อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 2

จากบทความก่อนหน้านี้ได้ปรับสมการ ROIC ใหม่ได้ดังต่อไปนี้

ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100% ....สมการประยุกต์

จากสมการจะเห็นได้ว่า เราสามารถเพิ่ม ROIC ของกิจการได้ ด้วย 2 วิธี คือ

1) เพิ่ม Operating Profit Margin (OPM)

การเพิ่ม OPM คือ การเพิ่มความสามารถในการทำกำไรเทียบกับยอดขาย อันประกอบด้วย การปรับราคาขาย และ/หรือ การลดต้นทุนขาย และการลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

2) เพิ่ม Capital Turnover (CT)

การเพิ่ม CT คือ การลดเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์สุทธิ สามารถทำได้ดังนี้

  • ลดเงินสดส่วนเกินที่มีอยู่ในกิจการ กระทำได้โดยการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือ การจ่ายคืนหนี้เงินกู้ยืมที่มีดอกเบี้ย

  • การลดระยะเวลาในการเก็บเงินจากลูกค้า กล่าวคือ พยายามหาช่องทางในการขายสินค้าที่เป็นเงินสดเพิ่มขึ้น จากที่เคยขายทั้งหมดเป็นการให้เครดิต อาจทำได้โดยการออกงานแสดงสินค้าเพื่อขายตรงให้กับลูกค้ารายย่อย ทดแทนรายใหญ่ที่ขายให้เครดิต

  • การลดระยะเวลาในการขายสินค้า กล่าวคือ พยายามขายสินค้าคงเหลือให้เร็วขึ้น ซึ่งสามารถกระทำได้โดยการขายลดราคาสินค้าคงเหลือเป็นประจำทุกปี หรือ ขายสินค้าให้ผ่านช่องทางที่หลากหลาย หรือ ลดระยะเวลาในการผลิตสินค้า  

  •  ขายสินทรัพย์ถาวรที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับกิจการ เช่น ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือเลิกผลิตสินค้าด้วยตนเอง แต่ว่าจ้างผู้อื่นผลิตให้ (Outsourcing) หรือ ใช้วิธีเช่าแทนที่จะลงทุนสินทรัพย์ถาวรด้วยตนเอง

  • ขอเครดิตเพิ่มขึ้นจากเจ้าหนี้การค้า กระทำได้โดยการรวบรวมการสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือ สินค้า เป็นปริมาณมากๆในคราวดียว เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองเพื่อขอขยายระยะเวลาการได้รับเครดิตที่ยาวขึ้น

หากดำเนินการตามข้อ 1) และ 2) ข้างต้น ROIC จะดีขึ้น ซึ่งส่งผลการกู้เงินกับแบงก์จะง่ายขึ้น และได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกลง แต่หากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ย่อมทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นร่ำรวยขึ้นไปตามๆกัน อีกทั้งหากต้องจะขายหุ้นเพิ่มทุนย่อมทำให้ขายหุ้นแล้วได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ในขณะที่เสียสัดส่วนหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นรายใหม่ในจำนวนน้อย

แสงดาว...สายลม...ละอองฝน...นอนหลับฝันดีแล้วเจอะกันใหม่ครับ

อัตราผลตอบแทน (ROIC) ตอนที่ 1

หากท่านเป็นเจ้าของกิจการ และ/หรือ นักลงทุนในหุ้นประเภทถือหุ้นยาวโดยอ้างอิงจากผลประกอบการของบริษัทที่ลงทุน ท่านจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักและเข้าใจ "อัตราผลตอบแทนของกิจการ (Return on Invested Capital : ROIC)" เนื่องจาก ROIC จะบอกให้ท่านทราบว่าที่ผ่านมากิจการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเท่าไหร่ต่อปี และหากท่านต้องการเพิ่มผลตอบแทนต้องปรับปรุงรายการใดบ้างในกิจการ สมการของ ROIC แสดงได้ดังนี้

ROIC = EBIT (1-T) x 100% / Invested Capital     .... สมการ 0.

สามารถเขียนสมการในอีกรูปแบบได้ดังนี้:

ROIC = EBIT (1-T)/Sales x Sales / Invested Capital x 100%

ROIC = Operating Profit Margin x (1-T) x Capital Turnover x 100%

หรือจัดสมการใหม่ให้มีรูปแบบง่ายๆ ดังนี้:

ROIC = Operating Profit Margin x Capital Turnover x (1-T) x 100%     ....สมการประยุกต์

โดยที่:

EBIT = ยอดขาย - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร     ......สมการ 1.

T = อัตราภาษีนิติบุคคล

Invested Capital (IC) = สินทรัพย์ - หนี้สินที่ไม่มีดอกเบี้ย     ........สมการ 2.

