สอนหุ้นแบบปัจจัยพื้นฐาน และกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง รวมทั้งช่วงเวลาในการลงทุน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนพร้อมกับลดความเสี่ยงในการซื้อขายหุ้น #Fundamental Analysis , Strategy of Risk Diversification , Right Timing , and Low Risk High Return#
การเลือกหุ้นจากงบการเงิน
อิสรภาพทางการเงิน ตอนที่ 5
ผลงานหนังสือที่ผ่านมา :-
ชื่อหนังสือ “คู่มือลงทุนหุ้น แนว VI ฉบับหมดเปลือก”
ชื่อหนังสือ “ก้าวแรก ลุยหุ้น”
ชื่อหนังสือ “บันไดสู่ความร่ำรวย เล่ม 1 และ เล่ม 2”
ชื่อหนังสือ “ห้องเรียนโรงเรียนสอนเล่นหุ้น”
ชื่อหนังสือ “สร้าง…วิเคราะห์งบกระแสเงินสดด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “ตัวอย่าง การเขียนแผนธุรกิจและแบบฟอร์ม”
ชื่อหนังสือ “กรณีศึกษา วิเคราะห์งบการเงินและการบริหารการเงิน”
ชื่อหนังสือ “กรณีศึกษา การกำหนดมูลค่าหุ้นและการระดมทุน”
ชื่อหนังสือ “เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงินด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “ไขปริศนาความรวย ด้วยเลข “สอง””
ชื่อหนังสือ “คู่มือ…หาเงินทำธุรกิจ”
ชื่อหนังสือ “คู่มือ…กู้เงินทำธุรกิจ SMEs ด้วยตนเอง”
หน้งสือมีขายในรูปแบบ EBOOK ที่ www.mebmarket.com
#อิสรภาพทางการเงิน
#ROI
#ดุษิตจงสุทธนามณี
อิสรภาพทางการเงิน ตอนที่ 4
การเปลี่ยนแปลงเงินลงทุ่นเริ่มต้น (Initial Investment) เกิดขึ้นได้เสมอ อยู่ที่ตัวของผู้ลงทุนเอง หากมีความรู้ในการลงทุนจะทำให้ลดเงินลงทุนเริ่มต้นได้ ส่งผลให้มีอิสรภาพทางการเงินง่ายกว่าที่คิด
ผลงานหนังสือที่ผ่านมา :-
ชื่อหนังสือ “คู่มือลงทุนหุ้น แนว VI ฉบับหมดเปลือก”
ชื่อหนังสือ “ก้าวแรก ลุยหุ้น”
ชื่อหนังสือ “บันไดสู่ความร่ำรวย เล่ม 1 และ เล่ม 2”
ชื่อหนังสือ “ห้องเรียนโรงเรียนสอนเล่นหุ้น”
ชื่อหนังสือ “สร้าง…วิเคราะห์งบกระแสเงินสดด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “ตัวอย่าง การเขียนแผนธุรกิจและแบบฟอร์ม”
ชื่อหนังสือ “กรณีศึกษา วิเคราะห์งบการเงินและการบริหารการเงิน”
ชื่อหนังสือ “กรณีศึกษา การกำหนดมูลค่าหุ้นและการระดมทุน”
ชื่อหนังสือ “เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงินด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “ไขปริศนาความรวย ด้วยเลข “สอง””
ชื่อหนังสือ “คู่มือ…หาเงินทำธุรกิจ”
ชื่อหนังสือ “คู่มือ…กู้เงินทำธุรกิจ SMEs ด้วยตนเอง”
หน้งสือมีขายในรูปแบบ EBOOK ที่ www.mebmarket.com
#อิสรภาพทางการเงิน
#ROI
#ดุษิตจงสุทธนามณี
อิสรภาพทางการเงิน ตอนที่ 3
การคำนวณหาเงินลงทุนเริ่มต้นเพื่อนำไปสู่การลงทุน สมการที่ใช้ในการคำนวณ คือ ROI นำไปสู่กระแสเงินสดรับ และในที่สุดนำไปสู่อิสรภาพทางการเงิน
ผลงานหนังสือที่ผ่านมา :-
ชื่อหนังสือ “คู่มือลงทุนหุ้น แนว VI ฉบับหมดเปลือก”
ชื่อหนังสือ “ก้าวแรก ลุยหุ้น”
