ต้นทุนเงินทุน (WACC)

ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) และ WACC คืออะไร?

ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปคือ WACC (Weighted Average Cost of Capital) หมายถึง ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของเงินทุน มีประโยชน์เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าควรลงทุนหรือไม่ควรลงทุนในโครงการใดบ้างของบริษัท เช่น คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุนในโครงการใหม่ของบริษัท เป็นต้น

อีกทั้ง WACC นี้ยังสามารถใช้ในการคำนวณหามูลค่าของกิจการ (Enterprise Value) และมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value of Stock) ได้อีกด้วย

องค์ประกอบหลักของ WACC (2 ประเภท):

  • ประเภทที่ 1: ต้นทุนจากการเงินกู้ยืม หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (kd)
  • ประเภทที่ 2: ต้นทุนจากเงินทุนของผู้ถือหุ้น หรืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (ke)

ตัวอย่างการคำนวณ WACC เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น

สมมติให้ บริษัท A มีโครงสร้างเงินทุนดังนี้:

เงินกู้จากเจ้าหนี้

100 ล้านบาท

เงินทุนผู้ถือหุ้น

100 ล้านบาท

เงินทุนทั้งหมดของกิจการ A = เงินกู้ (100) + เงินทุนผู้ถือหุ้น (100) = 200 ล้านบาท

รายละเอียดต้นทุนแต่ละส่วน

  1. ต้นทุนจากฝั่งเจ้าหนี้ (kd): ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี แต่เนื่องจากดอกเบี้ยสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ (ประเทศไทยใช้อัตรา 20%) จึงต้องคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงดังนี้:
    kd x (1 - อัตราภาษี) = 10% x (1 - 20%) = 8% ต่อปี

  2. ต้นทุนจากฝั่งผู้ถือหุ้น (ke): ผู้ถือหุ้นต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล = 10% ต่อปี

สูตรและการคำนวณ WACC

WACC = (อัตราส่วนเงินกู้ x ดอกเบี้ยที่แท้จริง) + (อัตราส่วนเงินทุน x ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น)

โดยที่:

  • อัตราส่วนเงินกู้ = เงินกู้ / (เงินกู้ + เงินทุนจากผู้ถือหุ้น) = 100 / 200 = 0.5
  • อัตราส่วนเงินทุน = เงินทุน / (เงินกู้ + เงินทุนจากผู้ถือหุ้น) = 100 / 200 = 0.5

แทนค่าคำนวณ:

WACC = (100/200 x 8%) + (100/200 x 10%)

WACC = 4% + 5% = 9% ต่อปี

*หมายเหตุ: ค่าของ WACC จะแสดงผลเป็นต่อปี เนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินปันผลถูกกำหนดไว้เป็นรายปี

การเดินทางสู่ความร่ำรวย...เป้าหมาย

เจ้าสัวเขียนจดหมายส่งมาให้กับผมโดยมีข้อความบางส่วนดังนี้

เรื่อง : เป้าหมาย

ทุกเช้าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมคิดถึงแต่เรื่องความร่ำรวย เพราะมันช่วยทำให้ชีวิตมีแรงบันดาลใจ...ชีวิตกล้าเสี่ยงที่จะเดินออกจากความจำเจ...ชีวิตที่มีอะไรมากกว่าการกิน เดิน นั่ง นอน...ชีวิตที่เต็มไปด้วยความฝัน เหมือน เด็กชายฝันจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เด็กหญิงฝันจะเป็นเจ้าหญิงแสนสวยรวยเสน่ห์มีแต่คนรักคนชอบ... (ความฝันไม่มีวันหมดอายุ)

ผมคิดเสมอว่า ความร่ำรวยเป็นเป้าหมายของชีวิต เพราะนักจิตวิทยาระดับโลกทุกคนบอกว่าชีวิตต้องมีเป้าหมาย เพราะเมื่อมีเป้าหมายแล้วจิตจะสามารถแสดงพลังแฝงที่อยู่ในตัวเราออกมาให้เห็นและวิ่งเข้าสู่เป้าหมายเองอย่างอัตโนมัติ เปรียบเสมือนจรวดนำวิธีที่พุ่งเข้าใส่เป้าที่กำหนดไว้

