ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

มูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ (ต่อ 1)

เมื่อธุรกิจมีมูลค่าแฟรนไชด์ ย่อมแปรเปลี่ยนไปเป็นมูลค่าหุ้นตามแฟรนไชด์ ทั้งนี้เพราะหุ้นเป็นของเจ้าของธุรกิจและเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ดังสมการต่อไปนี้

                          ธุรกิจ = เจ้าหนี้ + เจ้าของธุรกิจ

อาจเทียบเคียงได้กับสมการบัญชี คือ ธุรกิจ คือ สินทรัพย์  หนี้สิน คือ เจ้าหนี้  และเจ้าของธุรกิจ คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น 

ดังนั้นมูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจ จะไปแสดงทั้งหมดในส่วนของของผู้ถือหุ้นและจะสะท้อนออกมาในมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (IVPS) และสุดท้ายจะไปปรากฎในราคาหุ้น (Market Price)

เหตุที่มูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจไม่ได้เป็นของเจ้าหนี้ เพราะเจ้าหนี้ได้รับค่าตอบแทนที่ชัดเจนแล้วในรูปแบบดอกเบี้ยจ่ายจึงไม่มีสิทธิใดๆทั้งสิ้นกับมูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจ

หากเข้าใจหลักการที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ท่านจะรู้ทันทีว่าการกู้เงินมาทำธุรกิจที่มีแฟรนด์ไชด์จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นเป็นอย่างมาก ท้้งนี้เพราะมูลค่าแฟรนไชด์ตกเป็นของผู้ถือหุ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว

                        มูลค่าแฟรนไชด์ของธุรกิจ วัดได้จาก  ROCE 

                        มูลค่าแฟรนไชด์ของหุ้น วัดได้จาก ROE

                        
                       ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) =  กำไรสุทธิ x 100%
                                                                                   ส่วนของผู้ถือหุ้น
                                                                     

การคำนวณหา ROE สามารถคำนวณได้จากงบการเงินย้อนหลังในอดีตประมาณ 5 ปี  หาก ROE ของกิจการมีความสม่ำเสมอและสูงกว่า ROE ของอุตสาหกรรมของตนเอง ย่อมแสดงว่ามีมูลค่าแฟรนไชด์ของหุ้น แต่ข้อพึงระวังคือ ROE อาจจะสูงได้เพราะมีการก่อหนี้ในการดำเนินธุรกิจ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  กิจการ A มี สินทรัพย์ = 100 ล้านบาท และไม่มีหนี้สิน โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 10 ล้านบาท

 กิจการ B มี สินทรัพย์ = 100 ล้านบาท และมีหนี้สิน = 50 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 8 ล้านบาท
 ทั้งนี้เพราะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ไป 2 ล้านบาท

 จากสมการบัญชี : สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน

  กิจการ A จะมีทุน = 100 ล้านบาท

  กิจการ B จะมีทุน = 100 - 50 = 50 ล้านบาท

  ดังนั้น ROE ของกิจการ A = 10 x 100% / 100  = 10%
             
   และ  ROE ของกิจการ B = 8 x 100% / 50  = 16%

หากท่านต้องการใช้ ROE ต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านการเงินด้วย แต่หากใช้ ROCE ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงทางด้านการเงิน

อีกวิธีหนึ่่งที่จะวัดว่าหุ้นมีมูลค่าแฟรนไชด์หรือไม่ อาจพิจารณาได้จาก ROE เทียบกับ ต้นทุนทางการเงินของผู้ถือหุ้น (Ke) หาก ROE มากกว่า Ke แสดงว่ามีมูลค่าแฟรนไชด์ แต่หาก ROE = Ke แสดงว่าไม่มีมูลค่าแฟรนไชด์ สุดท้ายถ้า ROE น้อยกว่า Ke แสดงว่าทำลายแฟรนไชด์ ซึ่งส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่แท้จริงต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี

                              

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ควรตั้งเป้ายอดขายขั้นต่ำเท่าไหร่