ชื่อหนังสือ “บันไดสู่ความร่ำรวย เล่ม 1 และ เล่ม 2”
ชื่อหนังสือ “ห้องเรียนโรงเรียนสอนเล่นหุ้น”
ชื่อหนังสือ “สร้าง…วิเคราะห์งบกระแสเงินสดด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “ตัวอย่าง การเขียนแผนธุรกิจและแบบฟอร์ม”
ชื่อหนังสือ “กรณีศึกษา วิเคราะห์งบการเงินและการบริหารการเงิน”
ชื่อหนังสือ “กรณีศึกษา การกำหนดมูลค่าหุ้นและการระดมทุน”
ชื่อหนังสือ “เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงินด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “ไขปริศนาความรวย ด้วยเลข “สอง””
ชื่อหนังสือ “คู่มือ…หาเงินทำธุรกิจ”
ชื่อหนังสือ “คู่มือ…กู้เงินทำธุรกิจ SMEs ด้วยตนเอง”
หน้งสือมีขายในรูปแบบ EBOOK ที่ www.mebmarket.com
#อิสรภาพทางการเงิน
#ROI
#ดุษิตจงสุทธนามณี
อิสรภาพทางการเงิน ตอนที่ 2
อิสรภาพทางการเงิน คือ รายได้ (Income) เพียงพอกับค่าใช้จ่าย (Expenses) เขียนเป็นสมการได้ด้งนี้
อิสรภาพทางการเงิน (F) = รายได้ - ค่าใช้จ่าย
ถ้า F เท่ากับ 0 หรือ > 0 แสดงว่ามีอิสรภาพทางการเงิน
ถ้ามีอิสรภาพทางการเงิน เราก็หยุดทำงานแต่ยังมีรายได้สามารถทำได้โดยเริ่มต้นจากเงินลงทุนซึ่งก่อให้เกิดกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ลองดู Clip นี้ครับ
ผลงานหนังสือที่ผ่านมา :-
ชื่อหนังสือ “คู่มือลงทุนหุ้น แนว VI ฉบับหมดเปลือก”
ชื่อหนังสือ “ก้าวแรก ลุยหุ้น”
ชื่อหนังสือ “บันไดสู่ความร่ำรวย เล่ม 1 และ เล่ม 2”
ชื่อหนังสือ “ห้องเรียนโรงเรียนสอนเล่นหุ้น”
ชื่อหนังสือ “สร้าง…วิเคราะห์งบกระแสเงินสดด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “ตัวอย่าง การเขียนแผนธุรกิจและแบบฟอร์ม”
ชื่อหนังสือ “กรณีศึกษา วิเคราะห์งบการเงินและการบริหารการเงิน”
ชื่อหนังสือ “กรณีศึกษา การกำหนดมูลค่าหุ้นและการระดมทุน”
ชื่อหนังสือ “เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงินด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “ไขปริศนาความรวย ด้วยเลข “สอง””
ชื่อหนังสือ “คู่มือ…หาเงินทำธุรกิจ”
ชื่อหนังสือ “คู่มือ…กู้เงินทำธุรกิจ SMEs ด้วยตนเอง”
หน้งสือมีขายในรูปแบบ EBOOK ที่ www.mebmarket.com
#อิสรภาพทางการเงิน
#ROI
#ดุษิตจงสุทธนามณี
อิสรภาพทางการเงิน ตอนที่ 1
2) ตามมาด้วยสมการทางการเงิน (Return On Investment : ROI)
3) จบลงด้วยกระแสเงินสดรับที่มาจากเงินลงทุน
ผลงานหนังสือที่ผ่านมา :-
ชื่อหนังสือ “คู่มือลงทุนหุ้น แนว VI ฉบับหมดเปลือก”
ชื่อหนังสือ “ก้าวแรก ลุยหุ้น”
ชื่อหนังสือ “บันไดสู่ความร่ำรวย เล่ม 1 และ เล่ม 2”
ชื่อหนังสือ “ห้องเรียนโรงเรียนสอนเล่นหุ้น”
ชื่อหนังสือ “สร้าง…วิเคราะห์งบกระแสเงินสดด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “ตัวอย่าง การเขียนแผนธุรกิจและแบบฟอร์ม”
ชื่อหนังสือ “กรณีศึกษา วิเคราะห์งบการเงินและการบริหารการเงิน”