จากสมการข้างต้นทำให้ท่านสามารถคำนวณหาอัตราผลตอบแทนของกิจการได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างการคำนวณ:

บริษัทพี่รักทุกคน มียอดขาย 100 ล้านบาท มีต้นทุนขาย 80 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 10 ล้านบาท มีสินทรัพย์ 100 ล้านบาท มีหนี้สินที่ไม่มีดอกเบี้ยอันได้แก่ เจ้าหนี้การค้า หนี้สินหมุนเวียนอื่น จำนวน 10 ล้านบาท

จากข้อมูลข้างต้นสามารถคำนวณ ROIC ได้เท่ากับ 8.89% โดยมีรายการคำนวณดังนี้

  • จากสมการ 1.   EBIT = 100 - 80 - 10 = 10 ล้านบาท
  • จากสมการ 2.   IC = 100 - 10 = 90 ล้านบาท
  • จากสมการ 0.   ROIC = 10 x (1-20%) x 100% / 90 = 8.89% ต่อปี

โดยที่ T = 20% ตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทย แต่ถ้าบริษัทนี้จดทะเบียนในต่างประเทศก็ให้ใช้อัตราภาษีนิติบุคคลของประเทศที่ไปจดทะเบียนทำธุรกิจ

ROIC เท่ากับ 8.89% หมายถึง บริษัทนี้สร้างผลตอบแทนเท่ากับ 8.89% ต่อปี กล่าวคือ หากมีเงิน 100 บาท จะให้ผลตอบแทนเท่ากับ 8.89 บาท

ส่วนสมการประยุกต์ข้างต้นจะอธิบายต่อไปในบทความหน้า...ขอให้ดูบอลโลกให้สนุกครับ ระหว่างยุโรป กับละตินอเมริกา ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา

กู้เงินทำธุรกิจ

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์
 
หนังสือ E Book "คู่มือ กู้เงินทำธุรกิจ SMEs ด้วยตนเอง"
 
 
สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebmarket.com
 

คู่มือ…กู้เงินทำธุรกิจ SMEs ด้วยตนเอง เล่มนี้ เป็นเรื่องราวของนายปานเทพ ชายคนหนึ่งที่ทุ่มเทชีวิตให้กับการทำงานเป็นลูกจ้างมากว่า 10 ปี แต่ผลตอบแทนที่ได้รับจากบริษัทกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาได้ทำให้ ปานเทพทำใจไม่ได้กับความจริงที่ได้รับ เขาจึงทิ้งโลกไปโดยมีเหล้าเป็นเพื่อนคอยปลอบประโลมใจ 

แต่แล้วเสียงของหญิงที่รักปานเทพมากที่สุดก็ปลุกให้เขาตื่นจากความผิดหวัง ปานเทพกลับมาในโลกได้เพราะความรักที่แม่มีต่อเขา…รักที่มีแต่ให้…รักที่ไม่มีเงื่อนไข…รักจนลมหายใจสุดท้าย
ส่วนความดีของพ่อที่เคยสร้างไว้กับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ก็ตอบแทนปานเทพด้วยข้อเสนอทางธุรกิจที่ยากจะปฏิเสธ ทำให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะเจ้าของธุรกิจ SMEs แต่เขาต้องประสบปัญหาเดิมๆที่ผู้ประกอบการแทบทุกคนต้องเจอ คือ การขาดแคลนเงินทุน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับปานเทพ และต้องการใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเดียวกับเขา คือ “ต้องการกู้เงินจากแบงก์” โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกู้ให้ได้เพียงอย่างเดียว หากคุณมีเงื่อนไขเช่นนี้แล้ว คุณจำเป็นต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ด้วยตนเอง 

คำถามที่ 1  คุณรู้หรือเปล่า…เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร ?

คำถามที่ 2  คุณรู้หรือเปล่า…ว่าแหล่งที่มาของเงินทุนมาจากไหนบ้าง ?

คำถามที่ 3  คุณรู้หรือเปล่า…ว่าแบงก์จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการปล่อยกู้ ?

คำถามที่ 4  คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการเปลี่ยนงบกำไรขาดทุน เป็นงบกระแสเงินสด ?

คำถามที่ 5  คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการประเมินความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย ?

คำถามที่ 6  คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการประเมินความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ ?

คำถามที่ 7  คุณรู้หรือเปล่า…วิธีกู้เงินจากแบงก์โดยไม่ใช้หลักประกัน ?

คำถามที่ 8  คุณรู้หรือเปล่า…วิธีการบริหารวงเงินกู้ทำอย่างไร ?

