ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

P/E สูง ควรลงทุน ? ตอนที่ 2

ลูกศิษย์ : คำถามครั้งก่อนที่ถามอาจารย์ไว้ว่า ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้น P/E สูง ที่ผมสนใจเป็นหุ้นกลุ่มไหนจาก 3 กลุ่ม  คือ หุ้นกลุ่มฟื้นตัว (Turn Around Stocks) หุ้นกลุ่มเติบโตสูง (Hyper Growth Stocks) และหุ้นกลุ่มเก็งกำไร (Speculative Stocks) อาจารย์ : ตกลงคุณไปทำบุญมาหรือยัง ลูกศิษย์อ้ำอึ้งไม่ยอมตอบ เพราะไม่เชื่อว่าทำบุญแล้วจะทำให้รวย แต่ก็พยักหน้าสื่อว่าได้ทำบุญมาแล้วครับ อาจารย์ : ถ้าคุณจะดูว่าเป็นหุ้นกลุ่มไหน วิธีง่ายๆ คือ ให้กลับไปดูงบการเงินย้อนหลังของบริษัทฯ ลูกศิษย์ : ดูอย่างไงครับ ช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมครับ อาจารย์ : งบการเงินย้อนหลัง หมายถึงงบการเงินที่ผ่านมา จะประกอบด้วย งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน และงบกระแสเงินสด แต่ง่ายๆก่อน ให้ดูที่งบกำไรขาดทุน และงบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน จะแสดงรายการ รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ (ขาดทุนสุทธิ)   งบแสดงฐานการเงิน จะแสดงรายการ สินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น หาก 5 ปี ที่ผ่านมา รายได้และกำไรสุทธิ ลดลงอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าอาจเป็นหุ้นกลุ่มฟื้นตัว หรือ หุ้นเก็งกำไร ก็ได้ แต่หากดูส่วนของผู้ถือหุ้นด้วย...

P/E สูง ควรลงทุน ?

ลูกศิษย์ : ผมสงสัยว่าหุ้นที่มี P/E สูง สามารถลงทุนได้หรือไม่ อาจารย์ : จากประสบการณ์ของผมพบว่าหุ้นที่มี P/E สูง สามารถแบ่งหุ้นออกเป็น 3 กลุ่ม ได้ดังนี้ 1) หุ้นกลุ่มฟื้นตัว (Turn Around Stocks) คือ หุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทที่มีผลประกอบการตกต่ำ หรือ แทบไม่มีกำไรสุทธิ แต่จะฟื้นตัวในอนาคต ตัวอย่าง หุ้น A มีราคาหุ้น (P) 10 บาท แต่มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เพียง 0.1 บาท ดังนั้น P/E จะเท่ากับ 100 เท่า (10/0.1)  ต่อมาบริษัทนี้แห่งนี้มีการฟื้นตัวจนทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.1 บาท เป็น 1 บาท ดังนั้นหากราคาหุ้นเท่าเดิมคือ 10 บาท จะทำให้ P/E ลดลงจาก 100 เหลือเพียง 10 เท่า (100/10) 2) หุ้นกลุ่มเติบโตสูง (Hyper Growth Stocks) คือ หุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทที่นักลงทุนคาดว่ามีผลประกอบเติบโตสูง หรือ กำไรสุทธิเติบโตสูงไม่น้อยกว่า P/E ต้วอย่าง หุ้น B มีราคาหุ้น (P) 30 บาท แต่มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 1 บาท ดังนั้น P/E จะเท่ากับ 30 เท่า (30/1) บาท ซึ่งบริษัทแห่งนี้นักลงทุนคาดว่าจะต้องมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นสูงกว่า 30% ต่อปี 3) หุ้นกลุ่มเก็งกำไร (Specul...