ชื่อหนังสือ “กรณีศึกษา การกำหนดมูลค่าหุ้นและการระดมทุน”
ชื่อหนังสือ “เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงินด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง”
ชื่อหนังสือ “ไขปริศนาความรวย ด้วยเลข “สอง””
ชื่อหนังสือ “คู่มือ…หาเงินทำธุรกิจ”
ชื่อหนังสือ “คู่มือ…กู้เงินทำธุรกิจ SMEs ด้วยตนเอง”
หน้งสือมีขายในรูปแบบ EBOOK ที่ www.mebmarket.com
#อิสรภาพทางการเงิน
#ROI
#ดุษิตจงสุทธนามณี
ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง ตอนที่ 3
อาจารย์ : บางครั้งชีวิตคนเราก็ไม่ได้เป็นดั่งใจเราเสมอไป อยากรู้อาจจะไม่รู้ ไม่อยากรู้อาจเข้าใจเองก็ได้
ลูกศิษย์คิดในใจ สงสัยอาจารย์จะเพี้ยน ถามเรื่องหนี่งตอบเรื่องหนึ่ง
อาจารย์ : ที่ขอให้ผม ยกตัวอย่างประกอบคำบรรยายที่ว่า สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” มาคิดจะทำให้เราพบว่า ราคาหุ้นจะต่ำมาก เพราะมีแต่ละคนเทขายหุ้น ส่งผลให้ ROI เพิ่มสูงขึ้น หรือ High Return ในขณะเดียวกัน Low Risk เพราะเมื่อราคาต่ำมาก โอกาสที่หุ้นจะลดลงไปอีกจะน้อยลง เนื่องจาก DY จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีนักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาลงทุนเพราะ DY ยั่วยวนเหลือเกิน”
ตัวอย่าง สมมติว่าเราจะซื้อหุ้น โดยแบ่งออกเป็น 4 กรณี เปรียบเทียบกัน ดังนี้
1) กรณีปรกติ คือ ไม่มีข่าวดีหรือข่าวร้ายมากระทบกับหุ้นที่เราจะซื้อ
2) กรณีกลัวบ้าง คือ มีข่าวร้ายมากระทบกับหุ้นที่เราจะซื้อจึงทำให้ราคาลดลง 10% จากราคาปรกติ
3) กรณีกลัวมาก คือ มีข่าวร้ายมากระทบหุ้นที่เราจะซื้อจึงทำให้ราคาลดลง 30% จากราคาปรกติ
4) กรณีกลัวสุดขีด คือ มีข่าวร้ายมากระทบหุ้นที่เราจะซื้อจึงทำให้ราคาลดลง 50% จากราคาปรกติ
ทุกกรณีหุ้นจะดีดกลับมาให้ขายที่ราคาเท่ากับ 21 บาท คือ กลับมาสู่ภาวะปรกติ ภายใน 1 ปี
ผมขอแสดงเป็นตารางดังนี้
สมการที่ใช้คำนวณ DY , CG , และ ROI คือ
ROI = เงินปันผล x 100% / ราคาหุ้นที่ซื้อ + (ราคาหุ้นที่ขาย – ราคาหุ้นที่ซื้อ) x 100% / ราคาหุ้นที่ซื้อ
ROI = อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล + อัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้น
ROI = Dividend Yield (DY) + Capital Gain (CG)
จะเห็นได้จากตารางว่า หากเราซื้อหุ้นตอนปรกติ จะมี ROI เท่ากับ 10% ต่อปี แต่หาก เราซื้อหุ้นที่ตอนกลัวสุดขีด จะเห็นว่า ROI จะเพิ่มขึ้นเท่ากับ 120% ต่อปี ในขณะเดียวกันจะเห็นว่า DY เท่ากับ 10% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีมาก จึงทำให้นักลงทุนแห่กันมาซื้อทำให้หุ้นหยุดตก
กรณีนี้ทำให้เราพบสถานการณ์ คือ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง (Low Risk High Return)
ลูกศิษย์ : แจ่มแจ้งเลยครับ
อาจารย์ : พระอาทิตย์ขึ้นตอน 4.30 อีกแล้ว
