แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ EPS แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ EPS แสดงบทความทั้งหมด

หลักการลงทุนหุ้นแบบนักธุรกิจ

หุ้นเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าในตัวมันเอง เหมือนกับสินทรัพย์ประเภทอื่นในโลกที่มีมูลค่าในตัวมันเอง ดังท่านจะเห็นได้จาก ที่ดิน พันธบัตร ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง อาทิ ทองคำ เงิน และโลหะมีค่าอื่นๆ


แต่หุ้นอาจมีความแตกต่างจากทรัพย์สินประเภทอื่นตรงที่มูลค่าหุ้น หรือ มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value : V) ถูกกำหนดโดยกำไรในอนาคต หรือ เรียกว่าให้ชัดเจนไปเลยก็คือ กำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคต (EPS1)

เมื่อมูลค่าหุ้น (V) มีความเกียวข้องโดยตรงกับกำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคต (EPS1) ดังนั้นเมื่อเราคาดการณ์กำไรสุทธิในอนาคต (EPS1) ได้ เราก็ทราบมูลค่าหุ้น (V) ได้ทันที ซึ่งการคาดการณ์ EPS1 ได้อย่างแม่นยำนั้น ต้องมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจเป็นอย่างดี

การจะเข้าใจธุรกิจได้เป็นอย่างดีนั้น ต้องอาศัยการศึกษาลงไปในตัวธุรกิจซึ่งสามารถทำได้อย่างง่ายดายในปัจจุบัน เพราะบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในประเทศไทยต้องเผยแพร่ข้อมูลการประกอบธุรกิจกับตลาดหลักทรัพย์ ที่ www.set.or.th มีรายละเอียดประกอบด้วย รายงานประจำปี (Annual Report) และแบบ 56-1

การอ่าน อ่าน และอ่าน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่จะทำให้ท่านเข้าใจธุรกิจอย่างรวดเร็ว

ขอสรุปเป็นแผนภาพอย่างง่ายดังนี้
อ่
านรายงานประจำปี และ 56-1 ------> ความเข้าใจธุรกิจทั้งด้านความสามารถในการแข่งขันและความเสี่ยง ----> การเห็นอนาคตของกิจการ -------> การกำหนด EPS1 ---------> มูลค่าหุ้น (V) ----------> การตัดสินใจซื้อหุ้นหรือขายหุ้น ------> การทำกำไรซ้ำซาก ---------> การมีอิสรภาพทางการเงิน 

การตัดสินใจซื้อหุ้นหรือขายหุ้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อว่าเราทราบว่าราคาหุ้นนั้นหุ้นถูกหรือแพง สามารถวัดได้จากมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (V) นั้นเทียบกับราคาตลาด (P) ในขณะนั้น หาก V มากกว่า P แสดงว่าราคาหุ้นถูก ในทางกลับกันหาก V ต่ำกว่า P แสดงว่าราคาหุ้นแพง แสดงเป็นสมการได้ดังนี้


X = V – P


หาก X เป็นบวก แสดงว่าหุ้นถูก หรือ หุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Undervalued) ควร “ซื้อ”

หาก X เป็นลบ แสดงว่าหุ้นราคาแพง หรือ หุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Overvalued) ควร “ขาย”


ตัวอย่างเช่น หุ้น ABCD มี V เท่ากับ 10 บาท และ P เท่ากับ 5 บาท ดังนั้น กรณีนี้หุ้น ABCD เป็นหุ้นราคาถูก เพราะ V มากกว่า P เท่ากับ 5 บาท (10 – 5) ดังนั้นสรุปได้ว่าหุ้น ABCD ควรซื้อ เพราะ Undervalued


ต่อมามีการไล่ซื้อหุ้น ABCD ทำราคาเพิ่มขึ้นจาก 5 บาท เป็น 15 บาท ดังนั้นกรณีหุ้น ABCD เป็นหุ้นราคาแพง เพราะ V ต่ำกว่า P เท่ากับ 5 บาท (10 - 15) สรุปได้ว่าหุ้น ABCD หากมีก็ควรขาย เพราะ Overvalued 

ปรากฎการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำในตลาดหุ้น ดังนั้นหากเราเป็นนักลงทุนที่มีเหตุผลและมีวินัยในการลงทุน เราต้องซื้อหุ้นตอน Undervalued และเราจะขายหุ้นตอน Overvalued ดังเช่น กรณีของหุ้น ABCD เราซื้อหุ้นที่ราคา 5 บาท และเราขายหุ้นตอน 15 บาท ทำให้เรามีกำไร คือ 10 บาท หรือ คิดเป็นผลตอบแทนถึง 200% จะเห็นว่าเมื่อมันเกิดขึ้นเป็นประจำมันก็นำไปสู่การทำกำไรซ้ำซากได้

เราลองคำนวณหาค่า V โดยวิธีการที่นิยมใช้กัน คือ P/E Ratio ดังนี้

1. เลือกค่า P/E ของอุตสาหกรรมที่เราจะประเมินราคาหุ้น เช่น หุ้น A อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สมมติว่าเราตรวจสอบแล้วพบว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มีค่า P/E เท่ากับ 10 เท่า

2. คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคต (EPS1) ของหุ้น A โดยใช้ กำไรสุทธิ / จำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว สมมติว่าคำนวณ EPS1 ได้เท่ากับ 5 บาทต่อหุ้น

3. นำค่า P/E ของอุตสาหกรรม x EPS1 ค่าที่ได้คือ V = P/E x EPS1 = 10 x 5 = 50 บาท

ข้อควรระวัง การประเมินโดยใช้ P/E มีข้อด้อยที่ว่าการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นอ้างอิงจากกำไรสุทธิต่อหุ้นเพียงปีเดียว ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการประเมินมูลค่าหุ้นจึงมีสูงมาก แตกต่างจาก DCF การประเมินมูลค่าหุ้นจะประเมินจากกำไรหลายปีข้างหน้า ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้   

การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใช้สมองทั้งสองด้าน ทั้งด้านเหตุและผล คือ สมองด้านซ้าย และด้านจินตนาการ คือ สมองด้านขวา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น แต่ให้เชื่อสิ่งที่นึกคิดในอนาคตภายใต้สิ่งที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน”





ราคาหุ้น VS กำไรสุทธิต่อหุ้น

การลงทุนในหุ้นแบบใช้วิธีการวิเคราะห์กิจการ หรือ ที่เราเรียกนักลงทุนประเภทนี้ว่า “นักลงทุนปัจจัยพื้นฐาน” มีปรัชญาในการลงทุนก็คือต้องการรักษาเงินต้นให้ได้ตลอดระยะเวลาการลงทุน โดยเขามีแนวคิดว่า หากรักษาเงินต้น หรือ เงินลงทุนได้ จะมีกำไรจากจาการลงทุนเอง ซึ่งจะเห็นว่า การลงทุนแบบนี้มีความระมัดระวังสูง (Conservative) มากในการลงทุน

เครื่องมือในการป้องกันการขาดทุน จะใช้ การอ่านค่าและวิเคราะห์งบการเงินเป็นหลัก ซึ่งสามารถจะหาข้อมูลงบการเงินได้จากเว็บไซด์ตลาดหลักทรัพย์ www.set.or.th โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะมีการเผยแพร่งบการเงินของตนเอง ประกอบด้วย งบกำไรขาดทุน (Income Statement) งบแสดงฐานะการเงิน (Financial Position Statement) และงบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) เป็นประจำทั้งรายไตรมาส รายครึ่งปี ราย 9 เดือน และรายปี

งบกำไรขาดทุน ประกอบด้วย รายได้ และค่าใช้จ่าย เมื่อ รายได้ มากกว่า ค่าใช้จ่าย ก็จะเป็นกำไร (Net Profit) ในทางกลับกัน เมื่อ รายได้ น้อยกว่า ค่าใช้จ่าย ก็จะเป็นขาดทุน (Net Loss)

การที่บริษัทมีกำไรจะทำให้ ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน บริษัทมีผลขาดทุนจะทำให้ ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ซึ่งสามารถเขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้


ราคาหุ้น (P)  แปรผันโดยตรง  กำไรต่อหุ้น (EPS)