ทำไมราคาหุ้นหยุดตก (ต่อ)

จากบทความก่อนหน้านี้ที่กล่าวว่า “เมื่อราคาหุ้นลดลงจะทำให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเพิ่มขึ้น จนในที่สุดราคาหุ้นจะไม่ลดลงอีกเพราะนักลงทุนจะรู้สึกว่าได้รับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงมากจึงเริ่มมีแรงซื้อมากกว่าแรกขาย ตรงจุดนั้นจึงเป็นจุดต่ำสุด หรือใกล้เคียงกับจุดต่ำสุด” กล่าวเพิ่มเติมได้ว่าเมื่อราคาหุ้นตกลงมากความเสี่ยงจะลดลง แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งตลาดหุ้นจะปรับไปสู่สมดุลในเวลาต่อมาคือ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนลดลง โดยสามารถอธิบายเป็นวัฏจักรได้ดังนี้ ขั้นที่ 1 ราคาหุ้นและตลาดหุ้นมีความสมเหตุผลพอสมควร คือ ราคาหุ้น (P) เท่ากับ 12 บาท และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 1 บาท ดังนั้น P/E = 12 เท่า (12/1) และจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) เท่ากับ 0.5 บาท ดังนั้น Dividend Yield เท่ากับ 4.2% (0.5x100%/12) กล่าวคือ ความเสี่ยงปรกติ และอัตราผลตอบแทนเท่ากับ 4.2% ต่อปี ขั้นที่ 2 ราคาหุ้นและตลาดหุ้นตื่นตระหนกแบบขาดเหตุผลจากข่าวร้ายต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาหุ้น (P) ลดลงจาก 12 บาท เหลือ 6 บาท หรือลดลง 50% แต่กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่าเดิม 1 บาท ดังนั้น P/E = 6 เ...

ทำไมราคาหุ้นหยุดตก

สวัสดีปีใหม่ 2558 ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่ตั้งใจไว้ ขอเริ่มต้นบทความด้วยข่าวลบ แต่จบลงด้วยเหตุผลและโอกาส หากท่านย้อนกลับไปดูวิกฤติต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยีดอทคอม ราคาน้ำมัน โรคระบาด จนกระทั่งถึงสงคราม พบว่าตลาดหุ้นในโลกนี้จะมีราคาหุ้นตกต่ำลงจนถึงระดับหนึ่งแล้วจะหยุดไม่ตกต่ำลงไปอีก เคยสงสัยหรือไม่เพราะเหตุใด ??? สาเหตุสำคัญที่ไม่ทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากตลาดหุ้นนั้นประกอบด้วยหุ้นจำนวนมากและหุ้นแต่ละตัวก็มีธุรกิจของมันเองค้ำประกันอยู่ หากเมื่อใดที่เกิดวิกฤติตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญแต่ไม่ถึงกับล้มหายตายจากไปจากโลกนี้ หุ้นนั้นก็ยังคงมีมูลค่าอยู่ และสามารถกลับมามีราคาสูงกว่าเดิมได้อีกด้วย ถ้าในอนาคตผลกำไรของธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อหุ้นถูกค้ำประกันด้วยตัวธุรกิจ ราคาหุ้นจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับกำไรสุทธิของธุรกิจ เพราะกำไรสุทธิเป็นของผู้ถือหุ้น โดยมีหลักการง่ายๆ คือ กำไรมาก ราคาหุ้นจะสูง หรือในทางกลับกัน กำไรน้อย ราคาหุ้นจะต่ำ ...

EV / EBITDA

ลูกศิษย์ : ผมได้อ่านบทวิจัยหุ้นของนักวิเคราะห์แล้วพบคำว่า EV / EBITDA มันหามาได้อย่างไรครับ อาจารย์ : EV / EBITDA คือ มูลค่ากิจการ (EV) หารด้วย กำไรจากการดำเนินงานบวกกลับด้วยค่าเสื่อมและตัดจำหน่าย (EBITDA) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) มูลค่ากิจการ (EV) = หนี้สินที่มีดอกเบี้ย (VD) - เงินสด + ส่วนของผู้ถือหุ้น (VS) โดยที่ หนี้สินที่มีดอกเบี้ย คือ เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินทั้งที่เป็นหนี้ระยะสั้นและยาว                       ส่วนของผู้ถือหุ้น คือ ราคาหุ้นในตลาด x จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีงบดุลประจำปีล่าสุด แสดงรายการเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเท่ากับ 110 ล้านบาท และมีเงินสดเท่ากับ 10 ล้านบาท โดยเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีราคาหุ้นเท่ากับ 20 บาท และมีหุ้นที่ชำระแล้ว 10 ล้านหุ้น ดังนั้ัน มูลค่ากิจการ = 110 - 10 + (20 x 10) = 300 ล้านบาท 2) EBITDA = ยอดขาย - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร + ค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย ปรกติค่าเสื่อมราคาแ...