หากนำมาเปรียบเทียบกับการทำธุรกิจพบว่าธุรกิจที่ดีต้องมีเป้าหมายชัดเจน หากเป็นไปได้ต้องกำหนดเป็นตัวเลขเพราะวัดผลได้ชัดเจน และมีระยะเวลากำหนดไว้ด้วยได้ยิ่งดี

ตัวอย่าง:-

1) ยอดขายเติบโตขึ้น 30% เทียบจากปีก่อน
2) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ต้องเท่ากับ 50% ของยอดขาย
3) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน
4) กำไรสุทธิเติบโต 20% จากปีก่อน
5) ต้องมีอัตราผลตอบแทนจากเงินทุน (ROCE) เท่ากับ 15% ต่อปี
6) ต้องมีหนี้สินต่อทุน (D/E) ไม่เกิน 1 เท่า
5) ขยายสาขาใหม่ 15 แห่งทุกปี
6) ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 5 ปี นับจากปีนี้
7) ต้องซื้อกิจการในต่างประเทศอย่างน้อย 1 แห่ง ทุกปี
8) จ่ายเงินปันผล 50% ของกำไรสุทธิ

เมื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนได้แล้ว จะทำให้เราไม่หลงทาง แต่หากหลงทางไปแล้วก็สามารถหาทางกลับมาได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเป้าหมายเป็นเสมือนเข็มทิศที่คอยนำทางให้กับเราอยู่เสมอ

มหาเศรษฐีทุกคนในโลกใบนี้มีเป้าหมายเสมอว่า...อยากร่ำรวยมีอาณาจักรของตนเอง
อัครศิลปินทุกคนในโลกใบนี้มีเป้าหมายเสมอว่า...อยากสร้างผลงานระดับตำนาน

แล้วคุณล่ะมีเป้าหมายหรือยัง ???

หลังจากอ่านจดหมายของเจ้าสัวแล้ว ผมนั่งหลับตาลงชั่วขณะ ทันใดนั้นเกิดคำถามผุดขึ้นมาจากความมืด เจ้าสัวรู้ได้อย่างไง "ตอนนี้ผมกำลังหลงทางอยู่..."

 

ปาฎิหาริย์แห่งความโง่

ใครๆ ก็เกลียดความโง่ เพราะคนส่วนมากคิดว่า....ความโง่เป็นสิ่งเลวร้ายในชีวิต นำมาซึ่งการถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนที่ฉลาดกว่าอยู่เสมอ..... ความโง่เป็นสิ่งที่สกัดกั้นความสำเร็จของชีวิต.... ความโง่ทำให้รู้สึกต้อยต่ำจนอยากหนีหายจากสังคม.... ความโง่ทำให้ไม่อยากมีชีวิตอยู่เพราะทนกับการเหยียดหยามจากผู้อื่นไม่ได้....ความโง่จึงเป็นเปรียบเหมือนมะเร็งของชีวิต...ใส้ติ่งของร่างกาย...และอื่นๆอีกมากมาย (เขียนเป็นร้อยหน้าก็ไม่หมด)

แต่หากมองย้อนกับไปยังประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจของโลกจะพบว่า ความโง่เป็นต้นกำเนิดของวิวัฒนาการทั้งหลายทั้งปวง เริ่มนับตั้งแต่ "ยุคเกษตรกรรม" หากคิดว่าตัวเองฉลาดคงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ "ยุคอุตสาหกรรม" และหากคิดว่าตัวเองฉลาดอีก...คงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ "ยุคสื่อสาร" คือเกิดโทรทัศน์มือถือ เกิดดาวเทียม เกิดอินเตอร์เน็ท และหากคิดว่าตัวเองฉลาดอีกอีก...คงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ "ยุคอนาคต" ซึ่งอาจจะเป็น ยุคอวกาศ ใครๆก็อยากไปเที่ยวนอกโลก ใครๆก็อยากไปมีบ้านส่วนตัวในดาวอีกดวงหนึ่ง ใครๆก็อยากไปเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดกาลด้วยยาที่ผลิตในอวกาศ

จะเห็นว่าความโง่นั้น อาจจะไม่ได้น่ารังเกียจแบบที่คนทั้งโลกคิดกัน แต่ในทางกลับกัน ความโง่เป็นปาฎิหาริย์ที่เปลี่ยนแปลงโลก เพราะมันทำให้มนุษย์บินได้ ทำให้มนุษย์ติดต่อกันได้ทั้งโลกแค่ click เดียว

ความโง่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะคิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ความโง่ทำให้เกิดความมุ่งมั่น ขยัน และอดทนแบบที่คนทั้งโลกยังต้องตกตะลึง และน้อมพร้อมใจกันแสดงความเคารพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ความโง่ทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ที่ใครๆก็ต้องใช้กันทั่วโลกที่เรียกว่า "Smart Phone" เพราะคนต้นคิดก็มีปรัชญาชีวิตส่วนหนึ่งว่า "Stay Foolish"

รักความโง่จังเลย เพราะมันเองก็สร้างปาฎิหาริย์อยู่เสมอ...เสมอ...