ลูกศิษย์เหลือบมองเวลาจากนาฬิกาที่แขวนไว้เหนือหัวนักดนตรีที่บรรเลงเพลงอย่างไม่รู้จ้กเหน็ดเหนื่อยเหมือนกันแทบทุกคืนที่ผ่านมา…
ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง ตอนที่ 2
อาจารย์ : ขอเวลานึกก่อน ตอนนั้นเราเลิกคุยกันตอนกี่โมง คุณจำได้ไหมจะได้ช่วยให้ผมคิดออก
ลูกศิษย์ : ประมาณตี 4.30 ครับ
อาจารย์ : อ้อ นึกออกแล้ว ตอนนั้นผมบอกคุณว่า
สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” จะทำให้เกิด ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต้องสูง (Low Risk High Return)
สถานการณ์ “โลภสุดขีด” จะทำให้เกิด ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต้องต่ำ (High Risk Low Return)
จากทั้งสองสถานการณ์ พบว่า สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” จะทำให้เราสามารถสร้างกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ หรือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้อย่างในระดับที่สูง
คุณลองนึกถึงสมการ ROI ที่มีสูตรดังนี้
ROI = เงินปันผล x 100% / ราคาหุ้น + กำไรส่วนต่างราคาหุ้น x 100% / ราคาหุ้นROI = อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล + อัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้น
ROI = Dividend Yield (DY) + Capital Gain (CG)
จากสมการข้างต้น จะพบว่า หากราคาหุ้นลดลง จะทำให้ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงขึ้น และจะทำให้ อัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นด้วย สรุปก็คือ ทำให้ ROI เพิ่มขึ้น
ในทางกลับกันหากราคาหุ้นเพิ่มขึ้น จะทำให้ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลลดลง และจะทำให้ อัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้นลดลงด้วย สรุปก็คือ ทำให้ ROI ลดลง
หากนำ สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” มาคิดจะทำให้เราพบว่า ราคาหุ้นจะต่ำมาก เพราะมีแต่ละคนเทขายหุ้น ส่งผลให้ ROI เพิ่มสูงขึ้น หรือ High Return ในขณะเดียวกัน Low Risk เพราะเมื่อราคาต่ำมาก โอกาสที่หุ้นจะลดลงไปอีกจะน้อยลง เนื่องจาก DY จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีนักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาลงทุนเพราะ DY ยั่วยวนเหลือเกิน
แต่หากนำ สถานการณ์ “โลภสุดขีด” มาคิดจะทำให้เราพบว่า ราคาหุ้นจะสูงมาก เพราะมีแต่ละคนไล่ซื้อหุ้น ส่งผลให้ ROI ต่ำลง หรือ Low Return ในขณะเดียวกัน High Risk เพราะเมื่อราคาสูงมาก โอกาสที่หุ้นจะเพิ่มขึ้นไปอีกจะน้อยลง เนื่องจาก DY จะลดลง ทำให้มีนักลงทุนเริ่มลดการลงทุนเพราะ DY ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย
ลูกศิษย์ : ผมเข้าใจที่อาจารย์ทั้งหมดเลยครับ แต่ช่วยยกตัวอย่างประกอบได้หรือเปล่าครับ จะได้เห็นภาพชัดเจน
อาจารย์ : วันนี้ผมขอพอแค่นี้ก่อนนะครับ เพราะตอนนี้เกือบตี 4.30 แล้ว
ลูกศิษย์ : ….
ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง ตอนที่ 1
อาจารย์ : คุณชอบคำถามที่ตอบยาก ผมอยากเลิกเป็นอาจารย์คุณแล้ว เพราะคุณทำให้ผมเครียดนับตั้งแต่รู้จักกับคุณ ชีวิตผมมีแต่ต้องตอบคำถามที่คุณหาคำตอบไม่ได้
ลูกศิษย์ : ขอร้องเถอะครับ อย่าเลิกคบกับผมเลย เพราะไม่มีใครมาช่วยระบายความเครียดของผม เพราะชีวิตผมมีคำถามมากมายที่หาคำตอบไม่ได้
อาจารย์ : ตกลง ผมจะไม่เลิกคบกับคุณ เพราะถือว่าเรามีวาสนาต่อกัน เราคงเคยทำบุญทำกรรมร่วมกันมาก่อน แต่ชาตินี้ผมจะพยายามคิดว่าผมชดใช้กรรมกับคุณแล้วกัน เผื่อชาติหน้าจะไม่ต้องได้เจอะกันอีก
ลูกศิษย์ : ไม่เป็นไรครับ งั้นชาติหน้าค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้ขอออาจารย์ตอบคำถามผมก่อนครับ
อาจารย์ : ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง (High Risk High Return) นั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นมันมีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในนั้น มันจึงเกิดอาการแบบไม่มีเหตุผล ซึ่งหนังสือการเงินก็เขียนถูกต้องที่ว่า “ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต้องสูง” เพราะเขาเขียนภายใต้สมมติฐานว่าเหตุการณ์นั้นมีความสมเหตุสมผล
แต่ในโลกของความเป็นจริง เหตุการณ์ต่างๆนั้นมีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ด้วยตลอดเวลา เพราะมันมีคนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์เสมอ ตัวย่างที่ชัดเจน คือ การเล่นหุ้น จะพบว่าคนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดการซื้อขายหุ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น กลัวสุดขีด จะเกิดการเทขายแบบไม่ลืมหูลืมตา เกิดสถานการณ์ “กูด้วย (Me Too)” โดยไม่คำนึงถึงว่า หุ้นที่เทขายนั้นราคาถูกเกินไป เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกกลัวได้ครอบงำความมีเหตุผลไปหมดแล้ว
ในทำนองกลับกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น โลภสุดขีด จะเกิดการซื้อกันแบบไม่ลืมหูลืมตา เกิดสถานการณ์ “กูด้วย (Me Too)” เช่นกัน โดยไม่คำนึงถึงว่า หุ้นที่ซื้อนั้นราคาแพงเกินไป เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกโลภได้ครอบงำความมีเหตุผลไปหมดแล้ว
สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” จะทำให้เกิด ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต้องสูง (Low Risk High Return)
สถานการณ์ “โลภสุดขีด” จะทำให้เกิด ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต้องต่ำ (High Risk Low Return)
จากทั้งสองสถานการณ์ พบว่า สถานการณ์ “กลัวสุดขีด” จะทำให้เราสามารถสร้างกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ หรือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้อย่างในระดับที่สูง
ลูกศิษย์ : ก่อนอาจารย์จะอธิบายต่อ วันนี้ผมขอพอแค่นี้ก่อนนะครับ เพราะตอนนี้เกือบตี 4.30 แล้วครับ
อาจารย์พยักหน้ารับ แต่คิดในใจ “ไม่นอนวันเดียว ไม่ตายหรอก”….