                         กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)   =          กำไรสุทธิ                              
                                                                  จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว


เนื่องจากราคาหุ้นมีความสอดคล้องกับกำไรสุทธิต่อหุ้น จึงทำให้เกิดอัตราส่วนทางการเงินที่เราเรียกกันว่า P/E Ratio ขึ้นมา ซึ่งอัตราส่วนนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่นักลงทุนทั่วโลก โดยมีสมการดังนี้

                        PE                    =          ราคาหุ้น
                                                         กำไรสุทธิต่อหุ้น    


ราคาหุ้นใช้ ณ ราคาปิดล่าสุด ส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้น เป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นรอบ 12 เดือนล่าสุด และควรปรับกำไรสุทธิต่อหุ้น นี้ให้เป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นตามปรกติ (Normalized Net Profit) นั่นคือ ให้ปรับรายการพิเศษที่เป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวออกให้หมด เช่น กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ กำไรจากการขายทรัพย์สินในกิจการ ขาดทุนจากการตั้งด้อยค่าทรัพย์สิน เป็นต้น


ตัวอย่าง หุ้น A มี ราคาปิดล่าสุด ณ วันที่ 5 เมษายน 2558 เท่ากับ 20 บาท และมีผลกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ไตรมาสที่ 1 ปี 2558 เท่ากับ 0.4 บาท และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ไตรมาสที่ 2 – 4 ปี 2557 เท่ากับ 1.6 บาท
ดังนั้นกำไรสุทธิต่อหุ้นรอบ 12 เดือนล่าสุดจะเท่ากับ 2.0 บาท มาจาก ไตรมาสที่ 2-4  ปี 2557 คือ 1.6 บาท รวมกับ ไตรมาสที่ 1 ปี 2558 คือ 0.4 บาท


                 PE                    =          ราคาหุ้น                    =     20       =  10
                                                 กำไรสุทธิต่อหุ้น                      2.0 

โดยปรกตินักลงทุนทั่วโลกมองแทบเหมือนกันว่าหุ้นที่มี PE สูง จะมีราคาแพงกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ ทั้งนี้เพราะหากเทียบที่กำไรสุทธิต่อหุ้น 1 บาท เท่ากัน พบว่าหุ้นที่มี PE สูงนักลงทุนต้องจ่ายมากกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ

หากมองตามหลักคณิตศาสตร์หุ้น PE สูงย่อมแพงกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามหากมองอย่างลึกซึ้งอาจจะพบคำตอบที่เปลี่ยนไปอย่างมาก เช่นมองข้ามไปยังอนาคตในอีกหลายปีข้างหน้าอาจจะพบว่า หุ้นที่มี PE สูงอาจจะถูกกว่าหุ้นที่มี PE ต่ำ ได้ เนื่องจากหุ้น PE สูงมีการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ค่า PE ของหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่หุ้น PE ต่ำไม่มีการเติบโตเลย ทำให้ค่า PE เท่าเดิม ซึ่งสุดท้ายแล้วจะพบว่า

หุ้น PE สูง จะกลับเป็น PE ต่ำ ในขณะที่ PE ต่ำจะกลับเป็น PE สูง

การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใช้สมองทั้งสองด้าน ทั้งด้านเหตุและผล คือ สมองด้านซ้าย และด้านจินตนาการ คือ สมองด้านขวา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น แต่ให้เชื่อสิ่งที่นึกคิดในอนาคตภายใต้สิ่งที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน”



ทำไมราคาหุ้นหยุดตก (ต่อ)

จากบทความก่อนหน้านี้ที่กล่าวว่า “เมื่อราคาหุ้นลดลงจะทำให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเพิ่มขึ้น จนในที่สุดราคาหุ้นจะไม่ลดลงอีกเพราะนักลงทุนจะรู้สึกว่าได้รับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงมากจึงเริ่มมีแรงซื้อมากกว่าแรกขาย ตรงจุดนั้นจึงเป็นจุดต่ำสุด หรือใกล้เคียงกับจุดต่ำสุด”