มูลค่ากิจการ (Enterprise Value)

ลมหนาวได้เริ่มพัดมาอีกครั้ง...ผู้คนเริ่มออกมาเฉลิมฉลองกัน...วันลอยกระทงบอกถึงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆนี้...แต่ชีวิตท่านยังคงเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่าเทียบกับวันลอยกระทงปีก่อน... ความคิดของผมล่องลอยไปไกลสุดขอบฟ้า...สายตาเหม่อมองออกไปที่สายน้ำที่ไหลไปแล้วไม่เคยไหลย้อนกลับ...ใจรับรู้ถืงการเกิดขึ้นและดับไปของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย เมื่อมีสิ่งนี้ จึงเกิดสิ่งนี้ตามมา ต่อเนื่องไปอย่างไม่มีสิ้นสุด เหมือนงูกินหางไม่มีผิด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมีคำถามจากปลายสาย ชายนิรนาม : "มีเรื่องจะปรึกษาครับ คือว่ามีนักลงทุนหลายรายสนใจจะซื้อกิจการของผมและหุ้นส่วน ผมจึงอยากรู้ว่ากิจการของผมมีมูลค่าเท่าใด" ผมตอบกลับไปว่า "การหามูลค่าของกิจการ (Enterprise Value) ต้องอ้างอิงจากผลการดำเนินงานในอดีตซึ่งดูได้จากงบการเงินในอดีต และกระแสเงินสดในอนาคตของกิจการ" ชายนิรนาม : "แล้วผมจะคำนวณหามันได้อย่างไรครับ" ผมอธิบายต่อ "มูลค่ากิจการ (EV) = หนี้สินที่มีดอกเบี้ย (VD) - เงินสด + ส่วนของผู้ถือหุ้น (VS)" โดยที่ หนี้สินที่มีดอกเบี้ย คือ เงินกู...

กำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา (EBITDA)

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว...เวลาเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย...จากวินาทีเป็นนาที จากหลายนาทีเป็นชั่วโมง จากหลายชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน....เป็นหนึ่งเดือน...เป็นหนึ่งปี... หลวงพ่อเคยสอนว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อค้นหาทางที่จะไม่ต้องมาเกิดอีก แต่เมื่อเกิดมาแล้วก็หลงลืมเจตนาเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ขอมาเกิดอีก เพราะโลกนี้มีสิ่งยั่วยวนมากมายที่ทำให้คนนั้นหลงระเริงไป คอยชักจูงให้ออกไปไกลจากเป้าหมายเสมอ หนทางที่จะไม่ต้องมาเกิดอีกมีทางสายเอกเพียงสายเดียวเท่านั้น คือ การรู้จักตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ การรู้จักตนเองนั้น เริ่มจากการมีสติขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก แล้วตามติดด้วยการรู้ลงไปในกายในใจของตนเอง จนพบว่าความจริงที่ว่า กายและใจไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับได้ เมื่อรู้ความจริงเกี่ยวกับกายกับใจอย่างเต็มที่แล้ว จิตจะพบกับทางที่ไม่ต้องมาเกิดอีกต่อไปด้วยตัวมันเอง เสียงระฆังดังขึ้นเตือนให้รู้ว่าถึงเวลาที่พระต้องฉันเพลแล้ว ผมก้มลงกราบหลวงพ่อเสมือนว่าเราคงไม่ได้เจอะกันอีกแล้ว เสียงโทรศัพท์ผมดังขึ้น เสียงจากปลายสายถามว่า "อี บิท ดา" คืออะไร ผมตอบกลับอย่างทันควันว่า อี...

