ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 3

จากสมการ ROIC ในตอนที่ 1 และ 2 ซึ่งแสดงไว้ดังนี้

ROIC = EBIT (1-T) x 100% / Invested Capital

ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100%

หากวันใดมีที่ท่านต้องการจะสร้างธุรกิจด้วยตนเองท่านอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้ามีเงินลงทุน 100 ล้านบาท ท่านจะต้องสร้างยอดขายต่อปีเท่ากับเท่าไหร่ จึงจะมีผลตอบแทนเท่ากับอุตสาหกรรมที่จะลงทุน

ท่านต้องเริ่มหาข้อมูลก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งสามารถค้นหาและอ้างอิงได้จากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าท่านจะทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

1) หาข้อมูลของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2) คำนวณหา ROIC ของแต่ละบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในหมวดอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงสมการได้จากอัตราผลตอบแทนข้างต้น หรือ บทความอัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 1

3) หาค่าเฉลี่ยของ ROIC ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด เพื่อนำมาเป็นค่าเฉลี่ย ROIC ของอุตสาหกรรม

4) คำนวณหา Operating Profit Margin (OPM) ของแต่ละบริษัทจดทะเบียนฯ อ้างอิงได้จากสมการดังนี้

              Operating Profit Margin = EBIT / Sales

5) หาค่าเฉลี่ยของ  OPM ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด เพื่อนำมาเป็นค่าเฉลี่ย OPM ของอุตสาหกรรม

สมมติว่า หาค่า ROIC ตามข้อ 3) ได้เท่ากับ 15% และ OPM ในข้อ 5) เท่ากับ 0.1 ดังนั้นยอดขายต้องเท่ากับ 187.5 ล้านบาท โดยมีรายการคำนวณดังนี้

 ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100%

เขียนสมการใหม่ได้เป็น

Sales =  (ROIC / (OPM x (1-T) x 100%)) x IC

โดยที่ IC = เงินลงทุน , T เท่ากับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

Sales = (15% / (0.1 x (1 - 20%) x 100%)) x 100 = 187.5 ล้านบาท

กล่าวโดยสรุปได้ว่า หากท่านต้องใช้เงินลงทุน 100 ล้านบาท ต้องการผลตอบแทน 15% ต่อปี มีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) เท่ากับ 0.1 หรือ 10% ท่านต้องสร้างยอดขายให้ได้เท่ากับ 187.5 ล้านบาทต่อปี 

วันเวลาไม่เคยหยุดเดิน...ส่วนตัวท่านหยุดเดินตามฝันแล้วหรือ ??? ...  

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ควรตั้งเป้ายอดขายขั้นต่ำเท่าไหร่

ถาม : ตอนนี้ผมทำธุรกิจส่วนตัว และต้องการตั้งเป้าหมายการขายให้กับฝ่ายขาย อาจารย์พอจะมีวิธีที่ใช้ประมาณการขายหรือเปล่าครับ ตอบ : การตั้งเป้าหมายในการขายให้กับฝ่ายขาย เราสามารถคำนวณหาได้จากจุดคุ้มทุนขาย (Break-Even point of Sales) คือ ยอดขายที่ทำไม่มีผลกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ หรือ ยอดขายที่พอดีกับค่าใช้จ่ายของกิจการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือยอดขายขั้นต่ำที่ต้องให้กับฝ่ายขาย โดยมีสูตรดังนี้                                              จุดคุ้มทุนขาย  =   ค่าใช้จ่ายคงที่                                                  ...

ต้นทุนเงินทุน (WACC)

ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) หรือ ที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไป คือ WACC (Weighted Average Cost of Capital) หมายถึง ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของเงินทุน  มีประโยชน์เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าควรลงทุนหรือไม่ควรลงทุนในโครงการใดบ้างของบริษัท เช่น คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุนในโครงการใหม่ของบริษัท เป็นต้น อีกทั้ง WACC นี้ยังสามารถใช้ในการคำนวณหามูลค่าของกิจการ (Enterprise Value) และมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value of Stock) ได้อีกด้วย WACC ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ประเภท คือ :- ประเภทที่ 1 ต้นทุนจากการเงินกู้ยืม หรือ ที่เข้าใจโดยทั่วไป คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (kd)   ประเภทที่ 2 ต้นทุนจากเงินทุนของผู้ถือหุ้น  หรือ ที่เข้าใจโดยทั่วไป คือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (ke) เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจ WACC ขอยกตัวอย่างประกอบดังนี้ บริษัท A มีเงินทุนประกอบด้วย เงินกู้จากเจ้าหนี้ที่มีดอกเบี้ย 100 ล้านบาท และเงินทุนจากผู้ถือหุ้น 100 ล้านบาท ดังนั้นเงินทุนทั้งหมดของกิจการ A คือ เงินกู้จากเจ้าหนี้ฯ + เงินทุนจากผู้ถือหุ้น = 100 + 100 ล้านบาท เท่ากับ 200 ล...

แกะรอยมูลค่าหุ้นที่แท้จริง

มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value per Share : IVPS ) ประกอบด้วยมูลค่าหลัก 3 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้ [การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้อธิบายแล้วในบทความก่อนหน้านี้] มูลค่าส่วนที่ 1 คือ มูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value per Share : BVPS ) คำนวณได้ตามงบดุล หรือ ปัจจุบันเรียกกันว่า งบแสดงฐานะการเงิน ซึ่งมีสมการดังนี้                                   มูลค่าหุ้นตามบัญชี = ส่วนของผู้ถือหุ้น                                                                    จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว  มูลค...

กระบวนการลงทุนแนว VI

เขียนแผนธุรกิจ (Business Plan)

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์   หนังสือ E Book "เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง"      สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebmarket.com     เนื้อหาตัวอย่างการจัดทำงบกำไรขาดทุนล่วงหน้า (Pro Forma Income Statement) โดยใช้ Excel   ภาพที่ 1 : การแสดงสูตรการ Link ไฟล์ Excel     ภาพที่ 2 : ผลลัพธ์จากการคำนวณ   ภาพที่แสดงนี้เป็นเพียงบางส่วน ซึ่งในหนังสือยังสอนการสร้างงบดุลล่วงหน้า (Pro Forma Balance Sheet) และงบกระแสเงินสดล่วงหน้า (Pro Forma Cash Flow) ไว้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสอนการประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุน (IRR) และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) แถมด้วยการวิเคราะห์งบการเงินโดยใช้อ้ตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis) คุ้มจริงๆ อ่านเล่มเดียว เหมือนเข้าเรียนหลักสูตรการบริหารการเงินแทบทั้งหมด หนังสือเล่มนี้เป็นงาน Master Piece ชิ้นหนึ่ง และมันเป็นงานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปตลอดกาล... และหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตของคุณเช่นเดียวที...