กล่าวเพิ่มเติมได้ว่าเมื่อราคาหุ้นตกลงมากความเสี่ยงจะลดลง แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งตลาดหุ้นจะปรับไปสู่สมดุลในเวลาต่อมาคือ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนลดลง โดยสามารถอธิบายเป็นวัฏจักรได้ดังนี้

ขั้นที่ 1 ราคาหุ้นและตลาดหุ้นมีความสมเหตุผลพอสมควร คือ ราคาหุ้น (P) เท่ากับ 12 บาท และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 1 บาท ดังนั้น P/E = 12 เท่า (12/1) และจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) เท่ากับ 0.5 บาท ดังนั้น Dividend Yield เท่ากับ 4.2% (0.5x100%/12)

กล่าวคือ ความเสี่ยงปรกติ และอัตราผลตอบแทนเท่ากับ 4.2% ต่อปี

ขั้นที่ 2 ราคาหุ้นและตลาดหุ้นตื่นตระหนกแบบขาดเหตุผลจากข่าวร้ายต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาหุ้น (P) ลดลงจาก 12 บาท เหลือ 6 บาท หรือลดลง 50% แต่กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่าเดิม 1 บาท ดังนั้น P/E = 6 เท่า (6/1) และจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) เท่ากับ 0.5 บาท ดังนั้น Dividend Yield เท่ากับ 8.3% (0.5x100%/6)

กล่าวคือ ความเสี่ยงลดลงเพราะกำไรสุทธิและเงินปันผลเหมือนเดิมแต่ราคาหุ้นกลับลดลงไม่สอดคล้องกับพื้นฐานหุ้น ในขณะที่อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจาก 4.2% เป็น 8.3% ต่อปี

ขั้นที่ 3 ราคาหุ้นและตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะหายตกใจจากข่าวร้ายต่างๆ ส่งผลให้ราคาหุ้นกลับไปเท่ากับขั้นตอนที่ 1

กล่าวคือ ตลาดหุ้นปรับสมดุล คือกลับไปที่ความเสี่ยงปรกติ และอัตราผลตอบแทนตามปรกติ นั่นหมายถึงตลาดหุ้นกลับมีเหตุผลอีกครั้งหนึ่ง

สรุปได้ว่า นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จต้องมีเหตุผลในขณะที่ตลาดหุ้นไร้เหตุผล เพราะเขาจะลงทุนในขั้นตอนที่ 2 และทำกำไรในขั้นตอนที่ 3 แม้ว่าตลาดหุ้นจะไม่มีเหตุผลไปอีกนาน เขายังคงได้ประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ยอดเยี่ยมอยู่ดี เปรียบเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นกตัวที่หนึ่ง คือ เงินปันผล (Dividend Yield) และนักตัวที่สอง คือ กำไรจากราคาหุ้น (Capital Gain)

ประเมินมูลค่าหุ้น ตอนที่ 1

การประเมินมูลค่าหุ้นยอดนิยมได้ถูกแบ่งเป็น 2 วิธี ดังนี้

1) การประเมินมูลค่าหุ้น โดยใช้วิธีผลคูณ (Multiples Model) ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้

                                      มูลค่าหุ้น = P/E x EPS 1

     โดยที่ P/E คือ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมหุ้นที่ต้องการลงทุน

              P คือ ราคาหุ้นในตลาดของอุตสาหกรรม

              E คือ  กำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้าของอุตสาหกรรม

              EPS 1 คือ กำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้าของหุ้นที่ต้องการลงทุน


     ตัวอย่าง : หุ้น D อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สมมติให้อุตสาหกรรมนี้มีหุ้นทั้งหมด 3 ตัว ไม่รวมหุ้น D โดยแต่ตัวมีราคาหุ้น และกำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้า ดังต่อไปนี้

       หุ้น              ราคาหุ้น (บาท)          กำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้า (บาท)
                               P                                           E
                               
        A                    10                                         1.0
        
        B                    20                                         1.8

        C                    30                                         2.5  

   เราสามารถคำนวณหา P/E ของหุ้น A ได้ คือ 10/1.0  = 10 เท่า หุ้น B คือ 20/1.8 = 11 เท่า หุ้น C คือ 30/2.5 = 12 เท่า