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ตอนที่ 2
อาจารย์ : กำไรจากการลงทุนประกอบด้วย 2 รายการดังนี้
1) เงินปันผล หมายถึง เมื่อเราลงทุนในหุ้นที่เป็นธุรกิจดีมีกำไร บริษัทจะจ่ายเงินปันผลเทียบกับกำไรสุทธิให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 10 บาท ดังนั้น หากมีการจ่ายปันผล 50% ของกำไรสุทธิต่อหุ้น จะทำให้มีเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) เท่ากับ 10 x 50% = 5 บาท ต่อปี เป็นต้น
2) กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น หมายถึง ราคาขายหุ้นสูงกว่าราคาซื้อหุ้น ตัวอย่างเช่น บริษัท A เราซื้อหุ้นมาที่ราคา 100 บาท แต่ขายหุ้นที่ 110 บาท ภายในระยะเวลา 1 ปี ดังนั้น จะมีกำไรจากการขายหุ้นเท่ากับ 110 – 100 = 10 บาท เป็นต้น
จากสมการ ROI = กำไรที่เกิดจากการลงทุน x 100% / เงินลงทุน
เราสามารถเขียนใหม่ได้ดังต่อไปนี้
ROI = (เงินปันผล + กำไรส่วนต่างราคาหุ้น) x 100% / เงินลงทุน
ROI = เงินปันผล x 100% / เงินลงทุน + กำไรส่วนต่างราคาหุ้น x 100% / เงินลงทุน
ROI = อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล + อัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้น
ROI = Dividend Yield (DY) + Capital Gain (CG)
จากสมการข้างต้น เราสามารถหา ROI ของนักลงทุน สำหรับบริษัท A ได้ดังนี้
DY = เงินปันผล x 100% / เงินลงทุน = 5 x 100% / 100 = 5%
CG = กำไรส่วนต่างราคาหุ้น x 100% / เงินลงทุน = 10 x 100% / 100 = 10%
ROI = Dividend Yield (DY) + Capital Gain (CG) = 5% + 10% = 15% ต่อปี
ลูกศิษย์ : สมการนี้ใช้กับการลงทุนที่ขาดทุนได้หรือไม่ครับ
อาจารย์ : ได้เลยครับ แต่ที่ผมยกตัวอย่างมีกำไร เพราะไม่ชอบยกตัวอย่างที่เป็นอัปมงคล แต่ถ้าคุณชอบผมจัดให้ดังนี้
สมมติ บริษัท A หลังจากที่คุณลงทุนและได้รับเงินปันผลเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ๆเกิดข่าวร้ายในยุโรป (มันเกี่ยวอะไรกับเรา ???) ทำให้หุ้นตกลงจาก 110 บาท เหลือ 90 บาท ทำให้คุณขาดทุน 10 บาท เพราะซื้อหุ้นที่ราคา 100 บาท ดังนั้น
DY = เงินปันผล x 100% / เงินลงทุน = 5 x 100% / 100 = 5%
CG = กำไรส่วนต่างราคาหุ้น x 100% / เงินลงทุน = (10) x 100% / 100 = (10%)
ROI = Dividend Yield (DY) + Capital Gain (CG) = 5% - 10% = (5%) ต่อปี
จากการคำนวณพบว่า ROI ติดลบเท่ากับ 5% คือ ขาดทุนไป 5% ซึ่งถ้าคุณไม่ขายหุ้น ก็จะเป็นขาดทุนที่ไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Loss) เพราะราคาหุ้นอาจปรับตัวขึ้นไปได้อีก ถ้าข่าวร้ายในยุโรปผ่านไป เหมือน พายุฝนที่ผ่านไป แต่หากคุณขายหุ้น ก็จะเป็นขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized Loss)
ลูกศิษย์ : ไหนก็ไหนๆแล้ว อาจารย์ช่วยรดน้ำมัน เฮ้ยไม่ใช่ครับ รดน้ำมนต์ให้หน่อยได้ไหมครับ
อาจารย์ : …..