คำถามที่ 9  คุณรู้หรือเปล่า…ว่าแบงก์ให้วงเงินกู้สูงสุดเทียบจากอะไร ?

คำถามที่ 10  คุณรู้หรือเปล่า…ว่าควรกู้เงินเท่าไรดี ?

คำถามที่ 11  คุณรู้หรือเปล่า…ว่าจะกู้ระยะสั้น และระยะยาวจำนวนเท่าไรดี ?

หากคุณไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ด้วยตนเองแล้ว อย่าเพิ่งตกใจ! เพราะเรื่องราวของปานเทพจะทำให้ท่านทราบคำตอบเหล่านี้ทั้งหมดได้เมื่ออ่านจนจบบทสุดท้าย 

คู่มือหาเงินทำธุรกิจ

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์
 
หนังสือ E Book "คู่มือ...หาเงินทำธุรกิจ"
   

สามารถดูรายละเอียดได้ที่
 

 
 
หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาดำเนินชีวิตเหมือนกับคนทั่วไปในสังคม เรียนจบมาก็เริ่มต้นจากทำงานเป็นลูกจ้างประจำในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนกระทั่งได้รับการส่งเสริมให้มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการของบริษัทฯ และโชคชะตาก็ยังคงเป็นใจทำให้เขาได้พบรักกับแฟนสาว ที่สวย แถมยังฉลาดอีกด้วย เมื่อเขาเป็นคนสำคัญของบริษัท ใครๆก็ให้เกียรติและเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง เขาหลงระเริงกับสิ่งเหล่านี้ จนลืมเอาใจใส่ครอบครัวของเขาที่คอยมอบความรักให้เสมอมา
 
 แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผัน เมื่อเขาเริ่มสูญเสียสิ่งที่มีค่าไปทีละอย่างสองอย่าง มันสร้างความเจ็บปวดให้เขาเป็นอย่างมาก เขาจึงเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และรู้ว่าสิ่งที่เขาลุ่มหลงอยู่นั้น แท้จริงเป็นเพียงเงาที่ปรากฎอยู่ในน้ำซึ่งจับต้องไม่ได้ และยังคงไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปตามแรงกระเพื่อมของน้ำอยู่ตลอดเวลา
 
เขาเริ่มเข้าใจความจริงของชีวิตที่ว่า สิ่งที่เห็นนั้นมันยังไม่จริง แต่สิ่งที่จริงเรายังไม่ได้เห็น นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าครั้งไหนๆในชีวิตที่ผ่านมาของเขา โดยเขาต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยสติปัญญาของตนเท่านั้นจึงจะผ่านบททดสอบที่หฤโหดเหล่านี้ไปได้
 
บททดสอบที่ 1 เขาควรจะลาออกจากการเป็นผู้จัดการ และผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการ ดีหรือเปล่า ?
 
บททดสอบที่ 2 เมื่อตัดสินใจที่จะเป็น “ผู้ประกอบการ” แล้ว ควรจะเลือกทำธุรกิจที่มีลักษณะอย่างไร ?
 
บททดสอบที่ 3 เงินลงทุนทำธุรกิจ เราควรจะกู้เงินธนาคาร หรือ ระดมทุนจากนายทุน วิธีไหนจะดีกว่ากัน ?
 
            บททดสอบที่ 4 หากตัดสินใจจะ “ระดมทุน” แล้ว เราต้องการเงินทุนจำนวนใด ?
 
บททดสอบที่ 5 มูลค่าหุ้นที่จะขายควรจะมีราคาเท่าไหร่ ?
 
บททดสอบที่ 6 มีวิธีโน้มน้าวนายทุนมาร่วมลงทุนได้อย่างไร ?

หากผู้อ่านมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจ และสามารถตอบคำถามได้ด้วยตนเองแล้ว ย่อมเป็นการพิสูจน์ได้ว่าท่านมีความรู้ทางด้านบริหารการเงินพร้อมแล้วที่จะเดินทางไปสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
 
 
ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้กล้าตัดสินใจที่จะออกมาประกอบธุรกิจส่วนตัว เพื่อให้เมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจชีวิตได้เติบโตอย่างสมบูรณ์เท่าที่จะเป็นได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “มองโลกตามความเป็นจริง ย่อมดีกว่า มองโลกในแง่ดี”



4 Vs ของหุ้น

คิดจะรวยจากหุ้นต้องเข้าใจมูลค่าเรื่องมูลค่าหุ้นก่อนเป็นอันดับแรก หุ้นนั้นประกอบด้วยมูลค่าทั้งหมด 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

