เมื่อธุรกิจมีมูลค่าแฟรนไชด์ ย่อมแปรเปลี่ยนไปเป็นมูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ ทั้งนี้เพราะหุ้นเป็นของเจ้าของธุรกิจและเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ดังสมการต่อไปนี้
ธุรกิจ = เจ้าหนี้ + เจ้าของธุรกิจ
อาจเทียบเคียงได้กับสมการบัญชี คือ ธุรกิจ คือ สินทรัพย์ หนี้สิน คือ เจ้าหนี้ และเจ้าของธุรกิจ คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น
ดังนั้นมูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจ จะไปแสดงทั้งหมดในส่วนของของผู้ถือหุ้นและจะสะท้อนออกมาในมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (IVPS) และสุดท้ายจะไปปรากฎในราคาหุ้น (Market Price)
เหตุที่มูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจไม่ได้เป็นของเจ้าหนี้ เพราะเจ้าหนี้ได้รับค่าตอบแทนที่ชัดเจนแล้วในรูปแบบดอกเบี้ยจ่ายจึงไม่มีสิทธิใดๆทั้งสิ้นกับมูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจ
หากเข้าใจหลักการที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ท่านจะรู้ทันทีว่าการกู้เงินมาทำธุรกิจที่มีแฟรนด์ไชด์จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นเป็นอย่างมาก ท้้งนี้เพราะมูลค่าแฟรนไชด์ตกเป็นของผู้ถือหุ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว
มูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจ วัดได้จาก ROCE
มูลค่าแฟรนไชด์ของหุ้น วัดได้จาก ROE
ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) = กำไรสุทธิ x 100%
ส่วนของผู้ถือหุ้น
การคำนวณหา ROE สามารถคำนวณได้จากงบการเงินย้อนหลังในอดีตประมาณ 5 ปี หาก ROE ของกิจการมีความสม่ำเสมอและสูงกว่า ROE ของอุตสาหกรรมของตนเอง ย่อมแสดงว่ามีมูลค่าแฟรนไชด์ของหุ้น แต่ข้อพึงระวังคือ ROE อาจจะสูงได้เพราะมีการก่อหนี้ในการดำเนินธุรกิจ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
กิจการ A มี สินทรัพย์ = 100 ล้านบาท และไม่มีหนี้สิน โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 10 ล้านบาท
กิจการ B มี สินทรัพย์ = 100 ล้านบาท และมีหนี้สิน = 50 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 8 ล้านบาท
ทั้งนี้เพราะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ไป 2 ล้านบาท
จากสมการบัญชี : สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน
กิจการ A จะมีทุน = 100 ล้านบาท
กิจการ B จะมีทุน = 100 - 50 = 50 ล้านบาท
ดังนั้น ROE ของกิจการ A = 10 x 100% / 100 = 10%
และ ROE ของกิจการ B = 8 x 100% / 50 = 16%
หากท่านต้องการใช้ ROE ต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านการเงินด้วย แต่หากใช้ ROCE ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงทางด้านการเงิน
อีกวิธีหนึ่่งที่จะวัดว่าหุ้นมีมูลค่าแฟรนไชด์หรือไม่ อาจพิจารณาได้จาก ROE เทียบกับ ต้นทุนทางการเงินของผู้ถือหุ้น (Ke) หาก ROE มากกว่า Ke แสดงว่ามีมูลค่าแฟรนไชด์ แต่หาก ROE = Ke แสดงว่าไม่มีมูลค่าแฟรนไชด์ สุดท้ายถ้า ROE น้อยกว่า Ke แสดงว่าทำลายแฟรนไชด์ ซึ่งส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่แท้จริงต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี
สอนหุ้นแบบปัจจัยพื้นฐาน และกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง รวมทั้งช่วงเวลาในการลงทุน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนพร้อมกับลดความเสี่ยงในการซื้อขายหุ้น #Fundamental Analysis , Strategy of Risk Diversification , Right Timing , and Low Risk High Return#
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมการบัญชี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมการบัญชี แสดงบทความทั้งหมด
มีกำไรสะสมมาก แต่ทำไมจ่ายปันผลได้น้อย
ถาม : ธุรกิจที่ผมร่วมลงทุนมีกำไรสะสมเกือบ 100 ล้านบาท แต่ทำไมถึงไม่มีเงินจ่ายปันผลสัก 20 ล้านบาทให้กับผู้ถือหุ้นเลยครับ เงินมันหายไปไหนหมด ผมไม่เข้าใจเลย !!!