เมื่อคุณรู้ตัวว่าคุณโง่ เมื่อนั้นคุณจะกลายเป็นคนฉลาดทันที ปาฏิหาริย์อีกแล้วครับท่าน

ปฎิหาริย์แห่งความจน

ใครบอกว่าเกิดมาจนแล้วจะจนจนวันตาย

ใครบอกว่าเกิดมาจนแล้วจะหมดอนาคต

ใครบอกว่าเกิดมาจนแล้วจะหมดความหมาย

โครบอกว่าเกิดมาจนแล้วจะหมด...อื่นๆอีกมากมาย

จริงแล้วความจนเป็นพรอันวิเศษของชีวิต ทำให้เราได้พบกับความหมายหลายสิ่งหลายอย่างในโลกใบนี้ที่คนไม่จนจะไม่มีวันรู้...ไม่มีวันเข้าใจ

ความจนเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนนั้นได้เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำตัวเองให้พ้นจากวังวนแห่งความยากจน และคนจนจำนวนมากกลับกลายเป็นบุคคลร่ำรวยและมีอิทธิพลกับโลกใบนี้ เพราะเมื่อเขาเป็นมหาเศรษฐี เขาจะคิดที่จะให้.....ให้...และก็ให้ เพราะเขาเคยจนมาก่อน เขาเข้าใจมันดีกว่าใครๆ

ความจนทำให้เขากล้าที่เสี่ยง เพราะเขาไม่มีอะไรที่เสียไป เขารู้ดีว่าเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงก็มีค่าเท่ากัน แล้วทำไมจึงไม่เสี่ยง เผื่อปฏิหาริย์นั้นมีจริง

ความจนทำให้เขาค้นพบตัวเอง เพราะเขาไม่มีทรัพย์สินใดต้องใส่ใจและบำรุงรักษา เขาจึงมีเวลาเพียงพอที่จะอยู่กับตัวเอง...อยู่กับความฝัน...อยู่กับความสุขที่เรียบง่าย แค่เสียงลมพัดใบไม้ก็ไพเราะเหลือเกิน

ความจนทำให้เขารู้จักเพื่อนแท้ เพราะการคบกับใคร หรือ ใครคบกับเขา ก็มีเพียงใจแลกกันเท่านั้น เขาจึงมีเพื่อนแท้อยู่แทบทุกที่ เพราะเขารู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น กลับกลายเป็นคนที่มีนิสัยรักเพื่อนมนุษย์

ความจนทำให้เขาล้มแล้วลุกได้ทุกครั้ง เพราะชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน เหมือนอดีตที่ผ่านมาที่เคยจนมาก่อน เขารู้ดีว่าความจนเป็นอย่างไรและไม่น่ากลัวอย่างที่คนทั่วไปคิด

ความจนทำให้เขาลดทิฐิมานะของตนเอง เพราะต้องทนยอมรับกับการตำหนิของผู้อื่น และสายตาเหยียดหยามจากผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด จึงจำเป็นต้องทิ้งเกียรติและศักดิ์ศรี

ลองคิดดีๆ ความจนยังมีประโยชน์อีกมากมาย...

เจ้าสัว...แผนฟื้นฟูกิจการ ตอนที่ 2

หลังจากเวียนเทียนที่วัดเสร็จ ผมก็ได้แยกกับเจ้าสัวและมาถึงที่บ้านประมาณ 3 ทุ่มเศษ ใจผมยังคงสงบเยือกเย็นปรากฎให้เห็นอยู่ ผมจึงได้ตัดสินใจนั่งสมาธิโดยตั้งใจว่าจะนั่งสมาธิประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะวันนี้เป็นวันพระใหญ่ ซึ่งผมไม่เคยนั่งสมาธิเลยนับตั้งแต่สึกจากการบวชพระมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี

ในระหว่างที่จิตจะรวมเป็นสมาธิ ผมเกิดนิมิตเห็นภาพของกิจการค้าปลีกเครือข่ายที่เฮียฝากไว้ มีการขยายสาขาออกไปทั่วประเทศไทย ทั้งที่ในปัจจุบันมีเฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น และภาพนิมิตนั้นเปลี่ยนไปเป็นกิจการนี้กำลังเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และผู้บริหารบริษัททุกคนรวมทั้งเฮียและผมกำลังลุ้นอยู่ว่าราคาเปิดจะวิ่งเกินราคาจอง (IPO) หรือไม่

ผมลืมตาขึ้นมองที่นาฬิกา ขณะนี้เกือบเที่ยงคืน กลายเป็นว่าได้นั่งสมาธิไป 2 ชั่วโมงกว่า ผมลุกขึ้นและเดินไปที่โต๊ะทำงานลงมือเขียนแนวทางในการแก้ปัญหากิจการดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

แนวทางแก้ปัญหา (Possible Solutions)

ด้านการตลาด
  • วางกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ (Marketing Strategy)
  • วางแผนทางการตลาดใหม่ (Marketing Plan)
  • สื่อสารกลยุทธ์และแผนการตลาดใหม่ให้แก่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและฝ่ายขาย
  • กำหนดผลตอบแทนของผู้จัดการฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายให้เชื่อมโยงกัน
ด้านสินค้าและส่งมอบสินค้า
  • สร้างฝ่ายออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง
  • จัดทำรายงานการขายแยกเป็นสินค้าขายเร็วและสินค้าล้าสมัย
  • ขายลดสินค้าสมัยทั้งหมดแบบ Grand Sales ให้หมดในครั้งเดียว
  • จัดจ้างบริษัทภายนอก (Outsourcing) เป็นผู้กระจายสินค้าเพื่อแก้ปัญหาระบบกระจายสินค้า
 ด้านบุคลากร
  • สร้างศูนย์อบรมและพัฒนาบุคลากร (Training & Learning Centre)
  • กำหนดตัวชี้วัด (KPIs) เพื่อประเมินผลการทำงาน และเชื่อมโยงกับค่าตอบแทนพนักงาน
  • ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ (Restructure) เพื่อละลายพฤติกรรมการเมืองในองค์กร
  • สร้างวัฒนธรรมร่วม (Core Value) การเป็นองค์กรคุณภาพระดับมาตรฐานสากล
 ด้านการเงิน
  • ปิดสาขาที่ไม่สามารถขายได้ถึงจุดคุ้มทุนขาย (Break-Even Point of Sales)
  • ตามเก็บหนึ้การค้าให้เร็วขึ้นโดยให้ส่วนลด
  • ขายลดราคาสินค้าคงเหลือให้มากที่สุด
  • ต่อรองกับเจ้าหนี้การค้าเพื่อขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้
  • ต่อรองกับเจ้าหนี้ธนาคารเพื่อขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้หมุนเวียน
  • ต่อรองกับเจ้าหนี้ธนาคารเพื่อขอปรับเงินกู้หมุนเวียนเป็นเงินกู้ระยะยาว
  • ขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นรายเดิม หรือ รายใหม่

ขณะนี้เวลาเกือบตีสาม....เสียงหมาหอนส่งต่อกันมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปากซอยจนท้ายซอยเหมือนกับพวกมันเห็นบางสิ่งบางอย่าง ผมเดินไปริมหน้าต่างแล้วมองออกไปที่ถนนท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ...

เขียนแผนธุรกิจ (Business Plan)

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์
 
หนังสือ E Book "เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง" 
 
สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebmarket.com
 
 


เนื้อหาตัวอย่างการจัดทำงบกำไรขาดทุนล่วงหน้า (Pro Forma Income Statement) โดยใช้ Excel
 
ภาพที่ 1 : การแสดงสูตรการ Link ไฟล์ Excel
 
 
ภาพที่ 2 : ผลลัพธ์จากการคำนวณ
 


ภาพที่แสดงนี้เป็นเพียงบางส่วน ซึ่งในหนังสือยังสอนการสร้างงบดุลล่วงหน้า (Pro Forma Balance Sheet) และงบกระแสเงินสดล่วงหน้า (Pro Forma Cash Flow) ไว้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังสอนการประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุน (IRR) และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period)

แถมด้วยการวิเคราะห์งบการเงินโดยใช้อ้ตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)

คุ้มจริงๆ อ่านเล่มเดียว เหมือนเข้าเรียนหลักสูตรการบริหารการเงินแทบทั้งหมด

หนังสือเล่มนี้เป็นงาน Master Piece ชิ้นหนึ่ง และมันเป็นงานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปตลอดกาล...

และหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตของคุณเช่นเดียวที่เกิดขึ้นกับผมแล้ว


เจ้าสัว...สอนธรรมในวันมาฆบูชา

เจ้าสัวชวนผมไปเวียนเทียนในวันมาฆบูชาเพื่อจะได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าที่ท่านทรงมีความเมตตาและความกรุณาแก่สัตว์โลกทั้งที่ท่านไม่จำเป็นต้องทำเลยก็ได้ โดยท่านได้แสดงธรรมะอันเป็นหลักคำสอนสำคัญของศาสนา คือ "โอวาทปาฎิโมกท์" ที่กล่าวไว้อย่างย่อดังนี้

"การละเว้นความชั่ว การทำความดี และการทำจิตใจตนเองให้ผ่องใส"

เฮียแกอธิบายต่อเพราะเห็นแววตาผมไม่ตอบสนองใดๆทั้งสิ้นว่า การละเว้นความชั่ว คือ การไม่ทำผิดทั้งกายและวาจา ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ การไม่ลักทรัพย์ การไม่ประพฤติในกาม การไม่พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ และการไม่ดื่มของมึนเมาเพราะเบียดเบียนตนเอง

ส่วนการทำความดี คือ การให้ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ การให้ทานกับผู้อื่นทั้งทางทรัพย์และทางปัญญา ตามกำลังของตนเอง

ส่วนการทำจิตใจตนเองให้ผ่องใส คือ การทำสมาธิให้จิตใจบริสุทธิ์ เพื่อลดความอยากมี อยากเป็น อยากเป็นได้ และการเลิกคิดอาฆาตพยาบาทต่อผู้อื่น

กล่าวโดยสรุปด้วยคำพูดสั้นๆว่า "การพยายามมีสติอย่างสม่ำเสมอ" เพราะเมื่อมีสติ เมื่อนั้นจะเกิดการละเว้นความชั่วอัตโนมัติ จะเกิดการทำความดีอัตโนมัติ และจะเกิดจิตใจผ่องใสอัตโนมัติ ทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นในขณะจิตเดียวเมื่อจิตเกิดสติขึ้นมา

ผมถามต่อว่า การเกิดสติทำได้อย่างไร ?

แกตอบทันควัน การเกิตสติได้ต้องมีการฝึกสติมาก่อน การฝึกสตินั้นทำได้โดยเราต้องพยายามจดจำสิ่งใดที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต อันประกอบด้วย ความโกรธ ความโลภ และความหลง เมื่อเราจดจำสภาวะของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนแล้ว สติจะเกิดขึ้นเองเมื่อสภาวะเหล่านี้เกิดขึ้น 

เมื่อสติเกิดขึ้นเองบ่อยๆ เราจะพบความจริงที่ไม่ตายว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้จิตรับรู้นี้มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา  อธิบายได้ว่าเกือบทุกสิ่งในโลกนี้ จักรวาลนี้ โลกหน้า จักรวาลหน้า ไม่เที่ยง แปรปรวนเปลี่ยนแปลง และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยไม่มีใครบังคับหรือสั่งได้

ผมถามด้วยความอยากรู้ เกือบทุกสิ่งแสดงว่ามีบางสิ่งที่ไม่มีไตรลักษณ์คืออะไรครับ ?

แกจ้องตาผมแล้วตอบกลับ เมื่อเกิดสติอัตโนมัติจะเข้าใจเองว่าบางสิ่งนั้นคืออะไร....