1) มูลหุ้นที่ตราไว้ หรือที่เรียกว่า "Par Value" เป็นราคาหุ้นที่กำหนดไว้นับตั้งแต่ตั้งกิจการ เช่น บริษัท A เปิดกิจการต้องการระดมทุนจากผู้ถือหุ้นเพื่อใช้ทำธุรกิจจำนวน 100 ล้านบาท กำหนดให้มีหุ้นทั้งหมด 10 ล้านหุ้น ดังนั้นราคาหุ้นที่ตราไว้เท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น (100/10)

มูลค่าหุ้นที่ตราไว้สามารถดูได้จากงบการเงินที่เป็นส่วนงบดุล (งบแสดงฐานะการเงิน) ในรายการส่วนของผู้ถือหุ้น

2) มูลค่าหุ้นตามบัญชี หรือที่เรียกว่า "Book Value" เป็นราคาหุ้นที่เกิดจากการทำธุรกิจที่ผ่านมา โดยมีสมการอย่างง่ายๆ

                         มูลค่าหุ้นตามบัญชี = มูลค่าที่ตราไว้ + กำไรสะสม

ตัวอย่าง สมมติว่าบริษัท A มีมูลค่าที่ตราไว้ 10 บาทต่อหุ้น ต่อมาทำธุรกิจจนมีกำไรสะสมต่อหุ้นเท่ากับ 20 บาท ดังนั้น มูลค่าหุ้นตามบัญชีเท่ากับ 30 โดยมาจากการแทนสมการดังนี้

                       มูลค่าหุ้นตามบัญชี = 10 + 20 = 30 บาทต่อหุ้น

มูลค่าหุ้นตามบัญชีสามารถคำนวณได้จากงบการเงินล่าสุดทีประกาศในเว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์

3)  มูลค่าหุ้นในตลาด หรือเรียกว่า "Market Value" เป็นราคาหุ้นที่มีการซื้อขายกันทุกวันทำการที่ตลาดหุ้นเปิด ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกวันที่มีการเปิดตลาดหุ้น โดยราคาหุ้นนี้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามผลประกอบการของธุรกิจ ตามอารมณ์ของนักลงทุนในตลาดซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยแวดล้อมมากมาย อาทิ ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ประกาศออกมา ข่าวการเกิดภาวะสงครามระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศ เป็นต้น

มูลค่าหุ้นในตลาดนี้สามารถดูได้ตามสื่อต่างๆทั้งใน โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และเว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์

4) มูลค่าหุ้นที่แท้จริง หรือเรียกว่า "Intrinsic Value" เป็นราคาหุ้นที่คำนวณได้จากการคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของธุรกิจ หากธุรกิจมีกำไรเติบโตต่อเนื่องไปเรื่อยๆ มูลค่าที่แท้จริงก็จะสูง เปรียบเทียบกับธุรกิจที่ไม่มีการเติบโตของกำไร ซึ่งท่านสามารถสนใจศึกษาเพิ่มเติมอ่านได้ในหัวข้อ "มูลค่าที่แท้จริง" ที่ได้อธิบายอย่างละเอียดใน Blog นี้ หรือสามารถอ่านจากหนังสือ "เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง"  ตามภาพข้างล่างนี้ ซึ่งสอนรายละเอียดการคำนวณทั้งหมดรวมทั้งสูตรโดยใช้ตัวอย่างกรณีศึกษาบริษัท ได้ที่ www.mebmarket.com


มูลค่าหุ้นที่แท้จริงคำนวณได้จากสูตร Discounted Cash Flow ดังต่อไปนี้




กล่าวโดยสรุปได้ว่ามูลค่าหุ้นในข้อ 1) - 3) ทุกคนจะรู้มูลค่าหุ้นเหมือนกันหมด แต่จะมีเพียงมูลค่าที่แท้จริงเท่านั้นที่ทุกคนจะรู้แตกต่างกัน และมูลค่าหุ้นที่แท้จริงนี้เป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสามารถประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ในการลงทุน เพราะเมื่อคุณรู้มูลค่าที่แท้จริง คุณจะตัดสินใจได้ว่าควรจะซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้น

อยากรวยหุ้น...ตอนนี้คุณสามารถคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงได้ด้วยตัวคุณเองหรือยัง ???