ถาม : ตอนนี้ผมทำธุรกิจส่วนตัว และต้องการตั้งเป้าหมายการขายให้กับฝ่ายขาย อาจารย์พอจะมีวิธีที่ใช้ประมาณการขายหรือเปล่าครับ ตอบ : การตั้งเป้าหมายในการขายให้กับฝ่ายขาย เราสามารถคำนวณหาได้จากจุดคุ้มทุนขาย (Break-Even point of Sales) คือ ยอดขายที่ทำไม่มีผลกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ หรือ ยอดขายที่พอดีกับค่าใช้จ่ายของกิจการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือยอดขายขั้นต่ำที่ต้องให้กับฝ่ายขาย โดยมีสูตรดังนี้                                              จุดคุ้มทุนขาย  =   ค่าใช้จ่ายคงที่                                                  ...

ต้นทุนเงินทุน (WACC)

ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) หรือ ที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไป คือ WACC (Weighted Average Cost of Capital) หมายถึง ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของเงินทุน  มีประโยชน์เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าควรลงทุนหรือไม่ควรลงทุนในโครงการใดบ้างของบริษัท เช่น คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุนในโครงการใหม่ของบริษัท เป็นต้น อีกทั้ง WACC นี้ยังสามารถใช้ในการคำนวณหามูลค่าของกิจการ (Enterprise Value) และมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value of Stock) ได้อีกด้วย WACC ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ประเภท คือ :- ประเภทที่ 1 ต้นทุนจากการเงินกู้ยืม หรือ ที่เข้าใจโดยทั่วไป คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (kd)   ประเภทที่ 2 ต้นทุนจากเงินทุนของผู้ถือหุ้น  หรือ ที่เข้าใจโดยทั่วไป คือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (ke) เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจ WACC ขอยกตัวอย่างประกอบดังนี้ บริษัท A มีเงินทุนประกอบด้วย เงินกู้จากเจ้าหนี้ที่มีดอกเบี้ย 100 ล้านบาท และเงินทุนจากผู้ถือหุ้น 100 ล้านบาท ดังนั้นเงินทุนทั้งหมดของกิจการ A คือ เงินกู้จากเจ้าหนี้ฯ + เงินทุนจากผู้ถือหุ้น = 100 + 100 ล้านบาท เท่ากับ 200 ล...

แกะรอยมูลค่าหุ้นที่แท้จริง

มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value per Share : IVPS ) ประกอบด้วยมูลค่าหลัก 3 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้ [การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้อธิบายแล้วในบทความก่อนหน้านี้] มูลค่าส่วนที่ 1 คือ มูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value per Share : BVPS ) คำนวณได้ตามงบดุล หรือ ปัจจุบันเรียกกันว่า งบแสดงฐานะการเงิน ซึ่งมีสมการดังนี้                                   มูลค่าหุ้นตามบัญชี = ส่วนของผู้ถือหุ้น                                                                    จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว  มูลค...

กระบวนการลงทุนแนว VI

เขียนแผนธุรกิจ (Business Plan)

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์   หนังสือ E Book "เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง"      สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebmarket.com     เนื้อหาตัวอย่างการจัดทำงบกำไรขาดทุนล่วงหน้า (Pro Forma Income Statement) โดยใช้ Excel   ภาพที่ 1 : การแสดงสูตรการ Link ไฟล์ Excel     ภาพที่ 2 : ผลลัพธ์จากการคำนวณ   ภาพที่แสดงนี้เป็นเพียงบางส่วน ซึ่งในหนังสือยังสอนการสร้างงบดุลล่วงหน้า (Pro Forma Balance Sheet) และงบกระแสเงินสดล่วงหน้า (Pro Forma Cash Flow) ไว้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสอนการประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุน (IRR) และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) แถมด้วยการวิเคราะห์งบการเงินโดยใช้อ้ตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis) คุ้มจริงๆ อ่านเล่มเดียว เหมือนเข้าเรียนหลักสูตรการบริหารการเงินแทบทั้งหมด หนังสือเล่มนี้เป็นงาน Master Piece ชิ้นหนึ่ง และมันเป็นงานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปตลอดกาล... และหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตของคุณเช่นเดียวที...