หุ้นค้าปลีกระดับโลก (Global Retail Stock)

ท่ามกลางสายฝนและลมพายุที่กระหน่ำซ้ำไปซ้ำมา ราวกับว่าจะมีภัยพิบัติรออยู่ข้างหน้า รถผมนิ่งสนิทติดอยู่บนทางด่วน ผมหันไปมาเพื่อสำรวจรอบๆว่าผู้คนที่มีชะตากรรมเดียวกันกำลังทำอะไรอยู่ ส่วนใหญ่ที่เห็นทุกคนจ้องมองโทรศัพท์มือถือของตนเอง เหมือนกับว่าได้สิ้นสุดการเดินทางแล้ว คงมีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่จดจ่ออยู่กับว่าเมื่อไหร่รถจะเคลื่อนตัวซะที เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "หนึ่งนาทีของคนเราไม่เท่ากัน" ดังนั้นหากผมต้องการให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วคงต้องหากิจกรรมสักอย่างหนึ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ผมเอื้อมมือไปหยิบงบการเงินของบริษัทค้าปลีกระดับโลกที่เก็บไว้มาเกือบ 1 ปี เพื่อวิเคราะห์ว่าบริษัทระดับโลกเขามีอัตราส่วนทางการเงินเป็นอย่างไร จากการวิเคราะห์พบว่าบริษัทแห่งนี้มีอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญดังนี้ 1) ยอดขายเติบโตเฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 10% ต่อปี 2) กำไรจากการดำเนินงานเติบโตเฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 9% ต่อปี 3) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 50% 4) อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) เฉลี่ย 10 ปี เท่ากับ 15% ต่อปี 5) ROIC เฉลี่ย 10 ปี เท่า...

อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 3

จากสมการ ROIC ในตอนที่ 1 และ 2 ซึ่งแสดงไว้ดังนี้ ROIC = EBIT (1-T) x 100% / Invested Capital ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100% หากวันใดมีที่ท่านต้องการจะสร้างธุรกิจด้วยตนเองท่านอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้ามีเงินลงทุน 100 ล้านบาท ท่านจะต้องสร้างยอดขายต่อปีเท่ากับเท่าไหร่ จึงจะมีผลตอบแทนเท่ากับอุตสาหกรรมที่จะลงทุน ท่านต้องเริ่มหาข้อมูลก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งสามารถค้นหาและอ้างอิงได้จากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าท่านจะทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ 1) หาข้อมูลของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2) คำนวณหา ROIC ของแต่ละบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในหมวดอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงสมการได้จากอัตราผลตอบแทนข้างต้น หรือ บทความอัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 1 3) หาค่าเฉลี่ยของ ROIC ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด เพื่อนำมาเป็นค่าเฉลี่ย ROIC ของอุตสาหกรรม 4) คำนวณหา Operating Profit Margin (OPM) ของแต่ละบริษัทจดทะเบียนฯ อ้างอิงได้จากสมการดังนี้          ...

อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 2

จากบทความก่อนหน้านี้ได้ปรับสมการ ROIC ใหม่ได้ดังต่อไปนี้ ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100% ....สมการประยุกต์ จากสมการจะเห็นได้ว่า เราสามารถเพิ่ม ROIC ของกิจการได้ ด้วย 2 วิธี คือ 1) เพิ่ม Operating Profit Margin (OPM) การเพิ่ม OPM คือ การเพิ่มความสามารถในการทำกำไรเทียบกับยอดขาย อันประกอบด้วย การปรับราคาขาย และ/หรือ การลดต้นทุนขาย และการลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 2) เพิ่ม Capital Turnover (CT) การเพิ่ม CT คือ การลดเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์สุทธิ สามารถทำได้ดังนี้ ลดเงินสดส่วนเกินที่มีอยู่ในกิจการ กระทำได้โดยการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือ การจ่ายคืนหนี้เงินกู้ยืมที่มีดอกเบี้ย การลดระยะเวลาในการเก็บเงินจากลูกค้า กล่าวคือ พยายามหาช่องทางในการขายสินค้าที่เป็นเงินสดเพิ่มขึ้น จากที่เคยขายทั้งหมดเป็นการให้เครดิต อาจทำได้โดยการออกงานแสดงสินค้าเพื่อขายตรงให้กับลูกค้ารายย่อย ทดแทนรายใหญ่ที่ขายให้เครดิต การลดระยะเวลาในการขายสินค้า กล่าวคือ พยายามขายสินค้าคงเหลือให้เร็วขึ้น ซึ่งสามารถกระทำได้โดยการขา...