เจ้าสัว...แผนฟื้นฟูกิจการ ตอนที่ 1

เจ้าสัวแกโทรหาผม บอกว่าแกมีธุรกิจที่ร่วมลงทุนไว้หลายแห่งขณะนี้มีอยู่แห่งหนึ่งที่มีปัญหาด้านธุรกิจแกจึงฝากผมเข้าไปคุยกับผู้บริหารแล้วทำแผนฟื้นฟูมาเสนอแก ผมยินดีรับทำด้วยความเต็มใจเพราะน้ำใจแกที่ช่วยเหลือผมมาตลอดและคงชดใช้บุญคุณกันในชาตินี้ไม่มีวันหมด

หลังจากผมได้คุยกันผู้บริหารแล้ว ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกแบบเครือข่าย (Chain Stores) กระจายในห้างสรรพสินค้าที่ตั้งในเมืองหลวงทั้งหมดจึงได้สรุปสถานการณ์ปัจจุบันและปัญหาที่พบดังนี้

สถานการณ์ปัจจุบัน (Today's Situation)
  • อุตสาหกรรมธุรกิจค้าปลีกแบบนี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวมาเกือบ 1 ปี
  • การแข่งขันรุนแรงเพิ่มขึ้น คู่แข่งใช้กลยุทธ์ด้านลดราคาสินค้า
  • ต้นทุนการสินค้าสูงขึ้น เนื่องจากการปรับขึ้นของค่าแรง และวัตถุดิบการผลิต 
  • การปรับขึ้นของค่าเช่าในห้างสรรพสินค้า
  • เจ้าหนี้การค้า (Suppliers) ลดระยะเวลาการให้เครดิตสินค้า
  • เจ้าหนี้ธนาคารขอลดวงเงินกู้หมุนเวียน (Working Capital)
  • ยอดขายประจำปีลดลงและขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็นอย่างมาก
  • ส่วนครองตลาด(Market Share) ของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาที่พบ (Problem Findings)

  ด้านการตลาด
  • ผู้จัดการฝ่ายการตลาดไม่สามารถวิเคราะห์ตลาดและลูกค้าของตนเองได้อย่างชัดเจน
  • ค่าใช้จ่ายทางการตลาดใช้จ่ายเกินกว่างบประมาณการที่ตั้งไว้ 
  • ค่าใช้จ่ายทางการตลาดไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  • ผู้จัดการฝ่ายขายไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการจัดแสดงสินค้าในร้านตนเอง
  • ฝ่ายการขายขาดการ update ฐานลูกค้าของตนเองอย่างสม่ำเสมอ
  • ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและการขายไม่ประสานงานกัน
  ด้านสินค้าและส่งมอบสินค้า
  • สินค้าขาดความเป็นเอกลักษณ์
  • สินค้ามีอัตราการขายเทียบกับสินค้าคงเหลืออยู่ในระดับที่ต่ำมาก
  • ระยะเวลาการออกสินค้าใหม่ค่อนข้างช้าทำให้เสียโอกาสในการขาย
  • สินค้าคงเหลือสูงซึ่งส่วนใหญ่ล้าสมัย และไม่มีแผนงานในการลดสินค้าคงเหลือเหล่านี้
  • ระบบกระจายสินค้า (Logistic) ไม่มีประสิทธิภาพเป็นผลทำให้เสียโอกาสในการขาย
 ด้านบุคลากร
  • ผู้บริหารระดับกลางขาดทักษะในบริหารบุคคล (Human Skill)
  • พนักงานขาดแรงจูงใจในการทำงาน
  • ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงโดยวัดจากยอดขายต่อจำนวนพนักงานลดลง
  • การสูญเสียพนักงานขายที่มีความสามารถให้กับคู่แข่ง
  • อัตราการเปลี่ยนงานของพนักงานขาย (Turnover Rate) สูงกว่าอุตสาหกรรม
  • การฝึกอบรมพนักงานขายไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
 ด้านการเงิน
  • กิจการเข้าสู่ภาวะการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะเงินจมในสินค้าคงเหลือ และผลขาดทุนจากการทำธุรกิจ
  • การเปิดสาขาใหม่มีค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่วางแผนไว้ และยอดขายต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้
  • กิจการมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้กับแบงก์
ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงดาวระยิบระยับราวกับว่าดวงดาวเหล่านี้ไม่เคยดับแสงมาหลายชั่วอายุคน และจิตใจล่องลอยออกไปคิดหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อฟื้นฟูธุรกิจนี้ให้กับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

เจ้าสัว...สอนการเป็นนักบริหารชั้นเยี่ยม (ต่อ)

ระหว่างที่ผมขับรถกลับจากพบเจ้าสัว จิตผมคุ้นคิดเกี่ยวกับคำสอนของแกที่กล่าวก่อนแยกจากกันว่า