เขียนแผนธุรกิจ

หากท่านสนใจจะทำธุรกิจส่วนตัวด้วยตนเอง หรือ ต้องการเขียนแผนธุรกิจเพื่อใช้ในงานของตนเอง โดยยังคงต้องการรู้การจัดทำประมาณการงบการเงิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้แผนธุรกิจนั้นสมบูรณ์ครบถ้วน ท่านสามารถอ่านหนังสือ “เขียนแผนธุรกิจ  สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง”
 
หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนเรียบเรียงจากประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับความคิดความเข้าใจเรื่องการวิเคราะห์งบการเงิน การบริหารงบการเงิน และการจัดทำแผนธุรกิจ (Business Plan) ในช่วงระยะเวลาหลายปี ดังนั้นเทคนิคที่ใช้ในการสร้างแบบจำลองทางการเงิน (Financial Model) จึงเป็นรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งนำมาพัฒนาและดัดแปลงให้ง่ายในการเรียนรู้ โดยใช้เพียงฟังก์ชันพื้นฐานของโปรแกรม EXCEL และการสร้างแผนธุรกิจนี้ได้มีการอ้างถึงหลักการบัญชีและการเงินพื้นฐาน ซึ่งสรุปเนื้อหาเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายในการจดจำและทำความเข้าใจ ตลอดระยะเวลาการเขียนหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะถ่ายทอดความรู้เชิงปฏิบัติให้แก่ผู้อ่านมากที่สุดเสมือนเป็นการสนทนาร่วมกันระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียน โดยที่ผู้อ่านควรทดลองปฏิบัติการสร้างแบบจำลองในระหว่างการอ่านด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในงานและเผยแพร่ต่อไป
 
วัตถุประสงค์ที่จัดทำหนังสือเล่มนี้ คือเพื่อต้องการเผยแพร่ความรู้เชิงปฏิบัติ ตั้งแต่การสร้างงบการเงินล่วงหน้า (Pro Forma Financial Statements) การวิเคราะห์งบการเงิน การบริหารงบการเงิน ตลอดจนการตัดสินใจในการลงทุนทำธุรกิจ  เพื่อเป็นแนวทางให้กับบุคคลที่สนใจประกอบธุรกิจได้มองเห็นแต่ละขั้นตอน อันจะนำไปสู่การตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานทางการตลาดและการเงิน ซึ่งได้แก่ การประมาณการยอดขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ระยะเวลาการเก็บหนี้ และเงินที่ต้องกู้ยืมเพื่อใช้ในการดำเนินงาน เป็นต้น จากความรู้ดังกล่าวยังสามารถเป็นแนวทางในการจัดทำแผนธุรกิจได้ด้วยตนเอง เพื่อตอบคำถามของการตัดสินใจลงทุนว่า “ธุรกิจนี้ควรลงทุนหรือไม่ ?”  , “ผลตอบแทนที่แท้จริงของโครงการมีค่าเท่าใด ?” รวมทั้ง “ระยะเวลาในการคืนทุนกี่ปี ?” หากคำตอบดังกล่าวเห็นเหมาะสมว่าควรตัดสินใจลงทุน เรายังสามารถนำแผนธุรกิจดังกล่าวไปเจรจาขอสินเชื่อจากทางธนาคารและหาผู้ร่วมลงทุนได้ อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในการจัดทำงบการเงินล่วงหน้าเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้กับทางธนาคารและสถาบันการเงินได้อีกด้วย
 
เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 กล่าวถึงพื้นฐานทางด้านบัญชีและการเงิน เพื่อสร้างความรู้พื้นฐานที่ใช้ในการจัดทำงบการเงิน ส่วนที่ 2 กล่าวถึงวิธีการสร้างแบบจำลองทางการเงิน เพื่อจัดทำงบการเงินล่วงหน้าได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด อันจะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจที่สนใจจะลงทุน ส่วนที่ 3 กล่าวถึงการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยใช้เครื่องมือทางการเงิน อันได้แก่ อัตราส่วนทางการเงิน มูลค่าสุทธิของโครงการ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของโครงการ ระยะเวลาคืนทุนปัจจุบัน รวมทั้งคำนวณหาจุดคุ้มทุนขาย เพื่อช่วยในการประเมินโครงการว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่



หากท่านสนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.mebmarket.com

ทำธุรกิจส่วนตัว ใครว่ายาก…

จากการที่ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือหลากหลายประเภท โดยเฉพาะหนังสือที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ คือ หนังสือที่มีเนื้อหาอ่านแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้ เพราะคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปในการอ่าน เนื่องจาก “เวลา คือ ชีวิต นั่นเอง” 

สำหรับหนังสือเล่มหนึ่งที่อ่านแล้วรู้สึกประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนชีวิตจากลูกจ้างมาเป็นเจ้าของธุรกิจ คือ หนังสือ “ทำธุรกิจส่วนตัว ใครว่ายาก….” เป็นผลงานของ บริษัท เอฟ พี เอ็ม คอนซัลแท้นท์ จำกัด ซึ่งผู้เขียนเองเป็นเจ้าของบริษัทฯ และสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาจากสองมือเปล่า อีกทั้งเนื้อหาของหนังสือแทบทั้งหมดกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ทำธุรกิจล้วนๆ มันจึงมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งที่ผมควรจะแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้แก่สังคม