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ตอนที่ 1
อาจารย์ : การวัดความสำเร็จในการลงทุนนั้น ต้องวัดจากอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ เรียกว่า “Return On Investment : ROI” ซึ่งมีสมการดังนี้
อัตราผลตอบแทนของนักลงทุน (ROI) = กำไรที่เกิดจากการลงทุน x 100% / เงินลงทุน
ตามคำถามของคุณ อาจารย์ขอแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 เราลงทุนหุ้น 100 ล้านบาท และมีกำไรทั้งปีเท่ากับ 1 ล้านบาท ดังนั้น ROI = 1% ต่อปี มาจาก:-
อัตราผลตอบแทนของนักลงทุน (ROI) = 1 x 100% / 100 = 1% ต่อปี
กรณีที่ 2 เราลงทุนหุ้น 1 ล้านบาท และมีกำไรทั้งปีเท่ากับ 0.1 ล้านบาท ดังนั้น ROI = 1% ต่อปี มาจาก:-
อัตราผลตอบแทนของนักลงทุน (ROI) = 0.1 x 100% / 1 = 10% ต่อปี
ดังนั้นจะเห็นว่า หากดูเฉพาะตัวเงินเปรียบเทียบกัน พบว่ากรณีที่ 1 มีกำไร มากกว่า กรณีที่ 2 ถึง 10 เท่า (1.0 / 0.1) แต่หากพิจารณาจาก ROI พบว่า
กรณีที่ 2 มี ROI สูงกว่า กรณีที่ 2 ถึง 10 เท่า (10% / 1%) ซึ่งสรุปได้ว่า กรณีที่ 2 เป็นการลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากกว่ากรณีที 1 อย่างเทียบกันไม่ติด
ลูกศิษย์ : แต่กำไร 1 ล้านบาท ก็มากกว่า กำไร 0.1 ล้านบาท อยู่ดี
อาจารย์ : ก็เพราะคนทั่วไปคิดกันแบบคุณนี่แหล่ะ จึงทำให้ส่วนใหญ่ไม่รวยซักที เพราะติดในภาพมายาเรื่องจำนวนเงิน คุณลองคิดดูหากคุณเป็นคนในกรณีที่ 1 แล้วคุณใช้ ROI วัดอัตราผลตอบแทน คุณจะรู้ว่าไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน ซึ่งนำไปสู่กระบวนการคิดใหม่ว่าทำอย่างไรจึงจะเพิ่มอัตราผลตอบแทนได้ และนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมในการลงทุนตามมาเป็นลำดับ แต่หากคุณไม่รู้ คุณก็ยังคิดเหมือนเดิม และทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็คงเหมือนเดิมอีกในอนาคต
ลูกศิษย์ : อาจารย์จะบอกผมว่า แค่คิดชีวิตก็เปลี่ยนแล้วใช่หรือไม่
อาจารย์ : ถูกต้อง…ความคิดความเห็นที่ถูกต้อง นำไปสู่ความรู้ความเข้าใจ และกลับกลายเป็นหนทางแห่งความร่ำรวย เพราะความคิดที่ถูกต้องจะทำให้เงินเติบโตเป็นกองเงิน และจากกองเงินจะกลายเป็นขุมทรัพย์ในที่สุด
ลูกศิษย์จ้องมองอาจารย์อย่างไม่กระพริบตา เพราะเขารู้ดีว่ามีคนรวยมากมายในโลกใบนี้ ที่เริ่มต้นจากคนไม่มีเงิน แล้วกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ นี่คงเป็นเพราะความคิดความเห็นที่ถูกต้อง
โพสต์แนะนำ
เลือกหุ้น เล่นหุ้น
ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ทางแก้ปัญหาข...
-
ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) และ WACC คืออะไร? ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปคือ WACC (Weighted...
-
ค่าเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety : MOS) มีไว้เพื่อป้องกันการประเมินมูลค่าหุ้นผิดพลาด เพราะการผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอสืบเนื่องจากมีปัจจัย...
-
ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ หนังสือ E Book "เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง" สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebma...
-
มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value per Share : IVPS ) ประกอบด้วยมูลค่าหลัก 3 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้ [การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได...
-
ถาม : ตอนนี้ผมทำธุรกิจส่วนตัว และต้องการตั้งเป้าหมายการขายให้กับฝ่ายขาย อาจารย์พอจะมีวิธีที่ใช้ประมาณการขายหรือเปล่าครับ ตอบ : การตั้งเป...