               ดังนั้น ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนี้ของ P/E = 10 + 11 + 12  = 11 เท่า
                                                                                             3

  สมมติว่าหุ้น D มีกำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้า (EPS 1) = 3 บาท ดังนั้นสามารถคำนวณหามูลค่าหุ้น A ได้ดังนี้

                           มูลค่าหุ้น = P/E x EPS 1    = 11 x 3 = 33 บาท

ข้อควรระวัง : การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีนี้ คือ การใช้กำไรเพียง 1 ปี เป็นการกำหนดมูลค่าหุ้นทั้งหมด ดังนั้น หากกำไรปีต่อๆไปมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะส่งผลให้มูลค่าหุ้นผิดเพี้ยนไปอย่างมาก นอกจากนี้การใช้กำไรไม่ได้สะท้อนภาพของกระแสเงินสดได้อย่างแม่นยำเท่าที่ควร ซึ่งท่านสามารถทำความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น โดยอ่าน คู่มือ สร้าง...วิเคราะห์ งบกระแสเงินสดด้วยตนเอง ที่ www.mebmarket.com

สำหรับการประเมินมูลค่าหุ้นวิธีที่ 2 คือ วิธีกระแสเงินสด (DCF Model) จะอธิบายอย่างย่อในบทความฉบับหน้า
                  



รางวัลของการชนะ ความกลัว VS. ความโลภ

บทความก่อนหน้านี้ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความกลัวและความโลภในตลาดหุ้นซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในตลาดหุ้นไม่ว่าในประเทศใดก็ตาม เพราะตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ก็เผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้เช่นกัน เนื่องจากความกลัวและความโลภมีทุกหนทุกแห่งไม่ได้ยืนยันว่าคนที่มีความรู้มากกว่าจะควบคุมรู้สึกได้ดีกว่าคนที่มีความรู้น้อยด้อยกว่า

ดังนั้นการเอาชนะตลาดหุ้นได้ในระยะยาวนั้นจึงเป็นเรื่องของสภาพจิตใจมากกว่าเรื่องความรู้ในการลงทุน  กล่าวโดยย่อคือ ตลาดหุ้นชนะกันด้วย EQ มากกว่า IQ อย่างไรก็ตามก่อนลงทุน ผู้ลงทุนต้องมีความรู้พื้นฐานในการลงทุนก่อน เพื่อจะได้เข้าใจว่ากระบวนขึ้นลงของหุ้นว่ามาจากสาเหตุใด เพื่อจะนำไปใช้ในการตัดสินใจในการลงทุนต่อไป

ความรู้พื้นฐานในการลงทุนหุ้น คือ การเข้าใจธุรกิจ การเข้าใจงบการเงิน และสามารถวิเคราะห์งบการเงินได้ด้วยตนเอง เพราะ ราคาหุ้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประกอบการของหุ้นตัวนั้น  หากกิจการของหุ้นตัวนั้นมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings per Share : EPS) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้ราคาของหุ้นตัวนั้นปรับตัวขึ้นด้วยในทิศทางเดียวกัน ในทางกลับกัน หากกิจการของหุ้นตัวนั้นมีกำไรสุทธิต่อหุ้นลดลงต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้ราคาของหุ้นตัวนั้นลดลงด้วยในทิศทางเดียวกัน

ท่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่าจริงหรือไม่ ให้เข้าไปดูที่ www.set.or.th ซึ่งมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)เปรียบเทียบกับราคาหุ้น โดยให้ดูย้อนหลังไปหลายปีเพื่อจะได้เห็นภาพได้ชัดเจน

ก่ล่าวโดยสรุปได้ว่า การเข้าใจธุรกิจ และงบการเงินสามารถทำให้ท่านมีเหตุมีผลยืนอยู่เหนือความกลัวและความโลภในตลาดได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้โอกาสในการชนะการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก รางวัลของการชนะความกลัวและความโลภ คือ เงินก้อนโตที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

โพสต์แนะนำ

เลือกหุ้น เล่นหุ้น

ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก  ทางแก้ปัญหาข...