การเป็นนักบริหารชั้นเยี่ยมได้นั้นจะต้องเริ่มต้นจาก เก่งงาน (Technical Skill) คือ ทำงานในสายงานของตนเองให้ได้อย่างน้อย 10 ปี เพราะเป็นช่วงระยะเวลาที่ความรู้จะปรับเปลี่ยนไปสู่ความเข้าใจ โดยกระบวนการเปลี่ยนความรู้เป็นความเข้าใจได้นั้นต้องอาศัยการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เมื่อเก่งงานแล้ว ก็ต้องฝึกฝนตนเองในเรื่องการสร้างทีมงาน คือ การเก่งคน (Human Skill) เพราะการทำงานใหญ่ได้นั้นต้องอาศัยทีมงาน โดยทีมงานต้องมีจิตวิญญาณรวมกัน (Team Spirit) มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มีความสามัคคีกัน มีความเห็นอกเห็นใจและส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยบุคคลที่จะสร้าง Team Spirit ได้นั้นต้องเป็นผู้บริหารเท่านั้น

เมื่อเก่งงาน และเก่งคนได้แล้ว ผู้บริหารต้องพัฒนาตนเองให้การเก่งคิด (Conceptual Skill) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางแผนสำหรับธุรกิจ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) และสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจ ซึ่งนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้นของบุคคลในองค์กร


หากนำทั้งสามเก่งรวมกันเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับธุรกิจ คือ การเก่งงานอย่างเดียว เสมือนการเปิดร้านค้าเล็กๆ 1 แห่ง ซึ่งเจ้าของเป็นผู้บริหารเอง ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด นับตั้งแต่ การสั่งสินค้าเข้ามาขายในร้านเอง การจัดสินค้าในร้านเอง การขายสินค้าและติดต่อลูกค้าเอง การเก็บเงินเข้าแบงก์เอง การทำบัญชีและภาษีเอง ดังนั้นเวลาทำงาน 100% เป็นเรื่องงานทั้งหมด

แต่หากเก่งงานและเก่งคนด้วย เสมือนการเปิดร้านขนาดกลาง ซึ่งเจ้าของเป็นผู้บริหาร และจ้างลูกจ้างมืออาชีพเข้ามาแบ่งความรับผิดชอบบางส่วนให้ โดยเจ้าของจะใช้เวลาในการบริหารลูกจ้างมืออาชีพ และดูแลงานเฉพาะส่วนที่มีความสำคัญกับธุรกิจเท่านั้น ดังนั้นเวลาทำงาน 100% แบ่งเป็นเรื่องงาน 50% และเรื่องคน 50%

แต่หากเก่งงาน เก่งคน และเก่งคิดด้วย เสมือนการเปิดร้านจำนวนหลายสาขาทั่วประเทศ (Chain Stores) ซึ่งเจ้าของกระจายงานเกือบทั้งหมดให้กับลูกจ้างมืออาชีพ และใช้เวลาส่วนใหญ่กับการมองภาพรวมของธุรกิจและอุตสาหกรรมของตนเอง ดังนั้นเวลาทำงาน 100% แบ่งเป็นเรื่องงาน 10% เรื่องคน 40% และเรื่องคิด 50%

กล่าวโดยสรุปได้ว่า นักบริหารชั้นเยี่ยมต้องพัฒนาตนเองจาก เก่งงาน เป็น เก่งคน และเก่งคิดในที่สุด เปรียบได้กับการสร้างกระท่อมสามารถสร้างคนเดียวได้ แต่ไม่สร้างเมืองต้องอาศัยคนและการวางแผนที่ดี การทำธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ทำธุรกิจขนาดใหญ่ เหนื่อยคนละแบบแต่เท่าๆกัน แต่ผลลัพธ์แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

สายตาผมมองทอดยาวออกไปสุดปลายถนนท่ามกลางแสงสลัวของไฟถนน แต่จิตใจกับสว่างไสวเสมือนได้พบแสงสว่างทีปลายอุโมงค์

เจ้าสัว...สอนการเป็นนักบริหารชั้นเยี่ยม

เจ้าสัวบอกกับผมว่า "ปี 2557 นี้ เป็นอีก 1 ปีที่ท้าทายมากสำหรับการทำธุรกิจ เพราะสภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทยชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว และหนักที่สุดคือ ไตรมาสที่ 4 ที่มีบ้านเมืองเรามีปัญหาจากการเมือง และค่าดว่าปีนี้คงเป็นอีกปีที่สาหัสไม่น้อยกว่าปีก่อน แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวโดยมีหัวหอกหลัก คือ สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น"