ตอบ : กำไรสะสมไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินสด เพราะกำไรสะสมที่มีอยู่ในกิจการบ้างครั้งจะเปลี่ยนสภาพจากเงินสดไปเป็นสินทรัพย์อื่นแล้ว เช่น ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นต้น
ตัวอย่าง สมมติว่าบริษัทมีกำไรสะสม 100 ล้านบาท ทุน 20 ล้านบาท หนี้สิน 30 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นและหนี้สินเท่ากับ 150 ล้านบาท (100+20+30)
ดังนั้นเราสามารถคำนวณหาสินทรัพย์ได้จากสมการบัญชีที่ว่า
สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น
สินทรัพย์ = 30 + 100 + 20 = 150
จะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ของกิจการจะเท่ากับ 150 ล้านบาท ซึ่งสินทรัพย์ของกิจการจะประกอบด้วยรายการหลักดังนี้
สินทรัพย์ = สินทรัพย์หมุนเวียน + สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
สินทรัพย์หมุนเวียน = เงินสด + ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน = ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์
จากสูตรจะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ สมมติว่า เงินสด 10 ล้านบาท ที่เหลืออีก 140 ล้านบาท จะเป็นรายการ ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ และที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ดังนั้นแม้บริษัทจะมีกำไรสะสมถึง 100 ล้านบาท แต่สามารถจ่ายปันผลได้เต็มที่เพียง 10 ล้านบาท ส่วนอีก 90 ล้านบาทจะคงอยู่ในรูปของลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์
ตอบ : กำไรสะสมไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินสด เพราะกำไรสะสมที่มีอยู่ในกิจการบ้างครั้งจะเปลี่ยนสภาพจากเงินสดไปเป็นสินทรัพย์อื่นแล้ว เช่น ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นต้น
ตัวอย่าง สมมติว่าบริษัทมีกำไรสะสม 100 ล้านบาท ทุน 20 ล้านบาท หนี้สิน 30 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นและหนี้สินเท่ากับ 150 ล้านบาท (100+20+30)
ดังนั้นเราสามารถคำนวณหาสินทรัพย์ได้จากสมการบัญชีที่ว่า
สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น
สินทรัพย์ = 30 + 100 + 20 = 150
จะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ของกิจการจะเท่ากับ 150 ล้านบาท ซึ่งสินทรัพย์ของกิจการจะประกอบด้วยรายการหลักดังนี้
สินทรัพย์ = สินทรัพย์หมุนเวียน + สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
สินทรัพย์หมุนเวียน = เงินสด + ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน = ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์
จากสูตรจะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ สมมติว่า เงินสด 10 ล้านบาท ที่เหลืออีก 140 ล้านบาท จะเป็นรายการ ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ และที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ดังนั้นแม้บริษัทจะมีกำไรสะสมถึง 100 ล้านบาท แต่สามารถจ่ายปันผลได้เต็มที่เพียง 10 ล้านบาท ส่วนอีก 90 ล้านบาทจะคงอยู่ในรูปของลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
โพสต์แนะนำ
เลือกหุ้น เล่นหุ้น
ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ทางแก้ปัญหาข...
-
ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) และ WACC คืออะไร? ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปคือ WACC (Weighted...
-
ค่าเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety : MOS) มีไว้เพื่อป้องกันการประเมินมูลค่าหุ้นผิดพลาด เพราะการผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอสืบเนื่องจากมีปัจจัย...
-
ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ หนังสือ E Book "เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง" สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebma...
-
มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value per Share : IVPS ) ประกอบด้วยมูลค่าหลัก 3 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้ [การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได...
-
ถาม : ตอนนี้ผมทำธุรกิจส่วนตัว และต้องการตั้งเป้าหมายการขายให้กับฝ่ายขาย อาจารย์พอจะมีวิธีที่ใช้ประมาณการขายหรือเปล่าครับ ตอบ : การตั้งเป...