในโครงการใหม่ของบริษัท เป็นต้น อีกทั้ง WACC นี้ยังสามารถใช้ในการคำนวณหามูลค่าของกิจการ (Enterprise Value) และมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value of Stock) ได้อีกด้วย WACC ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ประเภท คือ :- ประเภทที่ 1 ต้นทุนจากการเงินกู้ยืม หรือ ที่เข้าใจโดยทั่วไป คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (kd)   ประเภทที่ 2 ต้นทุนจากเงินทุนของผู้ถือหุ้น  หรือ ที่เข้าใจโดยทั่วไป คือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (ke) เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจ WACC ขอยกตัวอย่างประกอบดังนี้ บริษัท A มีเงินทุนประกอบด้วย เงินกู้จากเจ้าหนี้ที่มีดอกเบี้ย 100 ล้านบาท และเงินทุนจากผู้ถือหุ้น 100 ล้านบาท ดังนั้นเงินทุนทั้งหมดของกิจการ A คือ เงินกู้จากเจ้าหนี้ฯ + เงินทุนจากผู้ถือหุ้น = 100 + 100 ล้านบาท เท่ากับ 200 ล...

แกะรอยมูลค่าหุ้นที่แท้จริง

มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value per Share : IVPS ) ประกอบด้วยมูลค่าหลัก 3 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้ [การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้อธิบายแล้วในบทความก่อนหน้านี้] มูลค่าส่วนที่ 1 คือ มูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value per Share : BVPS ) คำนวณได้ตามงบดุล หรือ ปัจจุบันเรียกกันว่า งบแสดงฐานะการเงิน ซึ่งมีสมการดังนี้                                   มูลค่าหุ้นตามบัญชี = ส่วนของผู้ถือหุ้น                                                                    จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว  มูลค...

กระบวนการลงทุนแนว VI

เขียนแผนธุรกิจ (Business Plan)

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์   หนังสือ E Book "เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง"      สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebmarket.com     เนื้อหาตัวอย่างการจัดทำงบกำไรขาดทุนล่วงหน้า (Pro Forma Income Statement) โดยใช้ Excel   ภาพที่ 1 : การแสดงสูตรการ Link ไฟล์ Excel     ภาพที่ 2 : ผลลัพธ์จากการคำนวณ   ภาพที่แสดงนี้เป็นเพียงบางส่วน ซึ่งในหนังสือยังสอนการสร้างงบดุลล่วงหน้า (Pro Forma Balance Sheet) และงบกระแสเงินสดล่วงหน้า (Pro Forma Cash Flow) ไว้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสอนการประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุน (IRR) และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) แถมด้วยการวิเคราะห์งบการเงินโดยใช้อ้ตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis) คุ้มจริงๆ อ่านเล่มเดียว เหมือนเข้าเรียนหลักสูตรการบริหารการเงินแทบทั้งหมด หนังสือเล่มนี้เป็นงาน Master Piece ชิ้นหนึ่ง และมันเป็นงานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปตลอดกาล... และหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตของคุณเช่นเดียวที...