เจ้าสัวเสริมต่อว่า "การทำธุรกิจต้องรู้จักปรับตัวเองอยู่เสมอ รู้จักว่าวิเคราะห์ตลาดของตนเอง บริหารจัดการภายในองค์กรตนเอง รวมไปถึงรู้จักวิเคราะห์คู่แข่ง"

"สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ คือ ผู้บริหารองค์กรโดยเฉพาะผู้บริหารสูงสุด เพราะผู้บริหารสูงสุด คือคนที่มีอำนาจมากที่สุดจะเป็นกำหนดความเติบโตมั่งคั่งขององค์กร หรือนำความวิบัติมาสู่องค์กร"

กรณีที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การที่ผู้บริหารองค์กรมีการตัดสินใจผิดครั้งใหญ่ เช่น ลงทุนโครงการขนาดใหญ่แล้วไม่เป็นไปตามคาดการณ์ไว้ นำไปสู่การขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และการล้มละลายขององค์กรในที่สุด หรือ นำไปสู่การขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนมหาศาลส่งผลให้สัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมลดลงเป็นอย่างมาก (Dilution Effect) ตัวอย่างดังนี้

ผู้ถือหุ้นเดิมมีหุ้นทั้งหมด 1.0 ล้านหุ้น คิดเป็น 100% (1 x 100% / 1) ต่อมาต้องขายหุ้นเพิ่มทุนเนื่องจากกิจการขาดสภาพคล่องส่งผลให้ต้องขายหุ้นเพิ่มทุนใหม่ 3.0 ล้านหุ้น ดังนั้น ผู้ถือหุ้นเดิมจะมีสัดส่วนหุ้นจาก 100% เหลือ 25% ( 1 x 100% / 4)

การขายหุ้นเพิ่มทุนทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมเสียอำนาจในการควบคุมกิจการ และโอกาสได้รับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลลดลง (Dividend Yield)

ดังนั้นคุณสมบัติที่ดีของผู้บริหารชั้นเยี่ยมประกอบด้วย 1) ต้องมี Technical Skill 2) ต้องมี Human Skill และ 3) ต้องมี Conceptual Skill

Technical Skill คือ ทักษะด้านงาน หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจกับงานที่รับผิดชอบได้อย่างดีเลิศ

Human Skill คือ ทักษะด้านคน หมายถึง สามารถบริหารคนให้เหมาะสมกับงาน และผลักดันให้พนักงานทั่วทั้งองค์กรใช้ศักยภาพสูงสุดของตนเองออกมาสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร

Conceptual Skill คือ ทักษะด้านมองภาพรวม หมายถึง สามารถเห็นภาพรวมของธุรกิจทั้งหมด และของอุตสาหกรรมของตนเอง หรือ อีกนัยหนึ่งที่คนชอบพูดกันว่า มีวิสัยทัศน์ เพื่อนำพาองค์กรไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง

ทักษะทั้งสามอย่างนี้เป็นเป็นการเรียงลำดับจาก Technical Skill ไปสู่ Conceptual Skill นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าก่อนที่เราจะเป็นผู้บริหารชั้นเยี่ยมได้ต้อง เริ่มจากทำงานหนักมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี เพื่อหาประสบการณ์และพัฒนาทักษะด้านงานให้ดีเยี่ยม หลังจากนั้นเราจึงจะสามารถสร้างทีมงานที่ดีได้เพราะเราเป็นพี่เลี้ยงที่เก่งและทีมงานยอมรับในตัวเรา เมื่อมีทีมที่ดี เราจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของทีมงานให้พุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่วางไว้อย่างไม่มีข้อกังขา

กล่าวโดยสรุปอย่างง่ายๆได้ว่า ผู้บริหารชั้นเยี่ยมประกอบด้วย เก่งงาน เก่งคน และเก่งคิด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกจ้องมองผมเหมือนตั้งคำถามว่า ผมรู้ตัวหรือยังว่ายังขาดคุณสมบัติใดบ้าง... และเสริมต่อว่า "คิดการใหญ่ต้องใช้คนดีมีฝีมือ"
 

โพสต์แนะนำ

เลือกหุ้น เล่นหุ้น

ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก  ทางแก้ปัญหาข...