เนื้อเรื่องของหนังสือเป็นการถามและตอบ ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ โดยลูกศิษย์ตั้งใจจะลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งการที่ลูกศิษย์ต้องการจะทำธุรกิจส่วนตัวจึงเกิดคำถามมากมาย ส่วนอาจารย์เองก็สามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ และอ้างอิงประสบการณ์ในการทำธุรกิจของตนเองที่ผ่านมาโชกโชน

อาจารย์สอน….วิธีค้นหาธุรกิจด้วยตนเอง…อุบายในการเอาชนะจิตใจที่หวาดกลัวว่าจะเจ๊งจากการทำธุรกิจ…หากเจ๊งแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง งานนี้มีแต่ได้กับได้เท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ “ทุนทางปัญญา” ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ 5 อย่างรวมกัน เมื่อเกิดทุนทางปัญญาแล้วความสำเร็จในการทำธุรกิจจะตามมาเอง
การจัดทำ Cash Flow แบบใครๆก็ทำได้เพื่อหาเงินลงทุนทั้งแบบเงินของเจ้าของและเงินจากการกู้ธนาคารโดยใช้กรณีศึกษาธุรกิจของลูกศิษย์…สอนการวิเคราะห์ Cash Flow และระยะเวลาการคืนทุน รวมทั้งการแนะนำการหุ้นส่วนธุรกิจและคุณสมบัติของหุ้นส่วนที่ดี

เรียนรู้จากปัญหาธุรกิจที่เกิดขึ้น เพื่อหาตลาดใหม่….สังคมเดิมหายไป สังคมใหม่เกิดขึ้น…เสกหุ้นจากเครื่องหมายการค้าด้วยวิธีตีมูลค่าเครื่องหมายการค้า…เสกเงินจากแผนธุรกิจที่มี Cash Flow …เสกหุ้นจากสิทธิบัตร

เพราะมีทุนทางปัญญา จึงกลายเป็นคนรวยในพริบตา แถมยังมีความสุขจากการทำธุรกิจ….






Beta หุ้น

ค่า Beta หุ้น เป็นการวัดความเสี่ยงของหุ้นเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ ขอขยายความดังนี้

หุ้น A ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยมีค่า Beta เท่ากับ 1.0 หมายถึง ราคาหุ้น A จะเคลื่อนไหวเท่ากับการเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย หรือ เท่ากับ SET INDEX

ตัวอย่างเช่น หุ้น A มี Beta เท่ากับ 1.0 ดังนั้นหาก SET INDEX เพิ่มขึ้น 10% ราคาหุ้นต้องเพิ่มขึ้น 10% เท่ากัน เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน หาก SET INDEX ลดลง 10% ราคาหุ้นต้องลดลง 10% เท่ากัน

หุ้น B ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยมีค่า Beta เท่ากับ 2.0 หมายถึง ราคาหุ้น B จะเคลื่อนไหวเป็น 2 เท่าของการเคลื่อนไหว SET INDEX

ตัวอย่างเช่น หุ้น B มี Beta เท่ากับ 2.0 ดังนั้นหาก SET INDEX เพิ่มขึ้น 10% ราคาหุ้นต้องเพิ่มขึ้น 20% เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน หาก SET INDEX ลดลง 10% ราคาหุ้นต้องลดลง 20%

หุ้น C ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยมีค่า Beta เท่ากับ 0.5 หมายถึง ราคาหุ้น B จะเคลื่อนไหวเป็นครึ่งหนึ่งของการเคลื่อนไหว SET INDEX

ตัวอย่างเช่น หุ้น C  มี Beta เท่ากับ 0.5 ดังนั้นหาก SET INDEX เพิ่มขึ้น 10% ราคาหุ้นต้องเพิ่มขึ้น 5% เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน หาก SET INDEX ลดลง 10% ราคาหุ้นต้องลดลง 5%

จากตัวอย่างข้างต้นทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนในหุ้นได้ คือ หากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและภาวะตลาดเป็นบวก เราต้องเลือกหุ้นที่มี  Beta สูง เพราะตลาดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นสูงกว่า ในทำนองเดียวกัน หากสภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดเป็นลบ เราต้องต้องเลือกหุ้นที่มี Beta ต่ำ เพราะตลาดมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ในขณะที่หุ้นจะปรับตัวลงต่ำกว่า

