ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ความกลัว VS. ความโลภ

การลงทุนในหุ้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัวของมันเอง ความเป็นศาตร์ คือ ความเหตุและมีผล ในขณะที่ความเป็นศิลป์ คือ ความไร้เหตุและผล ดังสังเกตได้จากบางครั้งราคาหุ้นก็ผันผวนไร้ทิศทางไม่สอดคล้องกับผลประกอบการของหุ้นต้วนั้น ซึ่งความมีเหตุผลและไร้เหตุผลในตัวเองนั้นก็สอดคล้องกับพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งก็กระทำสิ่งใดก็มีเหตุผล บางคร้้งก็มีแต่อารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง

ดังนั้น หากต้องการเข้าใจหุ้นได้อย่างลึกซึ้ง คงต้องนับหนึ่งจากการเข้าใจมนุษย์ให้ได้เสียก่อน จำไว้เสมอว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีสัญชาตณานในการป้องกันตัวเอง และรักตัวเองเป็นที่สุด คนก็เช่นเดียวกัน การป้องกันตัวเองของคนนั้นมีพื้นฐานมาจาก "ความกลัว" ในขณะที่การรักตัวเองนั้นมีพื้นฐานมาจาก "ความโลภ"

นักลงทุนจึงเปรียบเทียบว่า ความกลัว = ตลาดหมี คือ ภาวะตลาดหุ้นตกต่ำ นิยมใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ ยิ่งแดงมากยิ่งกลัวจัด ส่วน ความโลภ = ตลาดกระทิง คือ ภาวะตลาดหุ้นวิ่งกระจาย นิยมใช้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ยิ่งเขียวมายิ่งโลภมาก

เมื่อเราเข้าใจคนเพียงเสี้ยวเดียว คือ ความกลัว กับ ความโลภ ได้ เราก็สามารถสร้างผลกำไรจากตลาดหุ้นได้อย่างมหาศาล เพราะนักลงทุนที่ชาญฉลาดจะพบว่า เมื่อใดก็ตามที่ตลาดหุ้นกลัวสุดขีด ตลาดหุ้นจะเสนอหุ้นในราคาถูกแสนถูก ซึ่งหมายความว่า หุ้นจะถูกมากน้อยเพียงใด อยู่ที่ระดับความกลัว เช่น กลัวน้อย จะเสนอราคาถูกน้อย กลัวมาก จะเสนอราคาถูกมาก เป็นต้น

นั่นย่อมทำให้เราได้หลักการลงทุนที่ว่า ให้ซื้อหุ้นเมื่อตลาดตกต่ำสุดๆ ราวกับว่าโลกนี้กำลังแตกสลายไปในไม่ช้า และให้ขายหุ้นเมื่อตลาดพุ่งติดจรวด ราวกับว่าคนในตลาดหุ้นจะร่ำรวยกันไปหมด

คำถามที่ตอบให้ได้ คือ คุณสามารถจะวิ่งเข้าสู่ความตายได้ไหม ในขณะที่คนส่วนใหญ่มากๆกำลังคิดว่าตัวเองหนีตาย

จำให้ขึ้นใจว่า "ความรวยรออยู่ฝากตาย"


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ควรตั้งเป้ายอดขายขั้นต่ำเท่าไหร่

ถาม : ตอนนี้ผมทำธุรกิจส่วนตัว และต้องการตั้งเป้าหมายการขายให้กับฝ่ายขาย อาจารย์พอจะมีวิธีที่ใช้ประมาณการขายหรือเปล่าครับ ตอบ : การตั้งเป้าหมายในการขายให้กับฝ่ายขาย เราสามารถคำนวณหาได้จากจุดคุ้มทุนขาย (Break-Even point of Sales) คือ ยอดขายที่ทำไม่มีผลกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ หรือ ยอดขายที่พอดีกับค่าใช้จ่ายของกิจการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือยอดขายขั้นต่ำที่ต้องให้กับฝ่ายขาย โดยมีสูตรดังนี้                                              จุดคุ้มทุนขาย  =   ค่าใช้จ่ายคงที่                                                  ...

ต้นทุนเงินทุน (WACC)

ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) หรือ ที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไป คือ WACC (Weighted Average Cost of Capital) หมายถึง ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของเงินทุน  มีประโยชน์เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าควรลงทุนหรือไม่ควรลงทุนในโครงการใดบ้างของบริษัท เช่น คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุนในโครงการใหม่ของบริษัท เป็นต้น อีกทั้ง WACC นี้ยังสามารถใช้ในการคำนวณหามูลค่าของกิจการ (Enterprise Value) และมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value of Stock) ได้อีกด้วย WACC ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ประเภท คือ :- ประเภทที่ 1 ต้นทุนจากการเงินกู้ยืม หรือ ที่เข้าใจโดยทั่วไป คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (kd)   ประเภทที่ 2 ต้นทุนจากเงินทุนของผู้ถือหุ้น  หรือ ที่เข้าใจโดยทั่วไป คือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (ke) เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจ WACC ขอยกตัวอย่างประกอบดังนี้ บริษัท A มีเงินทุนประกอบด้วย เงินกู้จากเจ้าหนี้ที่มีดอกเบี้ย 100 ล้านบาท และเงินทุนจากผู้ถือหุ้น 100 ล้านบาท ดังนั้นเงินทุนทั้งหมดของกิจการ A คือ เงินกู้จากเจ้าหนี้ฯ + เงินทุนจากผู้ถือหุ้น = 100 + 100 ล้านบาท เท่ากับ 200 ล...

แกะรอยมูลค่าหุ้นที่แท้จริง

มูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value per Share : IVPS ) ประกอบด้วยมูลค่าหลัก 3 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้ [การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้อธิบายแล้วในบทความก่อนหน้านี้] มูลค่าส่วนที่ 1 คือ มูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value per Share : BVPS ) คำนวณได้ตามงบดุล หรือ ปัจจุบันเรียกกันว่า งบแสดงฐานะการเงิน ซึ่งมีสมการดังนี้                                   มูลค่าหุ้นตามบัญชี = ส่วนของผู้ถือหุ้น                                                                    จำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว  มูลค...

กระบวนการลงทุนแนว VI

เขียนแผนธุรกิจ (Business Plan)

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์   หนังสือ E Book "เขียนแผนธุรกิจ สร้างงบการเงิน ด้วยตนเอง"      สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.mebmarket.com     เนื้อหาตัวอย่างการจัดทำงบกำไรขาดทุนล่วงหน้า (Pro Forma Income Statement) โดยใช้ Excel   ภาพที่ 1 : การแสดงสูตรการ Link ไฟล์ Excel     ภาพที่ 2 : ผลลัพธ์จากการคำนวณ   ภาพที่แสดงนี้เป็นเพียงบางส่วน ซึ่งในหนังสือยังสอนการสร้างงบดุลล่วงหน้า (Pro Forma Balance Sheet) และงบกระแสเงินสดล่วงหน้า (Pro Forma Cash Flow) ไว้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสอนการประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุน (IRR) และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) แถมด้วยการวิเคราะห์งบการเงินโดยใช้อ้ตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis) คุ้มจริงๆ อ่านเล่มเดียว เหมือนเข้าเรียนหลักสูตรการบริหารการเงินแทบทั้งหมด หนังสือเล่มนี้เป็นงาน Master Piece ชิ้นหนึ่ง และมันเป็นงานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปตลอดกาล... และหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตของคุณเช่นเดียวที...