เหตุผลที่ยังคงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นแม้ในภาวะที่ตลาดเป็นลบเนื่องจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ซึ่งท่านสามารถหาข้อมูลอ้างอิงได้จากผลงานวิจัยที่เผยแพร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อีกนัยหนึ่งการทึ่ตลาดเป็นลบสิ่งที่จะได้จากหุ้นก็คืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่เพิ่มสูงขึ้น และกำไรจากราคาหุ้น (Capital Gain) จากการฟิ้นตัวของตลาดในเวลาต่อมา หลังจากฝนตกหนักฟ้าจะกลับสดใสอีกครั้ง และคงเป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปตลอดกาล

หลักเกณฑ์การวัดหุ้นถูก...แพง

📊 วิธีวัดว่าหุ้นถูกหรือแพง

การวัดว่าหุ้นถูกหรือแพง สามารถวัดได้จาก มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value : IV) เทียบกับ ราคาตลาด (Market Price : MP) ในขณะนั้น หาก IV มากกว่า MP แสดงว่าราคาหุ้นถูก ในทางกลับกันหาก IV ต่ำกว่า MP แสดงว่าราคาหุ้นแพง เขียนเป็นสมการได้ดังนี้

X = IV − MP
✅ หาก X เป็นบวก
แสดงว่าหุ้นถูก หรือหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Undervalued)
ควร "ซื้อ"
❌ หาก X เป็นลบ
แสดงว่าหุ้นแพง หรือหุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Overvalued)
ควร "ขาย"

📌 ตัวอย่างประกอบ

หุ้น ABC มี IV เท่ากับ 10 บาท และ MP เท่ากับ 5 บาท
กรณีนี้หุ้น ABC เป็น หุ้นราคาถูก เพราะ IV มากกว่า MP เท่ากับ 5 บาท (10 − 5)
สรุปได้ว่าหุ้น ABC ควรซื้อ

แต่สมมติว่าต่อมาหุ้น ABC ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 15 บาท
กรณีนี้หุ้น ABC เป็น หุ้นราคาแพง เพราะ IV ต่ำกว่า MP เท่ากับ 5 บาท (5 − 10)
สรุปได้ว่าหุ้น ABC หากมี ควรขาย แต่หากเป็นนักเก็งกำไรก็ยืมหุ้นมาขาย (Short) และรอให้หุ้นตกลงมาแล้วซื้อหุ้นคืน

🧮 วิธีคำนวณหา IV

การคำนวณหา IV สามารถทำได้โดยใช้แบบจำลอง กระแสเงินสดส่วนลด (Discounted Cash Flow : DCF) โดยรายละเอียดท่านสามารถอ่านได้ในหนังสือ "เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้น ด้วยตนเอง"
ส่วนแบบ ตัวคูณ (Multiple Approach) สามารถคำนวณได้ดังนี้

  1. เลือกค่า P/E ของอุตสาหกรรมที่เราจะประเมินราคาหุ้น เช่น หุ้น A อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ สมมติว่าเราตรวจสอบแล้วพบว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มีค่า P/E เท่ากับ 10 เท่า
  2. คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของหุ้น A โดยใช้ กำไรสุทธิ ÷ จำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว สมมติว่าคำนวณ EPS ได้เท่ากับ 5 บาท
  3. นำค่า P/E ของอุตสาหกรรม × EPS ค่าที่ได้คือ IV
IV = P/E × EPS = 10 × 5 = 50 บาท

⚠️ ข้อควรระวัง: การประเมินโดยใช้ P/E มีข้อด้อยที่ว่าการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น อ้างอิงจากกำไรสุทธิต่อหุ้นเพียงปีเดียว ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการประเมินมูลค่าหุ้นจึงมีสูงมาก แตกต่างจาก DCF การประเมินมูลค่าหุ้นจะประเมินจากกำไรหลายปีข้างหน้า ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้


📚 หากท่านสนใจหนังสือ "เลือกหุ้น เล่นหุ้น ประเมินราคาหุ้นด้วยตนเอง - ใช้ excel สร้าง model ประเมินราคาหุ้น แบบ step by step" สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.mebmarket.com

เจ้าสัว...ทำงานเพื่อค้นพบตัวเอง

สงกรานต์ปี 2556 ที่ผ่านมา เจ้าสัวได้เล่าระลึกถึงความหลังครั้งเมื่อสมัยเด็ก แกเล่าให้ฟังว่า แกเกิดมาในครอบครัวยากจนมีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันทั้งหมด 4 คน แกเป็นพี่คนโตสุด มีน้องสาว 2 คน และน้องชายสุดท้องอีก 1 คน พ่อกับแม่เป็นคนจีนที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เดินมาเมืองไทยด้วยสองมือเปล่า แต่เต็มไปด้วยจิตใจที่เป็นนักต่อสู้ ขยันแบบทะลุโลก อดทนทุ่มเทอย่างคนทั้งโลกต้องยอมรับ แต่ที่สำคัญที่สุดแม้ยากจนอย่างไรแต่ครอบครัวของแกก็รักกันมาก ซึ่งสามารถชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปไม่ว่าจะเป็นความลำบากกายในการยังชีพ และลำบากใจจากการทนต่อการดูถูกเหยียดยามจากสังคมรอบตัวในเวลานั้น 

นับตั้งแต่แกจำความได้ แกไม่เคยเห็นพ่อกับแม่หยุดทำงานเพื่อจะไปเที่ยวที่ไหน แกเห็นท่านทั้งสองทำงานอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ แกเคยถามพ่อว่าทำไมถึงต้องทำงานหนักขนาดนี้ พ่อหันมาตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงตรึงอยู่ในใจแกว่า  “ทำงานเพื่อให้ครอบครัวเรามีชีวิตที่ดีขึ้น และลูกๆได้มีอนาคตได้ทำตามความฝันของตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ทำงานเพื่อตัวเอง และสะสมนิสัยเหลื่านี้ให้ติดตัวไปอีกนานแสนนาน”

แกย้อนมาสอนผมว่า คนทำงานแทบทุกคนคิดว่าการไปทำงานเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่ต้องการ เช่น เงินเดือน สวัสดิการ และอื่นๆ  ดังนั้นคนเหล่านี้จะคิดว่าทำไมต้องทำงานหนักเกินเงินเดือน ทำไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้น เพราะอย่างไรเสียก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม แต่หากคิดให้ดีคนทำงานหนักนั้นประโยชน์ทั้งหมดตกเป็นของตนเองเป็นหลัก ส่วนองค์กรได้รับเพียงผลพลอยได้เท่านั้น

สายตาแกทอดยาวออกไป ผมถามแกต่อว่า ทำไมคนทำงานประโยชน์ทั้งหมดจึงตกเป็นของตนเอง แกตอบกลับทันควันเหมือนเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อเราทำงานหนักมากขึ้นเรื่อยๆ และทำอย่างต่อเนื่อง เราจะค้นพบตนเอง เราจะรู้ทักษะที่แท้จริงของตนเองว่าเราเป็นคนอย่างไร เหมาะสมกับงานประเภทใด เพราะทุกงานจะมีการตัดสินใจเรื่องงาน เรื่องคน และเรื่องคิด อยู่เสมอ

หากเราเก่งงาน งานที่เหมาะสม คือ งานด้านการปฏิบัติการ (Operation) เช่น งานด้านการผลิต งานด้านการตลาด งานด้านบุคคล เป็นต้น

หากเราเก่งคน งานที่เหมาะสม คือ งานด้านบริหารจัดการ (Management) เช่น งานด้านบริหารทีมงาน งานด้านบริหารการลงทุน งานด้านบริหารพัฒนาธุรกิจ เป็นต้น

หากเราเก่งคิด งานที่เหมาะสม คือ งานด้านการวางแผน (Planning) เช่น งานด้านนโยบายองค์กร งานด้านวางแผนการผลิต งานด้านกลยุทธ์ทางการตลาด งานด้านการควบรวมกิจการ เป็นต้น

เมื่อเราเริ่มรู้จักตัวเองแล้ว คือทำเหตุให้ครบถ้วนแล้ว ความสำเร็จย่อมเป็นผลที่จะตามมาเอง

นอกจากนี้การทำงานหนักเป็นการเพาะนิสัยดีให้กับตนเอง ซึ่งจะติดตัวไปจนตายแถมยังข้ามภพข้ามชาติด้วย ลองคิดดูความรู้ประสบการณ์จากการทำงานจะติดตัวคนๆนั้นไป หากเมื่อไหร่ที่เขาลาออกจากงานสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกทิ้งไว้ในองค์กรเลย แต่กับติดตัวเขาไป องค์กรได้รับประโยชน์แค่ในยามที่เขายังอยู่กับองค์กรเท่านั้น
ฝนตกลงมาอย่างหนัก ตามมาด้วยลมกระโชกอย่างแรง จนต้นไม้โน้มเอียงไปตามลม ใบไม้ปลิวว่อน แต่แววตาของแกยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นยังเต็มเปี่ยม เหมือนคนหนุ่มเต็มไปด้วยฝัน….

หากท่านสนใจผลงานด้านหนังสือเข้าไปดูได้ที่

www.mebmarket.com



โพสต์แนะนำ

เลือกหุ้น เล่นหุ้น

ย้อนหลังกลับไปในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัททั้งเล็กและใหญ่ประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก  ทางแก้ปัญหาข...